ในค่ำคืนที่สงบเงียบ มีเพียงเสียงแมลงและเสียงเปลวไฟที่จุดไว้หน้าบ้าน อวี้เหลียนที่กำลังนอนหลับบนเตียง ทันใดนั้นเสียงเรียกชื่อเธอแ่เบาลอยมาตามสายลม อวี้เหลียน… เสียงนั้นทำให้เธอรู้สึกตัวและค่อยๆ ลืมตาขึ้นด้วยความงุนงง เธอพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงง่วงนอน “ใคร… ใครเรียกข้าน่ะ?” แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นมองไปรอบๆ ห้อง แต่กลับพบเพียงความเงียบงัน
“อาเหยาหรือ?” เธอเอ่ยเรียกพลางมองไปรอบๆ แต่ไร้เสียงตอบกลับ “หรือว่าไป๋หลัน?” เธอลองเรียกไปอีกครั้ง ทว่าก็ยังคงเงียบสงัดเหมือนเดิม จู่ๆ ผีเสื้อสีทองตัวหนึ่งก็บินเข้ามารอบตัวเธอ แสงสีทองระยิบระยับจากปีกของมันดึงดูดสายตาของเธอจนเธออดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไป เมื่อผีเสื้อตัวนั้นบินวนแล้วเกาะลงตรงไหล่ อวี้เหลียนรู้สึกถึงพลังบางอย่างที่แผ่ออกมา
“อวี้เหลียน…” เสียงนุ่มละมุนของใครบางคนดังขึ้นข้างหลังเธอ
อวี้เหลียนสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง และทันทีที่เธอเห็นผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า หญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น รูปร่างของเธอสูงโปร่ง ผิวขาวเปล่งประกายแสงสีทองอย่างน่าอัศจรรย์ ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวดำเงาประบ่าสลวยถึงสะโพก ดวงตาสีดำลุ่มลึกมีประกายเพชรแวววาว คิ้วเรียว จมูกโด่ง ปากบางสีชมพูอ่อน เครื่องประดับลายผีเสื้อสีทองทัดอยู่ตรงหูซ้าย ชุดเกาะอกกระโปรงยาวสีขาวปักดิ้นทองอย่างงดงาม แหวกกระโปรงด้านซ้ายเผยให้เห็นน่องขาขาวนวลลออ หญิงสาวคนนั้นดูราวกับเทพธิดาผีเสื้อที่ลอยมาจาก์ มีเหล่าผีเสื้อสีทองบินล้อมรอบตัวเธอราวกับคุ้มครอง
อวี้เหลียนยืนตะลึง ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะพึมพำออกมาด้วยเสียงแ่เบา “เทพธิดา…หรือ?”
เทพธิดายิ้มให้เธอด้วยสายตาอ่อนโยน พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “อวี้เหลียน ถึงเวลาแล้วที่ข้าจะมอบสิ่งนี้ให้กับเ้า”
อวี้เหลียนยังคงยืนนิ่งมองด้วยความสับสน ขณะที่เทพธิดาเสกแหวนวงหนึ่งขึ้นในมือ แหวนที่ประดับด้วยลายผีเสื้ออันงดงาม ถูกประดับด้วยเพชรล้ำค่าที่ส่องประกายสีทองเจิดจ้า แหวนวงนี้ดูมีพลังบางอย่างที่เธอััได้จากเพียงการมอง
เทพธิดายื่นมือที่ถือแหวนออกมาให้ อวี้เหลียนที่ยังคงตะลึงค่อยๆ เอื้อมมือไปรับแหวน ทันใดนั้น เสียงหัวเราะแหลมและน่ากลัวก็ดังขึ้นแทรกเข้ามา ทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างน่าขนลุก ทั้งห้องเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงจนทุกอย่างรอบตัวค่อยๆ สลายลงเป็ความมืดมิด เทพธิดาก็ลอยขึ้นเหมือนถูกพลังงานดำมืดบางอย่างดึงดูดไว้ เธอพยายามต่อต้าน แต่ร่างของเธอกลับถูกดึงให้จางหายไปเรื่อยๆ
อวี้เหลียนใ พยายามจะเข้าไปช่วยเทพธิดา แต่เสียงอ่อนโยนของเธอกลับดังขึ้นแ่เบา “อวี้เหลียน… ลูก…หนีไป!”
