“ฮือๆๆๆๆๆ...” มณีรัตนายิ่งร้องไห้หนัก“ฮือๆๆ ข้าคิดถึงเสด็จพ่อเสด็จแม่...ฮือๆๆๆๆ ข้าอยากกลับวัง ฮือๆๆๆ”
แพรพรรณรีบดึงเด็กหญิงไปกอดพลางพูดปลอบว่า“โอ๋ๆ...หยุดร้องไห้นะคนดี๊...คนดี พี่จะพาน้องไปส่งเองนะ หยุดร้องไห้นะจ๊ะ”
มณีรัตนาเงยหน้ามองพร้อมกับถามปนสะอื้นว่า“ฮือๆ...ท่านจะพาข้ากลับวังจริงๆนะ ฮือๆๆๆ”
“จริงซิจ๊ะ” แพรพรรณพยักหน้ามณีรัตนายกมือปาดน้ำตาทิ้งแล้วพูดว่า “ฮือๆ...สัญญานะ”
“จ้ะ...สัญญาจ้ะ” แพรพรรณรับปากมณีรัตนาค่อยๆ หยุดสะอึกสะอื้น “อึก...อึก...”
แพรพรรณช่วยเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราพลางถามว่า“แล้วน้องรัตนาพอจะจำทางกลับบ้านได้รึเปล่าจ๊ะ?”
มณีรัตนาส่ายหน้าแล้วตอบว่า“ข้าจำไม่ได้หรอก ไอ้นักพรตชั่วนั่นมันพาข้าเหาะมาจากอมรานครจ้ะ”
“เหาะ!” แพรพรรณใ! เธออุทานในใจ ‘โอ๊ยตาย!’
แล้วเธอก็ถามย้ำให้แน่ใจว่าตัวเองฟังไม่ผิด“เหาะมางั้นเหรอจ๊ะ?”
เธอนึกอยากให้ตัวเองฟังผิดไปแต่เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆ “จ้ะพี่พรรณ เหาะมาจ้ะ แต่ข้าจำได้แต่ว่ามันพาข้าเหาะมาทางทิศประจิมจ้ะ”
“ทิศประจิมเหรอ!?” แพรพรรณถามย้ำ มณีรัตนาก็พยักหน้าตอบ “จ้ะพี่พรรณ”
แพรพรรณนึกชื่อทิศแล้วก็พึมพำกับตัวเอง“ทิศประจิมก็ทิศตะวันตกซินะ”
เธอครุ่นคิดวาดทิศทางคร่าวๆในใจ “ถ้างั้น...ถ้าจะไปอมรานครก็ต้องไปทางทิศตะวันออกหรือทิศบูรพาซินะ”
มือเล็กกลมป้อมเอื้อมมาจับมือหญิงสาวประหนึ่งว่าเธอคือความหวังเดียวที่มีณ ขณะนี้
“ถ้างั้นพวกเราคงต้องหาทางออกจากป่านี้กันก่อนล่ะจ้ะ”เธอบอกพร้อมกับลูบศีรษะเล็กทุย พลัน! เสียงกรีดก็ร้องดังแว่วมา“กรี๊ด!...ปล่อยข้านะ!ได้โปรดปล่อยข้าเถิด”
“เอ๊ะ!...เสียงอะไรน่ะ!?” แพรพรรณใสะดุ้งเฮือก มณีรัตนาก็ใโผเข้ากอดหญิงสาวไว้ทันที
“พี่พรรณ นั้นเสียงอะไรหรือ?”เด็กหญิงถามเสียงสั่นกลัว แพรพรรณจึงเงี่ยหูฟังเสียง
เคร้ง!...เคร้ง!...เคร้ง!...เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วอยู่ไม่ไกลนัก พร้อมกับเสียงะโว่า “ฆ่าพวกมันให้หมด!”
แล้วก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวน“กรี๊ด!...”
ผสมกับเสียงร้องด้วยความเ็ป“โอ๊ย!”
หลังจากนั้นก็มีเสียงะโสั่ง“ลากตัวสตรีออกมา! นอกนั้นฆ่าให้หมด!”
จากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วมา“กรี๊ด!...ช่วยด้วย!”
