“ฟางซิน เธอรู้เื่ฉันกับกัวจิ้งหยวนมาจากไหนเหรอ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเธอหรอกนะ เพียงแต่ว่า่ที่พวกเรามีปัญหากัน เธอยังอยู่ที่ต่างประเทศ ฉันคิดว่าพอเธอกลับมาแล้ว ฉันถึงจะเล่าให้เธอฟัง” ซูเจินถาม พร้อมกับอธิบายเหตุผลที่ตัวเองยังไม่ได้เล่าเื่นี้ให้อีกฝ่ายฟัง
“ฉันไม่ได้น้อยใจเื่นั้นหรอก เธอไม่ต้องคิดมากนะ ส่วนเื่ของกัวจิ้งหยวนน่ะ พอดีเมื่อเช้าฉันเห็นกัวจิ้งหยวนเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัยมาพร้อมกับหลินจิงจือ ท่าทางทั้งสองคนสนิทสนมกันมาก พวกเขา...เอ่อ...พวกเขาเดินจับมือกันเหมือนคู่รักกันเลย ฉันแค่สงสัยน่ะ ก็เลยลองมาถามเธอดู แต่ไม่คิดว่าพวกเธอจะเลิกกันแล้วจริงๆ เจินเจินเธออย่าเสียใจไปเลยนะ” หลิวฟางซินพูดกับเพื่อนพลางจับมือซูเจินอย่างปลอบใจ
“ฟางซิน ฉันขอบใจเธอมากนะ แต่เธอไม่ต้องเป็ห่วงฉันหรอก ฉันสบายดี ฉันไม่ได้เสียใจกับเื่นี้เลยซักกะนิด” ซูเจินบอกกับเพื่อน พร้อมกับตัดสินใจเล่าเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้หลิวฟางซินฟังโดยไม่ปิดบังแม้แต่น้อย
หลิวฟางซินนั่งฟังซูเจิน จูจื่อรั่ว และมู่วั่งเจี๋ย ต่างคนต่างพูดอย่างใส่อารมณ์ เมื่อฟังเพื่อนพูดจนจบ ความโกรธของหลิวฟางซินก็พุ่งขึ้นสูงแล้ว “ผู้ชายคนนี้ไม่ได้มีดีอะไรเลย เธอเลิกกับเขาไปได้ก็ดีแล้วล่ะ ส่วนหลินจิงจือน่ะเธอก็ไม่ต้องไปสนใจ ในเมื่อภรรยาท่านประธานใหญ่ออกโรงเองขนาดนี้แล้ว ฉันเชื่อว่ายัยนั่นคงไม่กล้ามาหาเื่เธออีกแน่ เื่นี้ฉันรู้ดี ในแวดวงของเรา ใครๆ ต่างก็รู้กันทั้งนั้นว่านอกจากท่านประธานใหญ่แล้ว ก็เป็ภรรยาของท่านนี่ล่ะที่มีอำนาจในการตัดสินใจทุกอย่าง”
“ฮ่าๆๆ คุณหนูหลิว คุณอย่าโมโหไปเลยนะครับ เอาจริงนะ ฉันเพิ่งเคยเห็นเธอโกรธคนอื่นเป็ครั้งแรกเลยนะเนี่ย” มู่วั่งเจี๋ยพูดพร้อมกับหัวเราะเพื่อน
“คอยดูนะ ถ้าฉันเป็นักออกแบบที่มีชื่อเสียงขึ้นมาเมื่อไหร่ล่ะก็ ฉันจะไม่ขอร่วมงานกับหลินกรุ๊ปเป็อันขาด” หลิวฟางซินยังไม่หายโกรธ
ซูเจินนั่งมองเพื่อนพลางคิด ‘ฟางซิน ในอนาคตเธอจะเป็นักออกแบบที่มีชื่อเสียงจริงๆ ในชีวิตที่แล้วฉันเป็คนดึงเธอเข้าไปร่วมงานกับหลินกรุ๊ป แต่ตอนนี้เธอไม่ต้องเป็ห่วงนะ เพราะจะเป็ฉันเท่านั้นที่จะดึงเธอเข้ามาร่วมงานด้วย’
