ฉันกับนายดินเดินกลับมาด้วยกัน จะเรียกว่ากลับด้วยกันรึเปล่าเพราะทางกลับมันทางเดียวกัน เรียกว่าต่างคนต่างมา หรือแค่เดินตามกันมาประมาณนั้นล่ะมั้ง
พอถึงร้านฉันก็ทำงานถักต่อ แต่เพราะนอนน้อยรู้สึกปวดหัวนิดหน่อย เลยจะรีบกลับไปนอนพักผ่อนแต่พอขึ้นห้องก็อดไม่ไหวที่จะเปิดซีรีส์เื่นั้นดูต่อ ดูไปแปดตอนแล้วเหลืออีกแปดตอน คิดว่าจะดูอีกสักสองสามตอน แต่สุดท้าย ฉันก็ดูยาวจนถึงตีสามเนื้อเื่ตอนท้ายเริ่มดราม่า พระเอกเป็มะเร็งตาย (สมกับความแย่ที่มันทำ)ฉันคิดแบบนั้น แต่ก็แอบร้องไห้ไม่ได้สงสารนางเอกที่ยังรักเขาทั้งที่เขาทำเื่เลวร้ายกับตัวเองมามากมาย
“มึงก็โง่นักขนาดนี้แล้ว ปล่อยมันตายไปเหอะ”
ดูไปบ่นไปร้องไห้ไปจนจบ
หนังจบแล้วแต่ฉันไม่จบ ฉันคิดถึงแต่เื่ซีรีส์ อยากให้มีภาคสอง อยากให้พระเอกฟื้นประมาณอยากให้พระเอกที่กลับตัวแล้วได้เริ่มต้นใหม่กับนางเอกคิดมากจนนอนไม่หลับทั้งคืน
❉❉❉❉❉❉❉❉❉❉
“ก๊อก ก๊อกก๊อก” (เสียงเคาะประตู)
ฉันใตื่นอีกครั้งตายแล้ว เกือบบ่ายสามแล้วเหรอเนี่ย? ฉันวิ่งไปที่ประตูพอส่องดูก็เห็นนายดิน นิติ ยาม และเพื่อนบ้านอีกสองสามคนอยู่ที่หน้าห้องฉันเลยเปิดประตูออกไป
“มีอะไรเหรอคะ?”
“คุณาาวดีไม่เป็ไรใช่ไหมคะ”
นิติถามด้วยสีหน้ากังวล
“ไม่เป็ไรค่ะทำไมเหรอคะ”
ฉันถามกลับด้วยความงงงวย
“คุณหัสดินบอกว่าคุณไม่ยอมลงมาเปิดร้านและเมื่อคืนก็ร้องไห้เสียงดัง ข้างห้องอีกฝั่งก็ได้ยินเสียงคุณร้องไห้เหมือนกันค่ะเพื่อนบ้านเลยคิดว่าคุณทำร้ายตัวเองรึเปล่า เลยขอให้นิติมาดูค่ะ”
ฉันไม่รู้จะตอบว่ายังไงทุกสายตาจับจ้องมาที่ฉัน ฉันร้องไห้เสียงดังขนาดนั้นเลยเหรอสงสัยเป็เพราะใส่หูฟัง เลยไม่ได้ยินเสียงตัวเองแต่จะให้บอกว่าดูซีรีส์แล้วร้องไห้เสียงดังคงไม่ดีแน่
“ขอโทษด้วยนะคะมีปัญหาส่วนตัวนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่เป็ไรแล้วค่ะ”
ทุกคนกลับไปเหมือนไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรพอส่องกระจกดูก็รู้สึกว่าตาบวมมากจริงๆ วันนี้คงต้องปิดร้าน บ่ายสามกว่าแล้วลงไปก็คงไม่ได้ทำอะไร ฉันโทรสั่งข้าวกิน และทำงานต่ออีกนิดหน่อย แล้วรีบเข้านอนั้แ่หัววัน
ตอนเช้าตื่นมา ฉันเอาชุดเด็กที่ถักไว้ไปซักตอนแรกกะว่าจะถักให้ได้หกชุด แต่มันหมดไฟแล้ว เลยเอาแค่สี่ชุดพอปกติจะเอาลงไปซักที่ร้านสะดวกซักใต้คอนโดแต่เสื้อไหมพรมซักเครื่องไม่ได้ต้องซักมือ เลยต้องซักเอง ตากไว้ที่ระเบียงหลังห้อง ซึ่งก็เป็ที่ตากผ้าของทุกห้องอยู่แล้วพอสิบโมงก็ลงไปเปิดร้านเหมือนปกติ แวะไปซื้อกาแฟร้านตรงข้ามกินแก้ง่วงแล้วเสียงที่ทำให้ปวดหัวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณาาวดีโอเคแล้วใช่ไหมครับ” ดินทักขึ้น