เสียงทั้งหมดผสมปนเปดังแว่วมาให้ได้ยิน
“เสียงเหมือนคนฆ่ากันนะน้องรัตนา”แพรพรรณบอก แล้วชะเง้อชะแง้หันไปมองตามทิศทางที่ได้ยินเสียง
“ใกล้ๆ นี่เอง” เธอคำนวณระยะทางคร่าวๆจากเสียงที่ได้ยินแล้วก็บอกว่า “ไปดูกันเถอะนะน้องรัตนา”
“จ้ะพี่พรรณ” มณีรัตนาพยักหน้าแล้วเกาะหญิงสาวแน่นอย่างหวาดกลัว
ทั้งสองคนจึงค่อยๆ เดินไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงทั้งคู่เดินเลียบลำธารเล็กๆ ไปตามปลายลำน้ำจนกระทั่งได้ยินเสียงต่อสู้ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ
“หลบเร็ว!” แพรพรรณรีบฉุดมณีรัตนาให้หลบหลังโขดหิน อีกฟากหนึ่งของลำธารดูเหมือนจะเป็หมู่บ้านมีชายฉกรรจ์สามคนอยู่บนหลังม้าถือดาบไล่ฆ่าฟันผู้คนอย่างโเี้ แพรพรรณค่อยๆโผล่หน้าออกไปชะเง้อมอง
“พวกโจรแน่ๆ” เธอพึมพำบอกตัวเองมณีรัตนาก็ชะเง้อแอบมองเช่นกัน ร่างเล็กกลมป้อมสั่นสะท้านไปทั้งตัวอย่างหวาดกลัว ทั้งคู่เห็นผู้ชายอีกสองคนเที่ยวไล่ฉุดคร่าผู้หญิงอย่างไร้ความปราณี
จนกระทั่งผู้ชายคนหนึ่งบนหลังม้าะโบอกว่า“ไปโว้ย! ฮ่าๆๆๆ”
แล้วชายผู้นั้นก็กระชากตัวหญิงสาวคนหนึ่งฉุดขึ้นม้าไปด้วยพวกที่เหลือก็พากันฉุดคร่าหญิงสาวอีกสองคนที่เหลืออยู่ขึ้นม้าตามไป อีกสองคนที่อยู่บนพื้นก็รีบตวัดตัวขึ้นหลังม้าแล้วควบม้าตามพรรคพวกไปทันทีพอพวกนั้นไปหมดแล้วก็ไร้ซึ่งเสียงใดๆ อีก แพรพรรณจึงหันไปพูดกับเด็กหญิงว่า“พวกนั้นไปหมดแล้ว เราเข้าไปดูกันเถอะ”
“ไม่!...ข้ากลัว” มณีรัตนาปฏิเสธพร้อมกับรั้งแขนหญิงสาวแน่น แพรพรรณจึงบอกว่า“พี่ก็กลัวจ้ะ แต่พวกนั้นไปกันหมดแล้ว แล้วอีกอย่างพี่ก็อยากรู้ด้วยว่ามีใครรอดตายหรือเปล่า”
เธอลูบศีรษะเล็กทุยปลอบประโลม
“ถ้ามีคนรอด...อย่างน้อยพวกเราจะได้ถามทางออกจากป่านี้ได้ไงจ๊ะ”เธอยกเหตุผลมาอ้างหวังจูงใจให้เด็กหญิงนึกอยากไปที่หมู่บ้านนั้น มณีรัตนาฟังเหตุผลของหญิงสาวแล้วก็คิดตามแล้วพยักหน้า “จ้ะ...พี่พรรณ”
แล้วเด็กหญิงก็เกาะแขนหญิงสาวไว้แน่นอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่นแพรพรรณเองก็หวาดกลัวจับใจเช่นกันแต่ด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้บ้างทำให้เธอจำต้องข่มความกลัวแล้วกล้าที่จะเข้าไปดูทั้งคู่ค่อยๆเดินข้ามลำธารเข้าไปในหมู่บ้าน แพรพรรณกำมือเล็กกลมป้อมไว้แน่นมือเรียวสวยเย็นเฉียบชื้นเหงื่อ เด็กหญิงเองก็เช่นกัน กำมือหญิงสาวไว้แน่นพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดๆทั้งสองคนเดินจับมือกันแน่น แล้วพากันเดินสำรวจไปทั่วหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ ทั้งหมู่บ้านเงียบสงัดเต็มไปด้วยศพคนตายทั้งเด็กเล็ก...คนแก่คนเฒ่า...ผู้ชาย...ผู้หญิง...นอนตายกันอย่างน่าสยดสยอง
“มีแต่คนตายทั้งนั้นเลยพี่พรรณ”เสียงใสพูดเบาหวิวสั่นสะท้าน มือข้างที่ว่างยกปิดปากตัวเองอย่างพยายามฝืนกลั้น แพรพรรณเองก็มีสภาพไม่ต่างไปจากเด็กหญิงใบหน้างดงามซีดเผือดไร้สีเื แข้งขาพาลจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขึ้นมาเสียเฉยๆนี่ถ้าหากเมื่อกี้นี้โจรพวกนั้นมันเห็นเธอเข้า ‘อึ๊ย!...ไม่อยากจะคิด...ตัวเราเองคงมีสภาพไม่ต่างจากผู้หญิงพวกนั้นแน่!’
