หลังจากนั้นจ้าวหยางจื่อก็นำตะกร้าที่มีดินเอียดไปที่รางเกรอะสองรางเขาทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ รางเกรอะนั้นมีลักษณะคล้ายกับโลงศพที่ไม่มีฝา้า
ใช่! มันละม้ายคล้ายคลึงจริงๆ แต่ช่างเถอะ มองข้ามมันไป รางเกรอะนั้นด้านล่างได้เจาะรูตรงก้นรางเอาไว้หลายรู เพื่อใช้กรองเอาน้ำเกลือออกจากดินเอียดนั่นเอง
ทว่าเพื่อไม่ให้ดินโคลนร่วงหล่นลงมาด้วย จ้าวหยางจื่อจึงได้นำผ้าป่านวางไว้ก้นรางเกรอะค่อนข้างหนา
ไม่รอช้าจ้าวหยางจื่อเทดินเอียดใส่รางเกรอะ จากนั้นน้ำสะอาดมาเทใส่ดินเอียดเ่าั้ เมื่อน้ำกับดินเอียดผสมกัน เกลือที่อยู่ในดินก็ละลายผสมกับน้ำนั่นเอง
ด้านล่างรางเกรอะ น้ำเกลือสีแดงขุ่นที่แยกออกจากดินแล้วค่อยๆ ไหลลงมาที่ภาชนะ แม้น้ำจะยังขุ่นอยู่มาก แต่ทว่าจ้าวหยางจื่อก็ทำรางเกรอะอีกอันไว้คอยกรองให้น้ำใสเอาไว้แล้ว ก่อนที่จะนำน้ำไปต้มเป็เกลือ
อธิบายมาดูเหมือนง่าย ทว่าพอทำจริงแล้วค่อนข้างยากเอาการ
ทั้งสามคนมีหน้าที่ของตนเอง จ้าวหยางจื่อมีหน้าที่ตักน้ำจากแม่น้ำ ส่วนซีห่าวมีหน้าที่กวนดินเอียดกับน้ำให้เข้ากัน และคอยดูด้วยว่ารางเกรอะนั้นมีรูรั่วหรือไม่ ส่วนซีซวนนางนำน้ำเกลือขุ่นไปกรองที่รางเกรอะอีกอัน
รางอันนั้นจ้าวหยางจื่อทำขึ้นเพื่อกรองน้ำโดยเฉพาะ ั้แ่ปากของรางไปจนถึงก้นราง เขารองไว้ด้วยสิ่งที่คอยช่วยกรองน้ำไว้หลายชั้น ทำให้น้ำเกลือสีแดงสดบนชั้นแรกผ่านชั้นกรองต่างๆ สุดท้ายก็ใสขึ้นมาก!
กระบวนการสกัดเหลือนั้นกินเวลานานมาก ใช้เวลาถึงหนึ่งชั่วยาม กว่าจะได้น้ำเกลือใสเพียงสามถังไม้ ทว่าปริมาณดินเอียดก็มีส่วน สองตะกร้าได้น้ำเกลือเพียงสามถังไม้ถือว่าพอใช้ได้แล้ว ถ้าจะทำได้มากกว่านี้ปริมาณเกลือที่ได้ก็คงไม่มากพอ
เมื่อมีโอกาสได้พักซีซวนก็ถามขึ้นอย่างนึกสงสัย“ท่านพี่เ้าคะ? ที่พวกเราทำมาทั้งหมดนี้มันคืออะไรเ้าคะ?”