“ขอโทษนะคะ ที่นั่งตรงนี้ว่างไหม” ซูเจินถามนักศึกษาชายที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“ไม่มีใครนั่ง” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ อันที่จริงที่นั่งตัวนั้นเขาจองไว้ให้จูจื่ออันเพื่อนรักของเขาต่างหาก แต่ในเมื่อผู้หญิงคนนี้้า เขาก็ไม่อยากปฏิเสธเธอ
ซูเจินพูดขอบคุณก่อนที่จะนั่งลงอ่านหนังสือ เธอหยิบหนังสือภาษาอังกฤษขึ้นมาอ่านทบทวนอย่างจริงจัง
เย่ชิงเฉินแอบชำเลืองมองก็เห็นแผ่นพับประชาสัมพันธ์ของบริษัทแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ เขาเข้าใจได้ทันทีว่าที่ซูเจินเข้าห้องสมุดมาทบทวนภาษาอังกฤษอย่างจริงจังอยู่นี้เพื่อจุดประสงค์ใด
ด้านจูจื่ออันเมื่อเห็นว่ามีผู้หญิงมานั่งแทนที่เก้าอี้ของตัวเอง ทีแรกเขาตั้งใจจะเข้ามาทวงที่นั่งของตัวเองคืน แต่เมื่อเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร เข้าก็เข้าใจเจตนาของเย่ชิงเฉินทันที
“ชิงเฉิน ฉันเอาสมุดเลคเชอร์มาคืนนาย” จูจื่ออันยังทำเป็มองไม่เห็นซูเจิน
ซูเจินได้ยินเสียงคุ้นหูก็เงยหน้าขึ้น “จื่ออัน! นายก็มาเข้าห้องสมุดเหมือนกันเหรอ ฉันขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือคราวนั้นมากเลยนะ ฉันทำขนมฝากไปให้นายด้วย นายชอบขนมที่ฉันทำไหม ถ้านายชอบวันหลังฉันจะทำไปให้นายอีก”
“ไม่ต้องขอบใจฉันหรอก ขนมนั่นคนกินชอบมันมาก กินคนเดียวจนไม่อยากจะแบ่งให้ใครเลยล่ะ” จูจื่ออันพูดอย่างมีเลศนัย แต่ซูเจินก็ไม่ได้สังเกตคำพูดนั้นเลย
“ชอบก็ดีแล้วล่ะ แล้วนี่นายจะเข้ามาอ่านหนังสือในห้องสมุดเหรอ วันนี้ที่นั่งไม่ว่างเลย แต่อีกเดี๋ยวฉันก็จะไปแล้ว นายมานั่งแทนที่ฉันก็ได้”
“ฉันเอาสมุดเลคเชอร์มาคืนเพื่อนน่ะ ฉันจะแนะนำให้เธอรู้จัก คนนี้คือเพื่อนสนิทของฉันชื่อเย่ชิงเฉิน” ซูเจินมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามตัวเอง เขาก็คือนายเนิร์ดประจำคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซูเจินไม่ได้สังเกตว่าเป็นายเนิร์ด เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาแต่นั่งก้มหน้าอยู่อย่างเดียว
“สวัสดีนายเนิร์...คุณเย่ชิงเฉิน” ซูเจินเก็บคำพูดทันเวลา ‘เกือบไปแล้วเรา เรียกนายเนิร์ดซะชินไปแล้ว’
“สวัสดี เรียกฉันว่าชิงเฉินเหมือนกับจื่ออันก็ได้” เย่ชิงเฉินตอบเรียบๆ
จูจื่ออันหันไปมองเห็นแผ่นพับที่วางอยู่บนสมุดของซูเจิน เขาจึงถามขึ้น
“เธออยากไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเหมือนกันเหรอ”