คำว่า “ลูก” ทำให้อวี้เหลียนชะงัก ดวงตาของเธอเบิกกว้างขึ้น เธอจ้องมองเทพธิดาด้วยน้ำตาคลอเบ้า ในวินาทีนั้นเอง ร่างของเทพธิดากลับถูกพลังงานมืดกลืนกินโดยหญิงสาวผู้หนึ่งที่ปรากฏกายขึ้นพร้อมหน้ากากและผ้าคลุมสีดำ เสียงหัวเราะชั่วร้ายของเธอดังสะท้อนทั่วทิศ ทำให้จิตใจของอวี้เหลียนหวาดกลัวและเ็ป
เมื่อห้วงฝันร้ายสิ้นสุดลง อวี้เหลียนสะดุ้งตื่นขึ้นมาในห้องของเธอเอง เธอหอบหายใจด้วยความตื่นตระหนก หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นยังคงติดตาและชัดเจนราวกับเป็ความจริง เธอรู้สึกถึงหยาดน้ำตาที่ไหลผ่านแก้ม แล้วค่อยๆ ปาดเช็ดมันออก พลางคิดในใจว่า “นี่มันเหมือนจริงมาก… เหมือนไม่ใช่แค่ฝัน”
เช้าวันนั้น แสงแดดอ่อนๆ ทอประกายอบอุ่น นกบนท้องฟ้าโบยบินผ่านเมฆขาวเบาบาง เหยาเฟิงกำลังเตรียมโจ๊กอยู่ในหม้อ ส่วนอวี้เหลียนนั่งครุ่นคิดบางสิ่ง ใบหน้าเธอแฝงความกังวล เหยาเฟิงสังเกตเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยเรียก “อวี้เอ๋อร์” ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อวี้เหลียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนที่จะเล่าให้ท่านอาฟัง “ท่านอา เมื่อคืนข้าฝันแปลกมากเลย” เธอพูดขึ้น
“ฝันว่าอะไรบอกอาได้ไหม?” เหยาเฟิงถามพร้อมกับคนโจ๊กในหม้อ
“ข้าฝันถึงหญิงคนหนึ่ง นางได้มอบแหวนให้ข้า แต่ทันใดนั้นเอง นางก็ถูกหญิงปริศนาดูดกลืนเข้าไป…” อวี้เหลียนพูดพร้อมใบหน้าครุ่นคิด เหยาเฟิงหยุดมือทันทีเมื่อได้ยิน เขาวางทัพพีลงแล้วเดินออกจากห้องครัว ทิ้งให้อวี้เหลียนมองตามด้วยความงงและเศร้า
ไม่นาน เหยาเฟิงก็กลับมาพร้อมมือที่กำบางสิ่งไว้อย่างแน่น เขาแบมือออกเผยให้เห็นแหวนลายผีเสื้อสีทองงดงามซึ่งเหมือนกับในฝันของอวี้เหลียน “ใช่แหวนนี้หรือไม่?” เหยาเฟิงถามเบาๆ
อวี้เหลียนตาเบิกกว้าง “แหวนวงนี้… เหมือนกับในฝันของข้าเลย! ท่านอา ท่านมีแหวนวงนี้ได้ยังไงกัน?”
เหยาเฟิงถอนหายใจเบาๆ และพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า “แหวนวงนี้เป็ของแม่ของเ้า”
ได้ยินดังนั้น อวี้เหลียนมองแหวนในมือด้วยสายตาเศร้า “พ่อกับแม่ของข้าเป็ใครกัน ท่านอา?”