“อ๊วก!...” ทั้งคู่ขย้อนอาหารที่เพิ่งกินเข้าไปจนหมดไส้หมดพุง
“พี่พรรณ ข้าว่าพวกเรารีบไปจากที่นี่กันเถอะข้ากลัว” มณีรัตนาเช็ดปากแล้วหันไปเขย่าแขนหญิงสาวพลางพูดว่า“หากไอ้พวกนั้นย้อนกลับมาพวกเราคงตายแน่”
เสียงใสสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจนหญิงสาวขนลุกซู่! ใช่ซิ...ถ้าไอ้โจรพวกนั้นย้อนกลับมาเจอ...เธอคงถูกพวกมันปู้ยี่ปู้ยำไม่มีชิ้นดีแน่พลัน! ความคิดหนึ่งก็แล่นวาบเข้ามาในสมอง ‘ชาย...ต้องปลอมเป็ชาย...จึงจะปลอดภัย’
เธอรีบฉุดเด็กหญิงให้เดินไปที่เรือนหลังหนึ่งทันที“น้องรัตนามาทางนี้เร็ว!”
“อะไรจ๊ะพี่พรรณ?” มณีรัตนาถามหน้าตาเหรอหรา
“ช่วยพี่หาเสื้อผ้าผู้ชายเร็วพี่ต้องปลอมตัวเป็ผู้ชาย” แพรพรรณบอกอย่างร้อนรน
เด็กน้อยพยักหน้าอย่างเข้าใจทันที‘ใช่แล้ว...หากพี่หญิงปลอมเป็ชาย...คงรอดพ้นจากการฉุดคร่าของพวกโจรแน่’
“ข้าเข้าใจแล้วพี่พรรณ”
แล้วทั้งสองคนก็พากันขึ้นบันไดไปบนเรือนประตูเรือนเปิดอ้าซ่า ทั้งคู่ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปข้าวของถูกรื้อกระจุยกระจายล้มระเนระนาดเต็มไปหมด ทั้งสองคนจูงมือกันไปยังห้องหนึ่งบนเรือนแพรพรรณผลักบานประตูซึ่งแง้มๆเอาไว้อย่างหวาดๆ
“แอ๊ด!” เสียงบานประตูเปิดออกพาให้ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เธอมองเข้าไปภายในสภาพในห้องถูกรื้อค้นกระจัดกระจายเช่นกัน ทั้งคู่จึงค่อยๆ ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปทั้งสองกวาดตามองไปรอบๆ ห้อง แล้วมณีรัตนาก็กระตุกมืออีกฝ่าย
“พี่พรรณ นั่นไงอาภรณ์”มือกลมป้อมชี้ไปที่กองผ้าบนพื้น หน้าตู้ไม้หลังหนึ่งข้างหน้าต่าง แพรพรรณรีบก้าวเข้าไปทันที“ช่วยพี่หาเสื้อผ้าเร็ว”
แล้วทั้งคู่ก็ช่วยกันรื้อกองผ้ากองนั้นอย่างเร่งรีบด้วยความกลัวว่าพวกโจรอาจจะย้อนกลับมาอีกก็ได้
“พี่พรรณ ข้าเจอเสื้อกับผ้านุ่งแล้วจ้ะ”มณีรัตนายื่นเสื้อสีน้ำตาลแดงกับผ้านุ่งสีครามเข้มให้หญิงสาว
“ขอบใจจ้ะ” แพรพรรณรับมาแล้วก็จัดแจงถอดเสื้อผ้าตัวเองออกอย่างว่องไวเหลือเพียงชุดชั้นในเธอรีบสวมเสื้อแล้วนุ่งผ้าให้เหมือนกับผู้ชายที่นอนตายอยู่ข้างล่างโดยมีเด็กหญิงเป็ผู้ช่วยแต่งตัวให้
