“พวกเ้าสองคนเอาอะไรมาขาย” ชายชราเดินมาถามอย่างสนใจเพราะเขาเป็คนรักกิน อาหารจานไหนที่ว่าอร่อยเขาล้วนไปเสาะหามาชิมหมดแล้ว เมื่อเห็นเส้นหมี่ขาวทอดกรอบวางอยู่เขาจึงเข้ามาถามอย่างสนใจ “อาหารของพวกเ้าทำมาจากเส้นหมี่ขาวหรือ แล้วของเผ็ดร้อนที่พวกเ้าหั่นมาก็เอามากินกับหมี่นี่หรือ”
“อาหารของข้าเรียกว่าหมี่กรอบทรงเครื่องเ้าค่ะท่านปู่ ท่านปู่จะลองซื้อชิมสักชุดหรือไม่เ้าคะ ชุดละสิบห้าอีแปะเท่านั้น” หยุนหนิงเอ๋อยิ้มทัก นี่เป็ลูกค้ารายแรก เพราะฉะนั้นนางจะต้องให้ชายชราประเดิมให้ได้ กฎง่ายๆ ของการขายคือลูกค้าเ้าประเดิมนี่ล่ะที่จะเป็ตัวตัดสินถึงการค้าของวันนี้
“ค่าแรงคนงานวันหนึ่งได้สามสิบอีแปะ หมี่กรอบของเ้าราคาสิบห้าอีแปะเชียวหรือนังหนู”
“ท่านปู่ท่านดูก่อนเ้าค่ะ เส้นหมี่นี้ทำจากหมี่ขาวทั้งหมด จากนั้นก็นำไปทอดจนเหลืองกรอบก่อนจะมาคลุกกับน้ำซอสสูตรลับเฉพาะของข้า แล้วท่านดูเครื่องเคียงพวกนี้สิเ้าคะ เต้าหู้ทอด ถั่วลิสงทอด พริกซอย มะนาว กุยช่าย ยังมีกระเทียมที่ดองมาอย่างดีนี่อีก ของพวกนี้ถือเป็ต้นทุนทั้งนั้น ยังไม่นับว่าพอเอาทุกอย่างมาคลุกรวมกันแล้วรสชาติมันอร่อยยิ่ง” หยุนหนิงเอ๋อคลุกเคล้าหมี่กรอบกับเครื่องเคียงไปด้วยเพื่อหวังจะเรียกน้ำลายชายชรา ซึ่งมันก็ได้ผล “ท่านปู่ไม่เคยได้ยินหรือเ้าคะว่าขอแค่ได้กินของอร่อย ราคาเท่าไหร่ก็ไม่นับว่าแพง”
“แม่นางน้อยเช่นเ้าช่างคารมดีเหลือเกิน เอามาให้ข้าชุดหนึ่ง ถ้าอร่อยข้าจะให้รางวัลเ้าเพิ่มอีกยี่สิบอีแปะ”
“ท่านปู่ลองชิมชุดที่ข้าเพิ่งทำเสร็จได้เลยเ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อยื่นกระทงใส่หมี่กรอบพร้อมกับตะเกียบให้กับชายชราอย่างรวดเร็ว
ชายชราใกับความเร็วนั้นจนแทบจะรับไว้ไม่ทัน เขากลอกตาให้นางทีหนึ่งก่อนจะหยิบตะเกียบค่อยๆ คีบหมี่กรอบกิน เมื่อหมี่กรอบััลิ้นเท่านั้น “อร่อย! นังหนู...ข้าให้รางวัลเ้ายี่สิบอีแปะ แล้วเ้าตักใส่กระทงให้ข้าอีกห้าชุด ข้าจะเอากลับไปให้ยายเฒ่าที่บ้านกิน”
“ท่านปู่ช่างรักภรรยาเสียจริง เช่นนั้นข้าจะแถมถั่วลิสงให้อีกช้อนหนึ่งนะเ้าคะ” หยุนหนิงเอ๋อยิ้มอย่างดีใจ นางหันไปสั่งพี่ชายทันทีโดยที่นางไม่เข้าไปช่วย เพราะั้แ่พรุ่งนี้หยุนเปียวจะต้องมาขายของคนเดียวแล้ว ดังนั้นวันนี้เขาต้องเรียนรู้ที่จะทำงานคนเดียวให้ได้ “พี่เปียว ท่านรีบจัดหมี่กรอบใส่กระทงให้ท่านปู่เร็วเ้าค่ะ”
ชายชราบ่นหยุนหนิงเอ๋ออย่างไม่จริงจังนัก “ข้าให้รางวัลพิเศษกับเ้า ทั้งยังสั่งของอีกเพิ่มอีกตั้งห้ากระทง เ้าแถมแค่ถั่วลิสงช้อนเดียวเนี่ยนะ เ้าเป็แม่ค้าน้อยที่ขี้งกจริงๆ”
“แหม...ท่านปู่ ถั่วลิสงนี้เป็ถั่วลิสงธรรมดาเสียที่ไหนเ้าคะ มันต้องเอามาล้างทำความสะอาดเปลืองน้ำไปตั้งเท่าไหร่ หลังจากนั้นยังต้องเอามาทอดกับน้ำมันจนกรอบอร่อยอีก ยังไม่นับค่าฟืน ค่าแรง...” หยุนหนิงเอ๋อกำลังจะสาธยายต่อ
“พอๆ ข้าพูดนิดเดียวเ้าก็ต่อความไปเรื่อย พรุ่งนี้เ้ายังจะมาขายอยู่ไหม แล้วยังมีของอร่อยอะไรเอามาขายอีกบ้าง”
“พรุ่งนี้ร้านเรายังมาขายแน่นอนเ้าค่ะ แต่พี่ชายของข้าจะมาคนเดียว ส่วนของอร่อยอย่างอื่นขอข้ากลับไปคิดสูตรก่อนนะเ้าคะ ท่านปู่กินหมี่กรอบทรงเครื่องของข้าไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกัน” หยุนหนิงเอ๋อเข้าไปกระซิบกับชายชราให้ได้ยินแค่สองคน “แต่ถ้าท่านปู่อยากกินหมี่กรอบที่อร่อยกว่านี้ ท่านปู่จะสั่งให้ข้าเพิ่มกากหมูเจียวเข้าไปด้วยก็ได้นะเ้าคะ ข้าคิดเพิ่มแค่กระทงละสิบอีแปะ”
“ไม่จำเป็ต้องทำมาขายให้ข้าคนเดียว เ้าทำมาให้ลูกค้าคนอื่นเป็ทางเลือกเถอะ คนร่ำรวยที่ชื่นชอบของอร่อยมีแค่ข้าคนเดียวเสียเมื่อไหร่ อ้อ...เพื่อเห็นแก่ที่เ้าทำอาหารได้ถูกใจข้า เ้าเห็นแผงขายของที่ว่างอยู่ตรงหน้าร้านน้ำชานั่นไหม ข้าให้เ้าเช่าเดือนละหนึ่งตำลึงเ้าสนใจหรือเปล่า เ้าอย่าเห็นว่ามันเป็แค่แผงขายของหน้าร้าน เ้าดูตลาดที่นี่ หากสายไปสักหน่อยตลาดก็วายไม่มีคนมาเดินแล้ว แต่ถ้าเป็แผงขายของตรงนั้นเ้าจะขายของถึงเวลาใดก็ได้ ฝนจะตกแดดจะออกก็ไม่ต้องย้ายที่ให้ลำบาก”
หยุนหนิงเอ๋อคิดตามก็เห็นว่าดี การมีแผงขายของแบบถาวรจะช่วยให้พี่ชายไม่ต้องคอยไปแย่งที่ค้าขายกับพ่อค้าแม่ค้ารายอื่น และไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนมาไล่ที่ด้วย ทั้งนางยังมองว่าชายชราคนนี้คงมีสถานะไม่ธรรมดา ผูกมิตรกับอีกฝ่ายไว้ย่อมเป็เื่ดี “ตกลงเ้าค่ะ ข้าจะเช่าแผงของท่านปู่เดือนละหนึ่งตำลึง แต่ถ้าการค้าของพี่ชายข้าขายดีขึ้นมา ท่านปู่จะมาขอขึ้นค่าเช่าทีหลังไม่ได้นะเ้าคะ”
“นอกจากเ้าจะขี้งกแล้วยังจะมาเล่ห์เหลี่ยมกับข้าอีกหรือนังหนู ข้าหูวั่งไฉพูดคำไหนคำนั้นไม่ขึ้นค่าเช่ากับเ้าแน่นอน และจะไม่เก็บค่าเช่าจากเ้าล่วงหน้าด้วย รอไว้สิ้นเดือนเ้าค่อยเอาเงินมาจ่าย เท่านี้พอใจหรือยัง”
“ข้าไม่ได้เล่ห์เหลี่ยมนะเ้าคะ แต่ข้าแค่ฉลาดเท่านั้นเอง”
ชายชราส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างนึกเอ็นดู หากหลานสาวของเขาฉลาดได้เท่าครึ่งแม่นางน้อยคนนี้บ้างก็คงจะดี
หลังจากชายชราประเดิมด้วยหมี่กรอบหกกระทง จากนั้นลูกค้าก็เข้ามาถามราคากันไม่ขาดสาย บางคนอยากลองกินอาหารแปลกใหม่ก็ยอมควักเงินซื้อ บางคนทำใจไม่ได้ที่จะต้องจ่ายเงินแพงๆ ก็ได้แต่มองดูคนอื่นกินไปพลางกลืนน้ำลายไป แต่พอตัดสินใจจะซื้อ กลายเป็ว่าหมี่กรอบทรงเครื่องของหยุนหนิงเอ๋อได้ถูกขายออกไปหมดแล้ว
“วันนี้เราเตรียมของมาสามสิบชุด หักต้นทุนออกไปก็น่าจะเหลือเงินอยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะ หากขายไปหนึ่งเดือนก็จะมีเงินอยู่สี่ตำลึงกับอีกห้าร้อยอีแปะ หักค่าเช่าออกไปหนึ่งตำลึงก็จะเหลือเงินเก็บอยู่ที่สามตำลึงกับอีกห้าร้อยอีแปะ” หยุนหนิงเอ๋อคำนวณยอดขายและเริ่มเก็บของไปพลาง นางพูดไปสักพักก็เริ่มเห็นความผิดปกติเพราะพี่ชายทำไมเงียบไป
หยุนเปียวที่เป็คนตักของและรับเงินมาเก็บไว้ พอขายของเสร็จเขาก็รีบนับเงินและเห็นว่ามันได้มากถึงสี่ร้อยห้าสิบอีแปะ นี่มันเกือบครึ่งตำลึงแล้วไม่ใช่หรือ “หนิงเอ๋อช่วยหยิกข้าที วันหนึ่งเราหาเงินได้มากขนาดนี้เลยหรือ”
“พี่เปียว! ท่านฟังข้าอยู่หรือเปล่า วันนี้เราทำหมี่กรอบมาขายแค่สามสิบชุด ถ้าเราเพิ่มเป็วันละห้าสิบชุดจะคิดเป็เงินเท่าไหร่”
หยุนเปียวรีบปิดปากน้องสาวไว้และพูดกระซิบ “ข้าได้ยินที่เ้าคำนวณแล้ว หลังหักค่าเช่าเราจะมีเงินเก็บสามตำลึงห้าร้อยอีแปะต่อเดือน เ้าพูดดังขนาดนี้ไม่กลัวว่าจะมีคนมาดักปล้นหรือไง”
“ตกลงๆ ข้าไม่พูดแล้วก็ได้ เรารีบเก็บของเถิดเ้าค่ะ ข้าอยากเอาผ้าเช็ดหน้าไปขายบ้าง เห็นท่านสร้างรายได้เป็กอบเป็กำจนข้าทนอิจฉาไม่ไหวแล้ว รอให้ข้าขายผ้าเช็ดหน้าปักลายมาได้ ข้าจะเอาเงินมานับอวดท่านบ้าง”
“เงินนี่เป็ของข้าคนเดียวที่ไหน มันเป็ของเ้าด้วย”