เหยาเฟิงเริ่มเล่าถึงอดีตที่เขาเก็บงำมานาน “พ่อของเ้าคือพี่ชายของข้า อวิ๋นเจี้ยน เขาหายตัวไปเมื่อ 10ปี ก่อนอย่างไร้ร่องรอย ส่วนแม่ของเ้าเป็หญิงงดงามที่แต่งงานกับพี่ชายข้า หลานเซียน แล้วจากไปอยู่ที่อื่น อาเองก็ไม่รู้ว่านางเป็ใคร… แต่ก่อนที่นางจะจากไป นางมาหาอาและมอบเ้าให้กับอา”
ในความทรงจำ เหยาเฟิงจำได้ถึงหญิงสาวผู้สูงผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวสวมชุดคลุมสีขาว เธอส่งเด็กน้อยให้กับเขา และเอ่ยเบาๆ “ลูกของข้าและอวิ๋นเจี้ยน ข้าฝากให้ท่านดูแลด้วยเถิด”
เหยาเฟิงรับเด็กนั้นด้วยหัวใจที่อบอุ่น และสัญญาว่าเขาจะเลี้ยงดูให้ดีที่สุด แต่ก่อนที่นางจากไปได้มอบแหวนวงหนึ่งไว้ที่เหยาเฟิงและหายไปจนกระทั่งทุกวันนี้ เขายังไม่รู้ว่าทั้งสองคนหายไปที่ใด
อวี้เหลียนฟังเื่ราวนั้นพลางหลั่งน้ำตาด้วยความตื้นตัน ขณะเดียวกัน เสียงเปิดประตูดังขึ้น ไป๋หลันปรากฏตัวขึ้น เธอมองเห็นน้ำตาของอวี้เหลียนและถามด้วยความห่วงใย “เกิดอะไรขึ้นหรือ? เ้าร้องไห้หรือเปล่า?”
อวี้เหลียนรีบเช็ดน้ำตาและตอบด้วยน้ำเสียงสดใส “เปล่าหรอก ข้าแค่ตื้นตันกับอาหารของท่านอาเหยาเท่านั้นเอง”
ไป๋หลันถึงกับงุนงง “หืม? ตื้นตันกับอาหารของอาเหยา?”
เหยาเฟิงหัวเราะเบาๆ “ใช่จ้ะ อวี้เอ๋อร์เขาชอบอาหารของอามากเลย”
ไป๋หลันที่ยังงงนิดๆ จึงเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะ อวี้เหลียนเดินตามมานั่งข้างๆ ก่อนจะเอ่ยถาม “ว่าแต่ไป๋หลัน เ้ามีเื่อะไรหรือถึงรีบมาหาข้าแต่เช้า?”
ไป๋หลันหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมา “นี่คือประกาศการแข่งขันชิงทุนไปเรียนน่ะ ข้าเห็นว่าเ้าสนใจเลยรีบเอามาบอก”
อวี้เหลียนตาวาวขึ้นทันทีเมื่อได้ยิน สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
ณ ลานประลอง เสียงผู้คนพูดคุยอย่างตื่นเต้นกับการประลองที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ไป๋หลันและอวี้เหลียนพยายามเบียดเข้าไปใกล้เพื่อดูให้ชัดเจน เสียงพิธีกรดังขึ้น “เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนมาถึงแล้ว ใครที่จะส่งลูกหลานของท่านมาประลอง โปรดมายืนตรงกลางด้วยครับ”
พ่อแม่ของเด็ก ๆ ค่อย ๆ ส่งลูกหลานออกมายืนตรงกลางลานประลองด้วยความภาคภูมิใจ อวี้เหลียนที่กำลังยืนดูเหตุการณ์อยู่นั้น ถูกไป๋หลันผลักเบา ๆ ให้เดินออกไปข้างหน้า อวี้เหลียนหันมามองด้วยความงุนงง ไป๋หลันยิ้มและบอก “ไปสิ อวี้เหลียน เ้าเหมาะที่จะประลองครั้งนี้!”
