บทที่ 9 เสวี่ยนเช่อ เจี้ยงเหมย
ปี 223 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อ อยู่ในขั้นก่อปราณระดับสาม
หลายปีนี้นางได้เดินทางไปทั่วอาณาจักรใกล้เคียงหลายแห่ง แม้จะไม่พบร่องรอยของผู้บำเพ็ญเซียนเลย แต่นางกลับได้ชำนาญวิชาในขั้นก่อปราณที่นางรู้จักจากชาติก่อนจนเชี่ยวชาญ ถึงขั้นสามารถใช้ได้ในพริบตา
ปี 231 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อเดินทางข้ามอาณาจักรนับสิบแห่ง ในที่สุดก็พบตลาดของผู้บำเพ็ญเซียนแห่งหนึ่ง และได้ตั้งรกรากอยู่ที่นั่น แม้ว่าหลายปีที่ผ่านมา วิชาของนางจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ปัจจุบันเพียงอยู่ในขั้นก่อปราณระดับสี่เท่านั้น
แต่นอกจากจะศึกษาวิชาอย่างลึกซึ้งแล้ว นางยังมีเวลาศึกษาศิลปะร้อยแขนงของผู้บำเพ็ญเซียน ไม่รู้ว่าเป็เพราะการเสริมพลังของ [จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ] หรือไม่ นางถึงได้มีพร์สูงส่งในด้านการทำยันต์ จึงทำให้สะสมหินิญญาก้อนแรกได้อย่างรวดเร็วในตลาด
ปี 233 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อไม่ได้อยู่ในตลาดของผู้บำเพ็ญเซียนนานนัก นางใช้เวลาสามปีในการวาดยันต์อาคม สั่งสมทรัพย์สินได้ไม่น้อย กระนั้นนางก็มิได้ใช้หินิญญาไปซื้อเสบียงสำหรับบำเพ็ญเพียร แต่กลับใช้ความใจกว้างในการผูกมิตรสร้างความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุ่งเน้นการคบหากับศิษย์จากสำนักใหญ่
ไม่นานนางก็สามารถติดต่อกับศิษย์ฝ่ายกิจการภายนอกจากสำนักระดับแก่นทองคำได้หลายแห่ง ผู้บำเพ็ญเพียรในละแวกนี้ต่างรู้จัก ‘คุณหนูสามอวิ๋น’ ผู้เชี่ยวชาญด้านยันต์อาคมและเก่งกาจในการผูกสัมพันธ์
ปี 235 แห่งยุคฉางเซิง
หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจโครงสร้างองค์กร รูปแบบการดำเนินงาน รวมถึงอุปนิสัยและชื่อเสียงของเหล่าปรมาจารย์ขั้นแก่นทองคำจากสำนักระดับแก่นทองคำในละแวกใกล้เคียงอย่างถ่องแท้แล้ว อวิ๋นเสวียนเช่อก็เลือกที่จะเข้าร่วมกับ ‘สำนักเฟยเยี่ยน’ สำนักที่มีนักพรตหญิงเป็หลัก สำนักนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรระดับแก่นทองคำถึงสามคน นับเป็สำนักที่มีอิทธิพลรองเพียงแห่งเดียวในบรรดาสำนักระดับแก่นทองคำแถบนี้
อวิ๋นเสวียนเช่อเริ่มต้นจากการเป็ศิษย์สายนอก ด้วยนิสัยที่เข้ากับผู้คนได้ง่าย ใจกว้าง และมีพร์เป็เลิศในการผูกสัมพันธ์ ไม่นานนางก็สามารถตั้งตัวได้มั่นคงในฐานะศิษย์สายนอก สร้างความสัมพันธ์อันดีกับสหายร่วมสำนักได้มากมาย
ปี 236 แห่งยุคฉางเซิง
เนื่องจากมีพร์ด้านวิชาการเวทมนตร์อยู่ในระดับสูง อวิ๋นเสวียนเช่อจึงได้รับการโยกย้ายไปยังตำหนักวรยุทธ์ของสำนัก และได้กลายเป็ผู้ดูแลตำหนักวรยุทธ์
ปี 251 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อสามารถบำเพ็ญเพียรจนบรรลุถึงขั้นสูงสุดของระดับก่อปราณขั้นเก้าในวัยห้าสิบปี เนื่องจากนางมีความสัมพันธ์อันดีกับผู้าุโหลายท่านในสำนัก นางจึงแทบไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ ก็สามารถขอยาลูกกลอนสร้างฐานได้สองเม็ดสำหรับการสร้างฐานของตน
ปี 253 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อเข้าสู่ขั้นสร้างฐาน ในปีเดียวกันนี้นางก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็รองหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์ของสำนักเฟยเยี่ยน
ปี 278 แห่งยุคฉางเซิง
ปีนี้หัวหน้าตำหนักวรยุทธ์อายุสองร้อยห้าสิบปี ด้วยความรู้สึกว่าอายุขัยของตนเหลือไม่มาก จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์ เตรียมออกจากสำนักเพื่อไปสร้างตระกูลและสืบทอดวงศ์ตระกูล แต่ก่อนจากไปได้เสนอชื่ออวิ๋นเสวียนเช่อให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์
ตามธรรมเนียมเดิม ตำแหน่งหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์ควรจะเป็นักพรตที่อยู่ในระดับหลังขั้นสร้างฐาน แต่ด้วยการผลักดันอย่างแข็งขันจากหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์คนเก่า รวมถึงการดำเนินการจากหลายฝ่ายของเหล่าผู้าุโทั้งศิษย์สายนอกและสายใน ในที่สุดอวิ๋นเสวียนเช่อก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์อย่างราบรื่น
ปี 294 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อก้าวขึ้นสู่ขั้นสร้างฐานระดับกลาง
ปี 300 แห่งยุคฉางเซิง
อวิ๋นเสวียนเช่อยังคงสวมชุดกี่เพ้าสีขาวล้วนที่นางชื่นชอบ เดินอย่างผ่อนคลายมุ่งหน้าไปยังตำหนักวรยุทธ์
เนื่องจากไม่ได้รับประทานยาชะลอวัย อวิ๋นเสวียนเช่อในยามนี้จึงมีรูปโฉมเป็สตรีวัยกลางคน นางไม่ได้เกิดมาพร้อมความงดงามอยู่แล้ว พอมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งดูธรรมดาสามัญ
กระนั้นทุกครั้งที่พบเจอศิษย์ แม้แต่ศิษย์สายในที่เป็ศิษย์โดยตรงของเ้าสำนัก ผู้มีโอกาสก้าวสู่ขั้นแก่นทองคำอันเป็ยอดคนแห่งยุค ต่างก็จะมองหัวหน้าตำหนักวรยุทธ์ผู้มีพระคุณในการถ่ายทอดความรู้ท่านนี้ด้วยสายตาเคารพยำเกรง พร้อมประสานมือคำนับไปยังทิศทางที่นางเดินผ่าน
เมื่อมาถึงตำหนักวรยุทธ์ อวิ๋นเสวียนเช่อเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบนสุดตามปกติ
ที่นี่นับเป็จุดสูงแห่งหนึ่งของสำนักเฟยเยี่ยนที่มีทัศนียภาพที่งดงาม มองออกไปไกล ๆ ยังเห็นเงาร่างของศิษย์หญิงจากสำนักเฟยเยี่ยนหลายคนกำลังเหาะเหินเดินอากาศด้วยอาวุธวิเศษ
บนระเบียงศาลามีโต๊ะหมากล้อมอยู่หนึ่งตัว บนกระดานหมากยังคงมีกระดานที่เล่นค้างไว้ ไม่รู้ว่าเป็การเล่นระหว่างอวิ๋นเสวียนเช่อกับผู้ใด
อวิ๋นเสวียนเช่อเดินไปที่หน้ากระดานหมาก หยิบหมากดำเม็ดหนึ่งจากโถใส่หมาก จ้องมองกระดานที่เล่นค้างไว้ ดูเหมือนกำลังลังเลที่จะวางหมาก
ครู่หนึ่งผ่านไป นางดูเหมือนจะรู้สึกถึงบางสิ่ง เงยหน้าขึ้นมองฟ้า คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออก แล้วเผยยิ้มน้อย ๆ พลางกล่าวว่า
"ข้า อวิ๋นเสวียนเช่อ แห่งสำนักเฟยเยี่ยน ขอส่งความปรารถนาดีจากที่ไกลไปยังสหายเต๋าทั้งหลาย ขอให้เส้นทางเซียนของพวกท่านยืนยาว และมีความหวังในการขึ้นสู่์!"
ภาพในกระจกดับลงอีกครั้ง
"ก่อนหน้านี้ข้าเคยเห็นประโยชน์ของชะตากรรม [จิตปราดเปรื่องอันล้ำเลิศ] แค่ในคัมภีร์เล่มเล็กที่เ้าวิหารแจกจ่าย แต่การได้เห็นกับตาย่อมดีกว่าการได้ยินมาร้อยครั้ง"
เสวียนชิงจื่อลูบเคราพลางกล่าว "เช่นสหายเต๋าลู่ผู้เป็มิตร ด้วยกระบี่วิเศษเสวียนเหลยเพียงเล่มเดียวก็ท่องไปทั่วหล้า เป็ผู้ฝึกตนอิสระที่ไร้พันธะผูกมัด ช่างเป็ชีวิตที่สุขสำราญ แต่จะมีสักกี่คนที่มีคุณสมบัติพอจะมีชีวิตเช่นนี้?"
"หรืออย่างสหายเต๋าเย่ผู้เป็มิตร เกิดมาในตระกูลเซียนสายตรง มีผู้าุโในตระกูลจัดเตรียมทรัพยากรในการบำเพ็ญตนไว้ให้ั้แ่ขั้นก่อปราณไปจนถึงขั้นหยวนอิ๋ง แล้วจะมีผู้ใดโชคดีเช่นนี้อีก?"
"ส่วนสหายเต๋าอวิ๋นผู้นี้ แม้จะไม่มีพละกำลังที่เหนือกว่าผู้คนในยุคปัจจุบัน และไม่มีโชคลาภที่ได้รับพรจาก์ แต่กลับเดินทางในสำนักอย่างมั่นคง ก้าวเดินอย่างระมัดระวังทีละก้าว... นี่ก็นับเป็หนทางอันชอบธรรมเช่นกัน"
เสวียนชิงจื่อมองดูผู้คนที่เหลืออยู่ ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือเรียกหลี่เจี้ยงเหมย พลางกล่าวว่า "เด็กน้อย เ้าเป็คนต่อไปเถิด"
สตรีผู้งามล่มบ้านล่มเมืองผู้นี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ท่าทางเขินอายน่ารักเช่นนี้กลับทำให้ผู้คนรอบข้างต้องตะลึงงันไปอีกครา ก่อนที่นางจะกล่าวเสียงเบาว่า
"ขอวิงวอนให้เซียนผู้สูงส่งช่วยเหลือสักหน่อย โปรดหาชาติกำเนิดที่ดีให้แก่หญิงน้อยผู้นี้ด้วยเถิดเ้าค่ะ"
เสวียนชิงจื่อได้ยินแล้วหัวเราะ "เื่นี้ข้าไม่อาจเป็ผู้ตัดสินได้ มันขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเ้าเท่านั้น"
หลังจากที่เขาพลิ้วชายเสื้อ ร่างของหลี่เจี้ยงเหมยก็ลอยเข้าสู่ประตู์
ปี 301 แห่งยุคฉางเซิง
ไม่รู้ว่าเพราะคำขอสุดท้ายก่อนการเวียนว่ายตายเกิดของหลี่เจี้ยงเหมยส่งผลหรือไม่ นางจึงได้มาเกิดในดินแดนแห่งการบำเพ็ญเซียน
เพียงแต่ดินแดนบำเพ็ญเซียนแห่งนี้มิใช่สถานที่ที่ดีงาม มีสำนักมารใหญ่นาม ‘สำนักเซวี่ยไห่’ ตั้งตระหง่านอยู่ ภายในสำนักมีนักพรตขั้นแก่นทองคำสายมารหลายคน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีอำนาจและความโเี้เป็ที่เลื่องลือ
หลี่เจี้ยงเหมยเกิดในครอบครัวสามัญชนธรรมดาในดินแดนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสำนักเซวี่ยไห่โดยตรง แม้จะเรียกว่าเป็สามัญชน แต่แท้จริงแล้วก็เป็เพียงอาหารสำรองที่สำนักเซวี่ยไห่เลี้ยงดูไว้เท่านั้น
ปี 306 แห่งยุคฉางเซิง
เมื่อหลี่เจี้ยงเหมยอายุหกขวบ เด็กหญิงตัวน้อยมีรูปโฉมงดงามประดุจหยกแกะสลัก ฉายแววที่จะเติบโตเป็สตรีงามล่มเมืองในภายภาคหน้า แต่การดำรงชีวิตในดินแดนฝ่ายมารนั้น ช่างยากลำบากเหลือเกิน ชาวบ้านไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดถึงพรุ่งนี้หรือไม่ ผีร้ายและขุนนางโเี้ที่ดูแลสามัญชนมักกดขี่ข่มเหงประชาชนอย่างรุนแรง
ทว่าเพราะรูปโฉมงดงามของหลี่เจี้ยงเหมย เ้าหน้าที่ที่มาเก็บค่าเช่าเห็นแล้วเกิดความเอ็นดู จึงมักจะเก็บค่าเช่าน้อยลง ทำให้ครอบครัวของหลี่เจี้ยงเหมยมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง
ในดินแดนของสำนักเซวี่ยไห่ เด็กในครอบครัวสามัญชนเมื่ออายุครบหกขวบจะต้องไปทดสอบรากฐานิญญาพร้อมกัน หลี่เจี้ยงเหมยก็ไปทดสอบพร้อมกับเด็กรุ่นเดียวกัน ปรากฏภาพมหัศจรรย์เป็กระบี่สั้นสีทอง จึงถูกส่งตัวเข้าไปยังประตูสำนักเซวี่ยไห่
หลี่เจี้ยงเหมยโชคดีที่ได้รับการตรวจพบรากฐานิญญาในดินแดนผู้บำเพ็ญเซียน อีกทั้งยังมีพร์ไม่เลว จึงได้รับโอกาสให้ฝึกวิชาและก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียน
ทว่าโชคร้ายของนางคือ เกิดในครอบครัวสามัญชนธรรมดา ไร้ซึ่งภูมิหลัง
กฎของสำนักเซวี่ยไห่ คือ หากบุตรของศิษย์ในสำนักตรวจพบรากฐานิญญา ก็จะรับเข้าสำนัก แต่หากว่าเด็กที่มีรากฐานิญญานั้นเกิดในครอบครัวสามัญชนของอาณาจักรปุถุชน พวกเขาจะถูกเลี้ยงดูมาั้แ่เด็กเพื่อใช้เป็ศิษย์พลีชีพ เตาหลอม หรือยาอายุวัฒนะสำรอง
หลี่เจี้ยงเหมยเกิดมามีหน้าตางดงาม จึงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเตาหลอม พวกเด็กที่มีรากฐานิญญาที่ถูกเลือกให้เป็เตาหลอมในอนาคตส่วนใหญ่เป็เด็กหญิง และมีเด็กชายรูปงามอยู่บ้างเล็กน้อย เพื่อรอให้นักพรตหญิงผู้มีฐานะสูงส่งในสำนักมารได้ใช้สอย
หลี่เจี้ยงเหมยมีรากฐานแก่นทองคำ ผู้ดูแลจึงมอบ ‘คัมภีร์เสื้อทองแท้’ ให้นางฝึกฝน วิชานี้หาใช่วิชามารทั่วไป มันคล้ายกับวิชาฝ่ายธรรมะที่ค่อย ๆ สะสมพลังิญญาเพื่อยกระดับขั้น
เพียงแต่เมื่อฝึกถึงระดับหนึ่งแล้วบำเพ็ญคู่กับผู้อื่น ผู้ที่บำเพ็ญด้วยก็จะสามารถแย่งชิงพลังทั้งหมดที่ฝึกฝนมาไปใช้เอง เปรียบเสมือนตัดเสื้อให้คนอื่นใส่ นับว่าเป็พิษร้ายอย่างยิ่งต่อผู้ฝึกฝน
แต่เมื่ออยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น หลี่เจี้ยงเหมยก็ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องฝึกฝน