ฉันทำได้แค่ยิ้มแห้งๆ
“โอเคค่ะ”
“ใหมดเลยอ่ะพี่ดินมาเล่าให้ฟังว่าพี่ชาร้องไห้ทั้งคืน ตอนที่เห็นพวกนิติเดินขึ้นไปบนห้องนึกว่าจะเกิดเื่ซะแล้ว”
วันดาพนักงานสาวร้านกาแฟพูดสมทบขึ้น
ฉันส่งหางตาใส่นายดินเล็กน้อย(นายนี่บอกชาวบ้านเขาไปหมดหรือไง) ฉันโมโหมาก แต่ก็ต้องพยายามเก็บอาการ
“ลาเต้เย็นหวานน้อยนะเอาไปให้พี่ที่ร้านด้วยละกัน”
ฉันไม่อยากตอบคำถามสั่งเสร็จก็รีบออกมาทันทีโดยไม่มองหน้าตัวปัญหาเลยด้วยซ้ำดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าฉันไม่พอใจ เพราะมองตามฉันจนฉันเดินออกไป
โชคดีที่วันนี้มีลูกค้าเข้าร้านเยอะฉันก็เลยไม่ว่างมาจิตตกกับเื่เมื่อวาน แต่จู่ ๆนายดินก็เดินเข้ามาในร้านพร้อมกับดอกไม้ช่อใหญ่ฉันคิดว่าเขาคงจะเอาดอกไม้ที่จะทิ้งมาให้ฉันอาจเพื่อขอโทษเื่ที่พูดเื่ส่วนตัวฉันให้คนอื่นฟังมากเกินไป
“อะไรกันคะคุณหัสดินจะทิ้งแล้วเหรอคะ”
“เปล่านะนี่ของใหม่เลยนะคุณ ช่อนี้เกือบพันเลยนะ ผมอุตส่าห์จัดมาให้มามองกันในแง่ร้ายทำไมเนี่ย”
“ถามจริงเถอะนายเอาเื่ฉันไปบอกคนอื่นทำไม แล้วยังเรียกนิติมาอีก”
“ผมกลัวจริงๆนะคุณ คุณร้องไห้เสียงดังมาก ขนาดว่าห้องฝั่งตรงข้ามยังได้ยินเลยนะ ตอนที่ผมเดินออกมาดูก็เห็นคุณก้อยเปิดประตูออกมาดูแล้ว”
“แล้วทำไมไม่เคาะเรียกฉันล่ะหรือโทรมาก็ได้”
“ผมก็คิดว่าจะเคาะนะแต่คุณก้อยบอกเรียกนิติมาดีกว่า เพราะจู่ๆ คุณก็เงียบไป”
คุณก้อยอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามฉัน เธอเป็คนดีมีมารยาท และอยู่เงียบๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเราไม่ค่อยคุยกันเพราะเธอก็คล้ายฉันไม่ชอบคุยกับใคร
นายดินยื่นดอกไม้ให้ ฉันก็รับมันไว้เขาก็มีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างน้อยก็รู้จักใช้ดอกไม้แทนคำขอโทษ ดูโรแมนติกดีไม่น้อยฉันถือดอกไม้ขึ้นมาบนห้อง ใส่แจกันและนั่งมองมันทั้งคืนแปลกนะที่ฉันรู้สึกดีแบบนี้
แต่เช้าอีกวันฉันลงมาทำงานปกติ สั่งลาเต้เหมือนเดิมให้มาส่งที่ร้าน แต่วันดาทำโกโก้มาให้ฉันแทนฉันนั่งงงอยู่สักพัก
“อะไรกันเนี่ยวันดาสั่งลาเต้นะ”
“ดื่มกาแฟไม่ดีกับสุขภาพน้องนะคะคนท้องเขาไม่ให้ดื่มกาแฟค่ะ”
(อิหยังวะ)ท้องเหรอ? ใครท้อง?
ฉันยังคงมึนงงกับคำพูดเมื่อกี้ของวันดาเธอยิ้มและเดินกลับร้านไปโดยไม่ต้องอะไร ทิ้งความงงงวยไว้ให้ฉันมีใครปล่อยข่าวใส่ร้ายฉันอีกเนี่ย ลองคิดดูแล้ว คงเป็คนอื่นไปไม่ได้เลยฉันรีบเดินไปที่ร้านขายดอกไม้ทันที
“นินาย....ไปพูดอะไรกับวันดา”
“อ้าวคุณาาวดี โมโหแบบนี้ไม่ดีกับลูกในท้องนะ”
“ท้องบ้านพ่อมึงสิไม่ได้ท้องโว้ย!”