จ้าวหยางจื่อหันซ้ายแลขวา เมื่อสังเกตเห็นว่าไม่มีผู้คนก็กล่าวขึ้นเสียงเบา“การสกัดเกลือ แล้วน้องอย่าไปบอกให้ใครเขารู้กันล่ะ”
“เ้าค่ะ/ขอรับ!!”ครานี้คู่แฝดพยักหน้ารับด้วยสีหน้าจริงจังเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนเพิ่งกระทำนั้นเป็เกลือ ทั้งคู่รู้ดีว่ามูลค่าของเกลือนั่นมีค่ามากขนาดไหน ยิ่งในปัจจุบันทางราชสำนักกำลังคุมเข้มอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม จ้าวหยางจื่อก็จำต้องวางทุกสิ่งทุกอย่างไว้ตรงนั้นอย่างช่วยไม่ได้ เพราะว่าได้เวลาอาบน้ำทานอาหารและเข้านอน ตอนนี้เริ่มจะมืดค่ำบ้างแล้ว
..
เมื่อเด็กๆ หลับสนิทจ้าวหยางจื่อก็นำงูเห่าออกมาจากมิติย่อยเพื่อเฝ้าระวังภัย พลางสั่งการบางอย่างแก่งูเห่าตัวนั้นก่อนที่เขาจะเข้าไปในมิติย่อย พร้อมกับพังพอนขาว
กิจวัตรประจำวันของจ้าวหยางจื่อก็หมุนเวียนอีกครั้ง ตรวจดูพืชผักสมุนไพรภายในมิติย่อย แล้วไปนั่งบ่มเพาะใต้ต้นโพ..
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลังจากถูกขับออกจากมิติย่อย จ้าวหยางจื่อรีบนำถังไม้ไปตักน้ำจากแม่น้ำใส่บ่อที่เขาขุดไว้ก่อนสองสามถัง จากนั้นก็นำกับดักปลาไปจับปลาที่แม่น้ำอีกที
พอจับปลาได้เขานำมันมาขังไว้ในบ่ ทำแบบเดิมอยู่สามรอบ ได้ปลาร้อยกว่าตัวเลยทีเดียว
ครานี้จ้าวหยางจื่อวิตกกังวลอย่างมาก ปลามากขนาดนี้เขาจะขายหมดหรือไม่? ไม่เป็ไรถ้าขายไม่หมดก็แค่เก็บไว้ขายในวันถัดไป!
ท้องฟ้าเริ่มสว่างจ้าวหยางจื่อก็เก็บงูเห่าเข้าไปในมิติย่อย ไม่นานหลังจากนั้นซีซวนก็ตื่นมาพอดี จ้าวหยางจื่อสั่งให้น้องสาวเฝ้าปลาที่บ่อเอาไว้ จากนั้นเขาก็วิ่งไปที่หมู่บ้านเพื่อบอกกล่าวกับพวกชาวบ้านว่า เขาเปลี่ยนไปขายปลาที่เรือนแล้ว ไม่กลับมาขายที่เดิมอีก
จ้าวหยางจื่อได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมานาน ว่าการกระจายข่าวในหมู่บ้านนั้นเป็อะไรที่รวดเร็วมาก เมื่อพบเจอเข้ากับตนเองเขาก็ยืนนิ่งค้างอยู่นานกว่าจะได้สติ
อย่างเช่นบ้านหลังหนึ่งที่จ้าวหยางจื่อไปบอกกล่าว แม้ว่าท่านยายท่านนั้นจะเข้าสู่่วัยชราแล้ว เสียงพูดของท่านก็ยังก้องกังวานไปไกล ขณะเดินไปเรือนของเขา ท่ายายผู้นั้นะโเรียกชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนที่นางรู้จัก
เสียงของาุโท่านนั้นแม้บ้านอยู่ไกลยังสามารถได้ยิน ด้วยเหตุฉะนี้จ้าวหยางจื่อจึงใช้เวลาบอกกล่าวพวกชาวบ้านได้ไม่นานนัก
พอรับรู้ว่าคนหมู่มากรับทราบข่าวแล้ว จ้าวหยางจื่อก็รีบนำปลาสี่ตัวไปฝากท่านยายหาน แล้วรีบวิ่งกลับเรือนไปอีกรอบ จะได้ช่วยน้องๆ ขายปลาได้ทัน
ท่านยายหานรับปลาจากจ้าวหยางจื่อแล้วนั้น นางยังไม่ทันได้ถามอะไร เขาก็วิ่งหนีไปไกลแล้ว
ทุกวันนี้นางปวดหัวเื่ของจ้าวหยางจื่อไม่น้อย เพราะั้แ่ที่เขาขายปลา ก็มีหลายคนมาถามนางว่า ตัดสินใจได้หรือยังว่าจะเลือกใครเป็คู่ครองของจ้าวหยางจื่อ ทำเอานางปวดหัวเป็ที่สุด!