“เดี๋ยวก่อน...พี่พรรณ! ท่านนั่งลงให้ข้ามุ่นผมให้ท่านก่อนเถิด” มณีรัตนาบอก แพรพรรณจึงรีบนั่งลงบนพื้นกระดาน มณีรัตนาก็จัดแจงรวบผมยาวสลวยเงางามของหญิงสาวเกล้าพันขมวดแล้วม้วนไว้กลางกระหม่อมผูกด้วยแถบผ้ายาว พอเสร็จสรรพแล้วแพรพรรณก็ดูละม้ายหนุ่มน้อยหน้าหวาน
“พี่พรรณ ข้าว่าไหนๆพวกเราก็มาเอาของของคนตายแล้วข้าว่าพวกเราควรจะต้องมีเสื้อผ้า...ข้าวของ...เครื่องใช้สำหรับเดินทางด้วยนะ” มณีรัตนาเสนอเพราะเคยได้ยินพระอาจารย์พร่ำสอนเสมอทุกครั้งที่เสด็จพ่อออกประพาสป่ารอบๆ เมืองเด็กหญิงจึงท่องจำขึ้นใจว่า ‘จะเดินทางไปแห่งหนใดต้องตระเตรียมข้าวของให้พร้อมสรรพ’
“จริงซินะน้องรัตนา”แพรพรรณบอกอย่างเห็นด้วย แล้วเธอก็พูดว่า “ถ้างั้นก็จัดไปเลยน้อง”
มณีรัตนาทำหน้างงกับสำนวนของหญิงสาวแต่พอคิดๆ แล้วก็พอจะเข้าใจความหมาย ‘เอ...คงจะหมายความว่าเห็นด้วยกระมัง’
พอคิดได้ดังนั้นเด็กหญิงก็จัดแจงเอาผ้ามาปูแล้วก็หยิบผ้านุ่งอาภรณ์ข้าวของที่้าวางลงไปบนผ้าอย่างที่เคยเห็นนางกำนัลจัดเตรียมข้าวของให้เสด็จแม่แพรพรรณก็รีบช่วยอีกแรง พอมัดห่อผ้าเสร็จ เธอก็พนมมือขึ้นแล้วพูดว่ “ท่านทั้งหลายที่เป็เ้าของบ้านหลังนี้ขอจงได้โปรดยกโทษอโหสิกรรมให้พรรณด้วยเถอะค่ะพรรณขอเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ไปใช้เพื่อเอาชีวิตรอดขออย่าได้จองเวรจองกรรมต่อพรรณเลยนะคะ แล้วพรรณจะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้นะคะ”
มณีรัตนาเห็นหญิงสาวพนมมือจึงพนมมือตามหลังจากนั้นทั้งสองคนก็ลงจากเรือนด้วยสภาพสะพายห่อผ้าคนละห่อ กระบอกน้ำไม้ไผ่คนละกระบอกแพรพรรณเดินไปหยิบดาบกับฝักดาบที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา
“คงต้องเอาไปด้วยนะอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีอาวุธอะไรเลย” เธอว่าแล้วก็เอาดาบเสียบเข้าไปในฝักดาบแล้วก็เอามาเสียบเหน็บไว้กับผ้าคาดเอวมณีรัตนาจึงหันไปเก็บมีดสั้นที่ตกอยู่ใกล้ตัวขึ้นมาแล้วจัดแจงหาผ้าห่อมีดสั้นแล้วเอาเหน็บเอวไว้บ้าง แล้วมือเล็กกลมป้อมก็เอื้อมไปกระตุกมือหญิงสาว
“พี่พรรณ ข้าว่าพวกเรารีบไปกันเถิดนะข้ากลัว” เสียงใสสั่นสะท้านเมื่อมองไปรอบๆตัว
“รีบไปกันเถอะน้องรัตนาเกิดไอ้โจรพวกนั้นมันย้อนกลับมาเจอ พวกเราคงซี้แหงแก๋แน่ๆ จ้ะ” แพรพรรณบอกอย่างนึกกลัวมณีรัตนาทำหน้างง
“ซี้แหงแก๋?” เด็กหญิงทวนคำอย่างงงๆพลางถามว่า “หมายความว่าอะไรหรือพี่พรรณ?”