อวี้เหลียนลังเลที่จะก้าวออกไป แต่ไป๋หลันก็ดันเธอไปกลางลานพิธีจนได้ จู่ ๆ ก็มีเด็กผู้ชายตัวอ้วนใหญ่แทรกเข้ามายืนระหว่างอวี้เหลียนกับเด็กคนอื่น ทำให้ไป๋หลันที่เฝ้าดูอยู่ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ พร้อมกับบ่นเบา ๆ อย่างหงุดหงิด “หน่อยย เ้าอ้วนนั่น ทั้งหน้าตาไม่ดี แถมนิสัยแย่อีกต่างหาก!”
เสียงพิธีกรดังขึ้นอีกครั้ง “การประลองครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 7 คนครับ!” ผู้ชมเริ่มส่งเสียงฮือฮา อวี้เหลียนยืนอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย เธอรู้สึกถึงความกดดัน แต่ก็มีความมุ่งมั่นลึก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจ
เมื่อถึงคู่แรก เด็กชายสวมแว่นเผชิญหน้ากับเ้าเด็กอ้วนตัวใหญ่ที่ดูทะมัดทะแมง พิธีกรขอให้ทั้งสองบอกชื่อก่อนเริ่มการประลอง ฝ่ายเด็กชายสวมแว่นแนะนำตัวว่า “ข้าชื่อ เหยียนหยง” เสียงนั้นแ่เบาแต่แฝงด้วยความพยายาม แต่เมื่อเ้าเด็กอ้วนได้ยิน ก็หัวเราะเบา ๆ ทำให้เหยียนหยงรู้สึกเขินเล็กน้อย
การประลองเริ่มขึ้น เหยียนหยงพยายามร่ายิญญายุทธ์ของตน เสกดวงไฟเล็ก ๆ ออกมาและปาไปหลายรอบหวังโจมตีอีกฝ่าย แต่เ้าเด็กอ้วนดูไม่สะทกสะท้านอะไรเลย ไฟเล็ก ๆ เ่าั้แทบไม่มีผลใด ๆ เ้าเด็กอ้วนยิ้มเยาะ ก่อนจะโต้กลับด้วยการปล่อยพลังความเร็วลมที่ทำให้เหยียนหยงมองไม่ทัน เ้าเด็กอ้วนพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็วก่อนจะโจมตีเข้าที่ท้องของเหยียนหยงอย่างจังจนเขาล้มลงไปเ็ปอย่างเห็นได้ชัด พิธีกรประกาศผลการประลอง เหยียนหยงแพ้ไปอย่างรวดเร็ว
เ้าเด็กอ้วนหันไปหาผู้เข้าร่วมคนอื่น ๆ แล้วะโอย่างมั่นใจ “ต่อไป ใคร?”
มีเด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งเดินออกมาพร้อมพูดว่า “ข้า…” แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เริ่มการประลอง เธอก็พูดขึ้นว่า “ข้าไม่ประลองแล้ว!” แล้วก็รีบวิ่งออกจากลานประลองไปทันที เด็ก ๆ ที่เหลืออยู่พากันกระซิบกระซาบกันอย่างกลัว ๆ บางคนพูดขึ้นมาอย่างหวาดกลัว “ใครจะไปสู้กับเ้าอ้วนไหว น่ากลัวขนาดนั้น… เอาไปเถอะ ทุนนี้ข้าไม่เอาแล้ว!”
ทุกคนต่างหวาดหวั่น ยกเว้นอวี้เหลียนที่ยืนมองเ้าเด็กอ้วนด้วยสายตาที่แน่วแน่ ไม่แสดงอาการกลัว เ้าเด็กอ้วนที่ยืนยืดอกอย่างได้ใจ ะโถามอีกครั้ง “มีใครอีกไหมที่จะมาประลองกับข้า ถ้าไม่มี ข้าจะเอาทุนนี้ไปเอง!”
ท่ามกลางเสียงเงียบงัน อวี้เหลียนเดินออกมายืนตรงกลางลานประลองแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น “ข้าเอง!”