ฉันโมโหสุดขีด
“อ้าวก็ผมเห็นคุณนั่งถักชุดเด็กอยู่ตั้งหลายอาทิตย์แถมยังร้องห่มร้องไห้เสียงดังและวันก่อนยังเห็นเอาชุดเด็กไปตากอยู่ผมก็คิดว่าคุณคงเลิกกับแฟนแล้วดันมารู้ตัวว่าท้องประมาณนั้นรึเปล่า”
ฉันอึ้งไปพักหนึ่ง เหมือนสมองประมวลผลไม่ทัน พอปะติดปะต่อเื่ได้ก็เริ่มใจไม่ดี
“อย่าบอกนะว่าเอาเื่นี้ไปเล่าให้คนแถวนี้ฟัง”
“เฮ้ยยยเห็นผมเป็คนยังไง ผมบอกแค่เจ๊กุลเองนะ กำชับแล้วด้วยว่าอย่าบอกใครแกคงไม่ปากโป้งหรอก”
นั่นแหละ... ความซวยของฉัน“กุลรู้โลกรู้” ฉันเอามือกุมขมับ ในใจคิดอยากจะบีบคอไอ้หมอนี่ให้ตายไปซะ
“ผมเป็ห่วงคุณนะเราอยู่ร้านใกล้ๆ กัน ถ้ามีปัญหาอะไรให้ช่วยบอกผมได้นะเป็แม่เลี้ยงเดี่ยวมันลำบากผมเข้าใจ แต่คนแถวนี้จิตใจดี เขาต้องรักลูกคุณแน่ๆ”
“กูไม่ได้ท้องงงงงงง!ช่วยเข้าใจหน่อย ชุดเด็กกูถักขาย กูร้องไห้เพราะดูซีรีส์แล้วมันทัชใจมึงเข้าใจมั้ยแล้วเอาไปบอกใครไม่บอก ไปบอกเจ๊กุล เขารู้กันทั้งประเทศแล้วมั้งนั่น”
ดูเหมือนว่าฉันจะเสียงดังมากไปคนแถวนั้นพากันเดินมามุงดู
“มีอะไรเหรอชาทะเลาะอะไรกัน”
เจ๊กุลรีบเข้ามาถามหรืออาจจะอยากเผือก ฉันเลยรีบแก้ตัว
“เจ๊... ชาไม่ได้ท้องนะชุดเด็กเนี่ยชาถักขาย ส่วนที่ร้องไห้หนักวันก่อนนะเพราะดูซีรีส์แค่นั้นเองช่วยแก้ข่าวให้ที เป็เื่ใหญ่ไปหมดแล้ว”
“วันดาว่าแล้วเชียวไม่เคยเห็นแฟนพี่ชาเลย จะไปอึ๊บกันตอนไหน อยู่ร้านทุกวันเนี่ยนะ”
วันดาที่วิ่งตามมามุงด้วยก็พูดเสริมขึ้น
กว่าจะแก้ข่าวกันเข้าใจก็ใช้เวลาไปครึ่งวัน เหน็ดเหนื่อยเหลือเกินทำไมนะ ฉันต้องเจอแต่ผู้ชายแบบนี้ แบบดีๆ ไม่มีเข้ามาในชีวิตบ้างหรือไงต้องเจอเื่เข้าใจผิดและข่าวลือแบบนี้ตลอด
วันถัดมา ฉันเลยจ้างช่างเข้ามาติดระแนงกั้นตรงระเบียงเพราะไม่อยากโดนส่องอีก แต่มันก็ทำให้นายดินไม่พอใจ เขาเลยมาต่อว่าฉันที่ร้าน
“นี่คุณมันเกินไปรึเปล่า เอาระแนงมากั้นระเบียงแบบนี้ ห้องอีกฝั่งก็วางต้นไม้ซะสูงแบบนี้ผ้าผมไม่แห้งพอดี”
“นั่นมันเพราะพฤติกรรมคุณนั่นแหละชอบสอดส่องเื่ชาวบ้าน ไม่รู้ว่าเป็โรคจิตชอบแอบดูห้องคนอื่นรึเปล่า”
“อ้าวคุณ!หันไปมันก็เห็น ผมไม่ได้ปีนเข้าไปดูอะไรในห้องคุณสักหน่อย และอีกอย่างผมก็แค่เอาผ้าออกไปตากไม่ได้ตั้งใจจะมองเข้าไปสักหน่อย”
ยิ่งพูดก็เหมือนเรายิ่งมีอารมณ์ฉันรู้สึกโมโหมากที่โดนต่อว่า
“นายมันโรคจิตตัวสร้างปัญหา”
“นี่คุณอย่าใส่ร้ายผมขนาดนั้นได้มั้ย ปัญหามันเป็เพราะคุณร้องไห้เสียงดังจนชาวบ้านเขาใต่างหาก”
“ที่มันเป็เื่เพราะนายเที่ยวไปประกาศว่าฉันท้องต่างหากล่ะ คิดเองเออเองแล้วก็พูดไปเรื่อย... นิสัยแบบนี้แหละมั้งถึงได้ถูกแฟนทิ้ง”
นายดินนิ่งไปครู่หนึ่งพยักหน้าใส่ฉัน แล้วเดินออกไป ตอนนั้นฉันรู้ตัวทันทีว่าพูดแรงไปแต่มันก็ไม่ทันแล้ว บางที...เป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้เลิกยุ่งกับฉันสักทีคงจะโกรธฉันน่าดู เพราะหลังจากวันนั้น เขาก็ไม่มองหน้าฉันอีกเลย....
*¨**¨*•.¸❤︎¸.•*¨**¨*