“วัตถุดิบทุกอย่างก็เป็พวกท่านเตรียม ขายก็เป็ท่านเอามาขายแล้วท่านจะมาแบ่งเงินให้ข้าทำไม” หยุนหนิงเอ๋อมองพี่ชาย “ข้ารู้ว่าท่านเกรงใจที่สูตรอาหารนี้ข้าเป็คนคิดขึ้นมา ท่านก็เลยอยากแบ่งเงินให้ข้าใช้บ้างใช่ไหมเ้าคะ ท่านไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเื่นั้นหรอก เราเป็ครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ”
“หนิงเอ๋อ” หยุนเปียวน้ำตาไหลอย่างซึ้งใจ แต่เพราะเขาเป็ผู้ชายร่างใหญ่ทั้งยังไม่มีเวลาจัดการกับหนวดเคราที่ขึ้นอยู่เต็มหน้า ทำให้เวลานี้ใบหน้าของเขานั้นมันเกินบรรยายจริงๆ
หยุนหนิงเอ๋อเห็นสภาพพี่ชาย เมื่อเก็บของเสร็จก็ถือของส่วนหนึ่งแล้วรีบเดินออกจากตลาดไป “ท่านไปเดินอยู่ไกลๆ ข้าเลยเ้าค่ะ ข้าอายคน โตเป็หมีขนาดนี้แล้วยังมาร้องไห้เป็เด็กอีก”
“เ้าจะอายอะไร พี่ชายของเ้าออกจะหน้าตาหล่อเหลา” หยุนเปียวหันไปถามเด็กชายคนหนึ่ง “ข้าหล่อมากใช่ไหมไอ้หนู”
เด็กน้อยหันมาตามเสียง “แงๆๆ ปิศาจหมี”
“ร้านนี้เป็ร้านปักผ้าที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอของเรา ราคาสินค้าก็แพงมากด้วย ผ้าปักของเ้าลวดลายสวยงาม ข้าคิดว่าที่ร้านต้องรับซื้อผ้าปักของเ้าแน่” หยุนเปียวพาน้องสาวมาหยุดอยู่หน้าร้านขายผ้าร้านใหญ่ร้านหนึ่ง
หยุนหนิงเอ๋อยืนอยู่สักพักใหญ่ก็ยังไม่เห็นจะมีใครออกมาต้อนรับ ความประทับใจแรกที่มีหายไปในพริบตา “มีร้านขายผ้าร้านอื่นอีกไหมเ้าคะ”
“มีอยู่อีกสองร้าน แต่ข้าไม่แนะนำให้เ้าไปที่ร้านของเถ้าแก่เนี้ยปากร้ายคนนั้น นางอาศัยว่ามีญาติทำงานอยู่ศาลาว่าการจึงต้อนรับแต่ลูกค้าฐานะดี เช่นนั้นเราไปร้านที่เหลือกันดีกว่า” หยุนเปียวทำหน้าลำบากใจ “แต่ร้านค้าร้านนั้นเล็กมาก ทั้งเ้าของร้านยังเป็แม่หม้ายที่สามีเพิ่งตายไปคนหนึ่ง อีกอย่างกิจการของนางก็ไม่ค่อยดี”
“แม่หม้ายแล้วอย่างไร กิจการไม่ดีแล้วอย่างไร ข้าเชื่อว่างานปักของข้าสามารถเอาไปวางขายที่ร้านของนางได้ ข้าจะทำให้ร้านใหญ่ร้านนี้เสียใจที่ไม่ออกมาต้อนรับข้า” หยุนหนิงเอ๋อพูดเสียงดังเพื่อให้คนๆ นั้นได้ยิน ทั้งยังหันไปมองที่ประตูร้านไม่วางตา
ด้านหลังประตูหน้าร้านมีเถ้าแก่เนี้ยยืนอยู่อย่างไม่คิดจะใส่ใจ ‘เชอะ...นังเด็กยากจน งานปักของเ้าจะวิเศษมาจากไหนกันเชียว คงหนีไม่พ้นลายต้นไผ่อีกล่ะสิ ลายน่าเบื่ออย่างนั้นข้าไม่ซื้อหรอก’