“ใช่ แต่ฉันกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะไปเรียนที่อเมริกาหรือยุโรปดี”
“เธอค่อยๆ หาข้อมูลตัดสินใจไปก็แล้วกัน ส่วนฉันตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปอเมริกา”
“ฉันเคยได้ยินจื่อรั่วเล่าให้ฉันฟังอยู่เหมือนกันว่านายจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ถ้าฉันไปเรียนต่อที่อเมริกาแล้วได้อยู่เมืองเดียวกับนายก็ดีสินะ อย่างน้อยฉันก็จะได้มีเพื่อน”
“ก็ไม่เห็นจะยาก เธอก็ลองหามหาวิทยาลัยที่อยู่เมืองเดียวกับฉันดูว่ามีสาขาที่เธออยากเรียนหรือเปล่า ถ้ามีเธอก็แค่ลองยื่นเอกสารไปก็แค่นั้นเอง” จูจื่ออันตอบเรียบๆ
“ตกลง ฉันจะลองหาข้อมูลดู แล้ว...คุณ...จะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเหมือนจื่ออันหรือเปล่าคะ” ซูเจินยังทำใจพูดเป็กันเองกับเย่ชิงเฉินไม่ได้ เธอจึงพูดกับเขาอย่างสุภาพ
“จื่ออันสอบชิงทุนไปเรียนต่อได้ ส่วนผมใช้ทุนส่วนตัวน่ะ”
“อ้อ...ดีจังนะคะ ไม่ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเสียด้วย” ซูเจินพูดคุยกับสองหนุ่มอยู่อีกสักพักก็ขอตัวกลับก่อน เพราะ่บ่ายเธอยังมีคาบเรียนอีกหนึ่งวิชา
เมื่อซูเจินเดินออกไปแล้ว จูจื่ออันจึงนั่งลงบนเก้าอี้ที่เพิ่งว่างหมาดๆ ตรงข้ามที่นั่งของเย่ชิงเฉิน
“ถ้าฉันไม่เดินเข้ามา นายก็จะนั่งแอบมองเธออยู่อย่างงั้นน่ะนะ ไร้ประโยชน์จริงๆ” จูจื่ออันพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“จื่ออัน ฉันนั่งอยู่ตรงข้ามเธออยู่นานมาก แต่ฉันไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด” เย่ชิงเฉินไม่สนใจคำประชดของเพื่อน
“ไม่อึดอัด แล้วใจเต้นแรงไหม” จูจื่ออันเปลี่ยนเสียงเป็กระซิบถาม
“ก็ไม่ถึงกับใจเต้นแรง แต่รู้สึกสบายใจ” เย่ชิงเฉินตอบตามความรู้สึก
“อาการเริ่มแรกล่ะ ฉันคิดว่าเป็อาการเริ่มแรกของคนกำลังจะมีความรัก เชื่อฉันเถอะ นายเริ่มชอบเธอแล้ว” จูจื่ออันฟันธง
“นายอย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ” เย่ชิงเฉินยังไม่เห็นด้วย
“ยังไม่รู้ใจตัวเองแล้วยังจะมาเถียงอีก” จูจื่ออันทำท่าเซ็ง
“นายอย่ามาทำตัวเป็ผู้เชี่ยวชาญนักเลย ั้แ่รู้จักกันมา ฉันยังไม่เห็นนายจะมีแฟนกับเขาสักคน” เย่ชิงเฉินพูดประชด
“ฉันไม่เคยมีแฟนก็จริง แต่ฉันมีคนที่ฉันแอบชอบอยู่โว้ย นายไม่เชื่อฉันก็ตามใจ ฉันไปล่ะ” พูดจบจูจื่ออันก็เดินออกจากห้องสมุดไปอีกคน หล่อยให้เย่ชิงเฉินนั่งอยู่คนเดียว