“ช่างมันเถอะจ้ะ” แพรพรรณส่ายหน้าี้เีอธิบายแล้วเธอก็เงยหน้ามองดวงอาทิตย์ “ทิศตะวันออกอยู่ทางนี้”
เธอรีบจูงมือพาเด็กหญิงเดินออกจากหมู่บ้านไปตามทางทิศตะวันออกซึ่งเป็คนละทางกับที่พวกโจรมุ่งหน้าไป ทั้งสองคนรีบเดินจ้ำไปตามทางเล็กๆ ซึ่งน่าจะเป็เส้นทางที่คนในหมู่บ้านใช้เดินเป็ประจำทั้งคู่เดินตามทางไปเรื่อยๆ จนทางเดินเล็กๆ นั้นไปสิ้นสุดตรงริมทุ่งหญ้าคากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
“จะทำเช่นไรหรือพี่พรรณ?ไม่มีทางให้เดินแล้ว” มณีรัตนาถาม ส่วนแพรพรรณก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน วงหน้างดงามขมวดคิ้วนิ่งคิด“อืม...เอาไงดีล่ะเนี่ย?”
เมื่อก่อนเธอเคยบุกป่าฝ่าดงไปท่องเที่ยวกับพี่ชายก็จริงแต่มันก็เป็การเดินท่องป่าไปอย่างรู้จุดหมายปลายทางและรู้เส้นทางแถมอุปกรณ์เดินป่าก็ครบครัน แต่นี่...ไม่รู้ทั้งเส้นทางและสภาพภูมิศาสตร์เลยแม้แต่น้อยจะต้องไปผจญกับอะไรบ้างก็ยังไม่รู้ “เฮ้อ...เอาไงดีล่ะ?”
แต่พอเห็นดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราที่มองมาที่เธอประหนึ่งดังว่าเธอคือความหวังเดียวทำให้เธอจำต้องฮึดสู้
“เอ้า!...เอาก็เอา! ทิศตะวันออกอยู่ทางนี้ก็ต้องลุยป่าไปตามทางนี้แหละนะเื่อื่นค่อยว่ากันล่ะนะน้องรัตนา” เธอกำมือเล็กกลมป้อมบีบกระชับแน่นเหมือนขอความเห็นทำให้ผู้ร่วมทางตัวน้อยพยักหน้า “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถอะจ้ะ”
แล้วทั้งสองก็ค่อยๆ เดินแหวกไปในทุ่งหญ้าคาสูงเคียงเอว
จนกระทั่งดวงตะวันเคลื่อนคล้อยสู่กลางนภาบอกเวลาเที่ยงวัน ทั้งสองจึงหาที่นั่งพักใต้ร่มไม้กลางทุ่งหญ้าคามณีรัตนาปลดกระบอกน้ำของตัวเองมายกดื่มอึกๆ อย่างกระหาย มือเล็กกลมป้อมปาดเหงื่อออกจากใบหน้าส่วนแพรพรรณก็มีสภาพไม่ต่างกัน เหงื่อไหลไคลย้อยเต็มหน้าไปหมด พอได้นั่งพัก เธอก็หลับตาลง
‘ฝัน...ฝัน...ฝัน...ฉันกำลังฝันอยู่แน่ๆ...ตื่นซิ...ตื่น...ตื่นเดี๋ยวนี้นะ!’เธอบอกตัวเองในใจ เธอหวังว่าเธอเมื่อลืมตาขึ้นคงจะเห็นภาพห้องนอนของตัวเองแต่พอลืมตาขึ้นมา ทุกอย่าง...ยังเป็เหมือนเดิม...ทุ่งหญ้าคาไกลสุดลูกหูลูกตายังสะท้อนเข้าั์ตาไม่ได้แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย
“เฮ้อ...” เธอถอนหายใจแล้วก็ปลดกระบอกน้ำของตัวเองมาดื่มบ้าง
“พี่พรรณ!” มณีรัตนาเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“นั่นกวางนี่!” มือเล็กกลมป้อมชี้ไปทางฝูงกวางฝูงใหญ่ที่เดินหากินอยู่ไกลๆ แพรพรรณหันไปมอง
“โห...กวางจริงๆด้วย”เธออุทานอย่างตื่นเต้น ั้แ่เกิดมาเธอยังไม่เคยเห็นฝูงกวางใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย ทั้งคู่ยืนขึ้นมองดูกวางฝูงนั้นอย่างตื่นเต้นและตื่นตาตื่นใจพลัน! ก็มีเสียงร้อง “กี้---”
เสียงนั้นดังมาจากบนฟ้าทั้งคู่จึงแหงนหน้ามอง แล้วทั้งสองก็เห็นนกตัวหนึ่งบินร่อนลงมาอย่างรวดเร็วนกตัวนั้นบินร่อนลงมาอย่างว่องไวตรงเข้าหาฝูงกวางที่วิ่งแตกตื่นทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้องจากฟากฟ้าแล้วนกตัวนั้นก็โฉบเอากวางตัวหนึ่งติดอุ้งเล็บบินเหินขึ้นฟ้าหายลับไป
“พระเ้าช่วย! นั่นนกอะไรน่ะ!?” แพรพรรณอุทานอย่างใ จะไม่ให้เธอใได้ยังไงในเมื่อนกตัวนั้นมีขนาดเท่ากับรถบัสได้ล่ะมั้ง
“นั่นนกอินทรีจ้ะพี่พรรณ”มณีรัตนาบอกน้ำเสียงปกติ ไม่ได้ตื่นใแต่อย่างใดเหมือนกับว่าเคยเห็นนกั์นั่นจนชินตา แล้วก็หันไปมองฝูงกวางที่วิ่งแตกตื่นห่างออกไปพลางบ่นอย่างเสียดายว่า “เฮ้อ...เพราะเ้านกอินทรีนั่นแท้ๆ เชียว ข้าจึงอดดูกวางแล้ว”
“นกอินทรีเหรอ?” แพรพรรณทวนคำเธอยังใไม่หาย
‘พระเ้าช่วย!...นกอินทรีทำไมมันใหญ่ขนาดนั้นล่ะ!แค่กวางตัวเดียวคงไม่พอให้ไอ้นกั์นั่นอิ่มหรอก’ เธอคิดอย่างสยดสยอง
“พี่พรรณข้าหิวแล้วล่ะ” มณีรัตนาพูดพร้อมกับสะกิดแขนเรียวเสลา ทำให้แพรพรรณหันไปสนใจผู้ร่วมทางตัวน้อย
“หิวแล้วเหรอ” เธอถามมณีรัตนาพยักหน้า แพรพรรณจึงปลดห่อผ้าลงจากบ่า แล้วแก้ห่อผ้าออกหยิบห่อใบตองที่รัดไว้ด้วยตอกออกมาจากห่อผ้าเธอรีบแกะห่อใบตองคลี่ออกแล้ววางลงกับพื้น
“ถ้าหิวงั้นก็กินข้าวตังนี่ล่ะกัน” เธอบอกแล้วก็พูดว่า “ดีนะที่เมื่อกี้ห่อมาด้วย”
“จ้ะพี่พรรณ” มณีรัตนาพยักหน้าแล้วก็จัดแจงหยิบข้าวตังใส่ปากพอเคี้ยวหมดคำก็บอกอีกฝ่ายว่า “พี่พรรณก็กินด้วยกันซิจ๊ะ”
แพรพรรณจึงเอื้อมมือไปหยิบข้าวตังมากินทั้งคู่แบ่งกันกินข้าวตังจนหมดห่อแล้วก็เช็ดมือเช็ดปากด้วยเสื้อที่ใส่ แล้วก็ยกกระบอกน้ำขึ้นดื่มกันคนละหลายอึกทั้งสองนั่งพักอีกหน่อยแล้วก็ชวนกันเดินทางต่อ
จนกระทั่งบ่ายคล้อยดวงอาทิตย์ลดต่ำลงเหนือทิวไม้ ทั้งสองคนก็เดินมาถึงชายป่า
“เกือบจะเย็นแล้วพี่ว่าเราหาที่พักกันก่อนเถอะนะ” แพรพรรณบอกเพื่อนร่วมทางตัวน้อย มณีรัตนาพยักหน้าเห็นด้วย“จ้ะพี่พรรณ ข้าเดินต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ”
แล้วเด็กน้อยก็ทรุดลงนั่งแปะบนก้อนหินใหญ่แพรพรรณจึงเริ่มมองหาที่พักเหมาะๆ เธอหันมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นสถานที่ซึ่งพอจะใช้เป็ที่พักค้างแรมได้ซึ่งก็คือใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งไร้วัชพืชรกทึบ
“ถ้างั้นพวกเราก็ไปพักตรงนั้นกันเถอะ”มือเรียวสวยชี้ไปที่ที่ตัวเองหมายตา มณีรัตนามองตามพลางพยักหน้าเห็นด้วย “จ้ะพี่พรรณ”
แพรพรรณจึงยื่นมือไปฉุดผู้ร่วมทางตัวน้อยให้ลุกขึ้นแล้วทั้งสองคนก็เดินไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทั้งสองปลดห่อผ้าลงวางไว้ที่โคนต้นไม้ แล้วแพรพรรณก็เดินไปเก็บกิ่งไม้แห้งสำหรับก่อกองไฟส่วนมณีรัตนาก็นั่งพิงลำต้นไม้ใหญ่ผล็อยหลับไปทันที พอแพรพรรณหันไปเห็นเข้าก็นึกสงสาร“โถ...คงจะเหนื่อยมากล่ะซิ หลับไปซะแล้ว”
แล้วเธอก็หอบกิ่งไม้ไปวางไว้ใต้ต้นไม้แต่พอเหลือบไปดูพระอาทิตย์เธอก็รีบเดินไปเก็บกิ่งไม้ต่อ “ต้องรีบแล้วซิ...เดี๋ยวจะมืดซะก่อน”
เธอรีบเก็บกิ่งไม้แห้งเพื่อให้พอกับการก่อกองไฟทั้งคืนพอได้กิ่งไม้แห้งเพียงพอแล้วเธอจึงเลิกเก็บ พลัน! เธอก็ได้ยินเสียงร้อง“เจี๊ยกๆ”
เสียงนั้นดังมาจากบนยอดไม้
“เอ๊ะ!” เธอรีบหันไปดู แล้วเธอก็เห็นลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้ห่างไปไม่ไกลนัก
“ลิงนี่น่า” เธออุทานแล้วลิงตัวนั้นก็ะโจากต้นไม้ที่นั่งอยู่ไปยังต้นไม้อีกต้นที่อยู่ข้างๆ กันพอไปถึงมันก็โผนไปเด็ดผลไม้สีเหลืองบนต้นมากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย แพรพรรณเห็นเช่นนั้นเธอจึงรีบเดินไปที่ต้นไม้ต้นนั้นทันที
“อืม...ผลไม้นี้คงจะกินได้ล่ะมั้ง”เธอแหงนมองผลไม้สีเหลืองรูปร่างกลมเหมือนผลส้มอย่างชั่งใจ
“เอาน่า...ลิงกินได้คนก็ต้องกินได้ละนะ”มือเรียวสวยจึงเอื้อมไปโน้มกิ่งเด็ดมาลูกหนึ่ง แล้วเธอก็มองผลไม้ลูกนั้นแล้วยกขึ้นดมกลิ่น“กลิ่นเหมือนมะม่วงเลยแฮะ”
แล้วเธอจึงทดลองกัดชิมดูกร๊วม!
“อื้ม...เหมือนแอ๊บเปิ้ลเลยแฮะ”เธอจึงเคี้ยวผลไม้กลืนลงคอ
Donate
เชิญบริจาคให้ไรท์ได้ทาง บัญชี ธ.กสิกรไทย
เลขบัญชี 084-3-79715-6
ชื่อบัญชี น.ส.แสงแข ช้วนใย
หรือทาง True Money wallet :098-651-1489
จะบริจาค 1 บาท 2 บาทก็ได้ค่ะ
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรท์เตอร์ได้ทาง
เพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
ทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
และทาง Line Official Account : https://lin.ee/qEBuZvK
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