..
ณ เรือนของจ้าวหยางจื่อ เป็ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินทางมาถึงก่อนใครเพื่อน เพราะมีร่างกายที่แข็งแรง พอก้าวเท้าพ้นรั้วเข้ามาบริเวณของเรือน หมูสามตัวตรงมุมหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของเขาตรงทันที
‘หือ เ้าหนูจื่อหยางเลี้ยงงหมูด้วยรึ? นั่นน่ะหรือม้าในข่าวลือ? ..’
พวกหมูเองก็มองคนแปลกหน้าอย่างนึกสงสัยเช่นกัน พอเห็นมนุษย์ที่มีมากขึ้นร่างท้วมของพวกมันก็สั่นกลัวอย่างรุนแรง กลัวว่ามนุษย์เ่าั้จะมาฆ่าแกงพวกมัน
แต่หาได้เป็เช่นนั้นไม่! นอกจากมนุษย์จะมองพวกมันครั้งแรกอย่างนึกสงสัยแล้ว กลับไม่มีใครมองไปที่พวกมันอีกเลย ราวกับว่าพวกมันเป็ขยะที่ไม่มีประโยชน์อันใด
บนถนน จ้าวหยางจื่อมองเห็นพวกชาวบ้านต่อแถวออกจากเรือนของเขาแต่ไกล ระหว่างทางเข้าเรือน พวกชาวบ้านก็ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม บ้างก็บอกว่าช่วยลดให้ บ้างก็ถามว่ามีคนที่ชอบรึยัง
ซึ่งคำถามเ่าั้จ้าวหยางจื่อไม่ตอบ เลือกที่จะสิ่งยิ้มกลับไป แล้วรีบสาวเท้าเดินกลับเข้าเรือน
ณ บ่อปลา เสียงใสของซีซวนดังเจี๊ยวจ๊าวออกมาไม่หยุดระหว่างตกลงกับลูกค้า จ้าวหยางจื่อััได้อย่างชัดเจนว่าน้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยความสุขขนาดไหน
เมื่อเดินมาถึงบ่อเขาก็ไม่รอช้า รีบลงไปช่วยซีห่าวจับปลาด้วยอีกคน เป็เช่นนี้แล้วการขายปลาก็ว่องไวมากขึ้น
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ก็ได้มีลูกค้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามา เป็ชายชราหวังเหล่ยนั่นเอง ซีซวนสังเกตเห็นว่าเป็ใครก็เอ่ยเสียงใสอย่างยินดี
“ท่านตาหวังเหล่ย ไม่พบกันนานเลยนะเ้าคะ? ข้าคิดถึงท่านมากเลยเ้าค่ะ!”
หวังเหล่ยคิ้วกระตุก พลางเอ่ยในใจว่าใครคิดถึงเ้ากันเ้าโจรน้อย! ก่อนจะกล่าวอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมว่า
“ถ้าเ้าคิดถึงข้า งั้นก็ลดราคาให้ข้าสิ”
แม้จะได้ยินคำพูดที่ไม่ถูกหู ทว่าซีซวนก็ยังคงยิ้มแย้ม ด้วยเล่ห์เหลี่ยมเพียงแค่นั้นทำอันใดนางไม่ได้หรอก พลางกล่าวตอบไปว่า
“ทำเช่นนั้นคงไม่ได้เ้าค่ะ ประเดี๋ยวลูกค้าท่านอื่นจะไม่พอใจเอาได้..”
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel