ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังพูดไม่ทันจบฉินซู่ก็พูดขัดขึ้นมาซะก่อน
"ฉันเชื่อ...ฉันเชื่อทุกอย่างที่เธอพูด"
ฉินซู่ไม่กล้าสบตาต่งเสี่ยวเสี่ยวเพราะกลัวว่าคำพูดของเขาจะไม่ถูกใจเธอ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้สึกขำกับท่าทางแบบนั้นของฉินซู่
"เอาล่ะต่อจากนี้ฉันจะใช้ชีวิตกับนายให้ดีๆ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับมือฉินซู่เธอมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาแน่วแน่
เมื่อกี้ยังดูจริงจังอยู่เลยแต่ผ่านมาแค่ไม่กี่นาที เธอก็เริ่มพูดจาหยอกล้อเขา
"ก็แหม ผู้ชายที่หล่อแถมแข็งแรงอย่างนาย มันหาได้ง่ายๆ ซะที่ไหนกันล่ะ!"
ยังไงซะฉินซู่ก็เป็นแค่ผู้ชายซื่อๆ คนหนึ่งพอเจอต่งเสี่ยวเสี่ยวหยอกล้อเขาแบบนี้ ถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
แค่ประโยคประโยคเดียวใบหูเขาก็แดงเรื่อขึ้นมาทันที แดงจัดเหมือนกับจะหลั่งเลือดออกมา ความแดงนั้นค่อยๆลามไปถึงลำคอ ก่อนจะหายเข้าไปใต้ปกเสื้อ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเป็นคนช่างสังเกตเธอจึงสังเกตเห็นความผิดปกติของผู้ชายขี้อายคนนี้ได้ทันที แค่พูดจาหยอกล้อไม่กี่คำก็ทำให้เขาเขินจนทำอะไรไม่ถูกแล้ว
วันต่อมา ตอนที่ต่งเสี่ยวเสี่ยวเลิกงานเธอกำลังเดินกลับบ้านพลางกับพูดคุยกับสวีซิ่วอย่างสนุกสนาน จู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงที่ทั้งรีบร้อนและอ่อนแรงดังมาจากข้างหลัง
"เสี่ยวเสี่ยว"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองก็เห็นหลิวจาวตี้เดินโซเซ ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งผากที่หน้าผากของเธอมีเหงื่อผุดเป็นเม็ดเล็กๆ
พริบตาเดียวร่างของเธอก็ล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง
พอเห็นแบบนี้ คนแถวนั้นก็พากันตกใจไปตามๆกัน
โชคดีที่นี่เป็นท้องนา รอบข้างมีน้ำไหลผ่านดินแถวนี้จึงค่อนข้างนุ่ม ต่อให้ล้มลงไปก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกับสวีซิ่วหันมามองหน้ากันก่อนจะรีบเดินเข้าไป
ชาวบ้านที่วิ่งตามมาทีหลังช่วยกันพยุงหลิวจาวตี้ขึ้นมา ประคองเธอไว้ด้วยความระมัดระวังกลัวว่าเผลอทำเธอหกล้มลงไปอีก
พอเห็นว่าเป็นใครต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าของเธอไม่สู้ดีนักเธอถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ
"ฉันบอกให้เธอพักผ่อนดีๆ ไม่ใช่เหรอ?เพิ่งคลอดลูกแค่สองวันก็กลับมาทำงานแล้วล่ะ? ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึไง?"
เธอแทบไม่เหลือเรี่ยวแรงอยู่แล้วร่างกายก็บอบช้ำจากการแท้งมาหลายครั้ง เมื่อวานนี้ยังคลอดยากจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ไม่คิดว่าเธอเพิ่งจะคลอดลูกมาได้แค่สองวันก็กลับมาทำงานในไร่ในสวนต่อแล้วต่อให้ร่างกายจะทำด้วยเหล็กก็คงทนไม่ไหวหรอก!
หลิวจาวตี้ยิ้มอย่างอ่อนแรง เธอหายใจหอบถี่แววตาเหม่อลอย ก่อนจะอธิบายด้วยเสียงแผ่วเบา
"แม่สามีบอกว่าไม่อยากเลี้ยงคนขี้เกียจเธอบอกให้ฉันออกมาทำงานตั้งแต่เช้าแล้ว ฉันปวดท้องน้อยนิดหน่อยแต่เมื่อกี้ฉันเห็นเธอก็เลยรีบตามเธอมา"
พูดจบ เธอก็พลันกลอกตาแล้วหมดสติล้มพับไปทันที
สีหน้าของต่งเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนไปเล็กน้อยเธอเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของหลิวจาวตี้ ก็รู้สึกว่าร้อนผ่าว เหมือนไฟลนเพราะไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอ ทำให้เป็นไข้ และเหมือนจะมีอาการอักเสบด้วยเลยยิ่งทำให้เป็นไข้สูง
คนที่คอยพยุงหลิวจาวตี้อยู่มองแล้วถึงกับสงสารจับใจ คิ้วขมวดจนแทบจะบีบยุงตายได้เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“เอ้อร์หนิวก็เป็นคนดีอยู่หรอกแต่แม่ของเขานี่สิ ไม่ไหวเลย รอแทบตาย กว่าจะได้ลูกชายแต่ก็ไม่คิดจะดูแลแม่ของลูกให้ดี กลับให้คนเพิ่งคลอดลูกสองวันมาทำงานนี่มันไม่ใช่คนแล้ว!"
"นั่นสิ จาวตี้ก็ซวยจริงๆ ได้สามีดีแต่กลับเจอแม่สามีใจร้ายต่อให้ในหมู่บ้านเราจะยึดติดกับความคิดที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวก็ไม่มีใครใจร้ายเท่าแม่ผัวเธอหรอก ทั้งบ้านรุมรังแกจาวตี้แค่คนเดียว"
...
ชาวบ้านที่อยู่ข้างๆพากันพูดเรื่องนี้ไปต่างๆ นานา ทุกคนต่างก็พูดเข้าข้างหลิวจาวตี้
"รบกวนป้าสองคนช่วยพยุงเธอกลับไปหน่อยนะคะ"
ในฐานะที่เป็นหมอเธอจะยืนดูคนตายต่อหน้าต่อตาได้ยังไงกัน
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานเธอก็เป็นคนทำคลอดให้หลิวจาวตี้ แถมยังได้รับซองแดงซองหนามาอีกด้วยจะให้ยืนดูเฉยๆ ไม่ช่วยอะไรเลยก็คงไม่ใช่คนแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวส่งจอบของเธอให้สวีซิ่วแล้วพูดว่า
"กลับไปบอกสามีฉันให้เอากล่องยาในห้องออกมาให้หน่อยนะแล้วฝากเธอช่วยเอามาให้ฉันที"
ฉินซู่รู้ดีว่าด้านในกล่องยานั้น มียาแอลกอฮอล์ คีมคีบ และของอื่นๆ ด้านใน เพราะเขานั่นแหละที่เตรียมไว้ให้เธอ
ถึงฉินซู่จะเดินเหินไม่สะดวกแต่เขาก็มีเส้นสายอยู่ไม่น้อย ทำให้หาของพวกนี้มาให้เธอได้
ทุกคนต่างก็มีความลับเล็กๆ น้อยๆกันทั้งนั้น ดังนั้นต่งเสี่ยวเสี่ยวจึงไม่เคยซักไซ้ถามอะไรฉินซู่
"ได้เลยค่ะ!"
สวีซิ่วถือจอบเอาไว้และรีบวิ่งไปที่บ้านสกุลฉิน
ป้าทั้งสองคนช่วยกันพยุงหลิวจาวตี้อย่างระมัดระวังค่อยๆ พาเธอกลับไปที่บ้าน
ในลานบ้านทุกคนต่างกำลังรุมล้อมเด็กที่เพิ่งเกิดใหม่
ถึงแม้ว่าเด็กน้อยจะหลับปุ๋ยอยู่แต่ทั้งสองตายายและสามีภรรยาวัยกลางคนอีกคู่ก็ยังจ้องมองทารกน้อยพลางยิ้มอย่างมีความสุขและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ
"ฉันรอแล้วรอเล่ามาตั้งหลายปีในที่สุดก็ได้หลานชายมาสักที ดูสิ หน้าตาน่าเอ็นดูแบบนี้ เห็นแล้วก็ชื่นใจจริงๆ"
"ต่อให้ต้องอดมื้อกินมื้อฉันก็จะต้องเลี้ยงหลานชายคนนี้ให้อยู่ดีกินดีให้ได้!"
ทั้งสี่คนต่างก็จมอยู่ในจินตนาการเกี่ยวกับหลานชายสุดที่รัก
ป้าคนหนึ่งที่กำลังพยุงหลิวจาวตี้อยู่นั้นโกรธจนแทบคลั่งเธอพูดขึ้นมาว่า
"แม่ของเอ้อร์หนิวเมียของเอ้อร์หนิวหมดสติอยู่ในไร่ ทำไมพวกเธอถึงไม่สนใจหล่อนเลยสักนิดเอาแต่ดูเด็กอยู่ได้"
เธอรู้สึกสงสารหลิวจาวตี้ขึ้นมาอีกครั้ง
พอได้ยินแบบนั้นแม่ของเอ้อร์หนิวถึงได้เงยหน้าขึ้นมาเธอมองหลิวจาวตี้ที่ยืนอย่างอ่อนแรงอยู่ตรงหน้า แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจ
"ก็แค่เป็นลม เธอก็ยังไม่ตายสักหน่อยขอบใจที่ช่วยพาเธอกลับมานะ!"
พูดจบ เธอก็หันกลับไปสนใจเด็กอีกครั้งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
"ไหนๆ ก็กลับมาแล้ว รีบไปทำกับข้าวสิฉันกับย่าของเอ้อร์หนิวหิวจะตายอยู่แล้ว อ่อ...อย่าลืมมาให้นมลูกต่อด้วยล่ะ"
พอได้ยินแบบนี้ต่งเสี่ยวเสี่ยวก็หัวเราะออกมา เธอมองไปที่หลิวจาวตี้ที่ดูอ่อนแรงเต็มทีแล้วพูดว่า
"เอาสิ ป้าพาจาวตี้ไปนั่งตรงนั้นนะคะแล้วพวกเราก็ไปกันเถอะ"
ในเมื่อคนเขาพูดออกมาแบบนี้แล้วจะให้เธออยู่ตรงนี้ต่อไปทำไม
ป้าทั้งสองคนวางหลิวจาวตี้ลงบนเก้าอี้ข้างๆพอเห็นสภาพของหลิวจาวตี้แล้วพวกเธอรู้สึกสงสารหล่อนจริงๆ
"เสี่ยวเสี่ยวมันจะไม่เกินไปหน่อยเลย จาวตี้อาการไม่ดีขนาดนี้ จะให้เธอไปทำกับข้าวได้ยังไง?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยิ้มกว้างเสียงพูดไม่ดังไม่เบา พอดีกับที่ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันหมด
"จะเป็นยังไงก็เรื่องของเขาพวกเราอย่าไปยุ่งเลยค่ะ เดี๋ยวเขาก็จะหาว่าพวกเราเข้าไปจุ้นจ้าน ส่วนจาวตี้ตอนนี้เธอเป็นไข้สูง ถ้าให้ลูกกินนมเข้าไปอีก เด็กอาจจะติดเชื้อได้
ผู้ใหญ่ไม่เป็นอะไรมากหรอก แต่เด็กนี่สิตอนคลอดก็ลำบาก ร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว ถ้าได้กินนมแม่ที่เป็นไข้เข้าไปไม่แน่ว่าเด็กตัวอ้วนท้วนคนนี้อาจจะตายในวันพรุ่งนี้ก็ได้"
"จะเป็นไปได้ยังไงกัน?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวยังพูดไม่ทันจบย่าของเอ้อร์หนิวก็ส่งเสียงแหลมออกมา เธอรีบหันไปมองแม่ของเอ้อร์หนิวทันที
"จะเป็นไปได้ยังไงฉันรอหลานคนนี้มาตั้งนาน ถ้าหลานของฉันเป็นอะไรไป ฉันไม่ยกโทษให้เธอแน่!"
พอได้ยินแบบนั้นแม่ของเอ้อร์หนิวก็ฉุกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้แล้วหันมายิ้มประจบประแจงใส่ตงเสี่ยวเสี่ยว
"เสี่ยวเสี่ยวจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะ เด็กคนนี้ยังเล็กอยู่ ภูมิคุ้มกันก็ต่ำเธอช่วยหาวิธีหน่อยได้ไหม!"
ลูกสะใภ้จะเป็นจะตายยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเธอที่สำคัญคือหลานชายของเธอจะต้องไม่เป็นอะไร
"ถ้าอย่างนั้นก็พาลูกสะใภ้ของคุณเข้าไปในห้องก่อนเถอะตอนนี้ร่างกายเธออ่อนแอมาก ห้ามกลับไปทำงานประมาณครึ่งปี และก็ห้ามโดนลมเย็นๆ ด้วย"