เสียงหัวเราะของเทวะดำยังดังก้องในอากาศ
เงาร่างมหึมานั้นย่างก้าวขึ้นจากรอยแยกใต้ดิน แขนทั้งสองข้างเหมือนหอคอยที่มีชีวิต ดวงตาแดงฉานจ้องตรงมายังกล้าและพวกพ้อง
> “เ้าคือเศษเืของมัน…เ้าเด็กหมัดสุริยา”
กล้าสูดลมหายใจเข้าลึก ท่ามกลางไอพลังมืดที่ปกคลุม
เขาชูหมัดขึ้นอีกครั้ง—แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่หมัดตรงธรรมดา
เขาก้าวเท้าเข้าหาศัตรูด้วย ‘ท่าพญาราชสีห์โผนทะยาน’
กระแทกเข้าที่ลำตัวของอสูรร่างเงาเต็มแรง เกิดเสียงะเิภายในร่างเงาดำ
ออรพิณะโตามขึ้นมา—เธอฟาดกริชลงด้วยเวทลมผสาน
ขณะเดียวกัน ทศพลพุ่งตามจากด้านหลัง ใช้ไหล่กระแทกตามด้วย “ท่ากวางเหลียวหลัง”
สร้างแรงหมุนวนอากาศ จนร่างของอสูรโอนเอน
> “มันยังไม่ะเื...”
แต่กล้าหลับตาลงเพียงครู่
เสียงบางอย่างกลับมาอีกครั้งในหัวเขา—เสียงแห่งบรรพชน
> “จงใช้สิ่งที่อยู่ในสายเืเ้า...ไม่ใช่แค่หมัด แต่จิตของหมัด”
เขาโน้มตัวลง กวาดขาแล้วตวัดลำตัวตามด้วย “ท่าจระเข้ฟาดหาง”
โซ่เวทพันธนาการรอบขาอสูรขาดผึง เสียงร้องโหยหวนดังสะท้านหุบเขา
ชาลีโฉบลงจากฟ้า ใช้กรงเล็บผสานเวทวายุ สร้างคลื่นพลังส่งกล้าให้ลอยขึ้นกลางอากาศ
และในขณะที่กล้าลอยตัวกลางเวหา
เขากำหมัดด้วยท่าที่ไม่เคยฝึกมาก่อน แต่เหมือนมีใครสั่งสอนอยู่ในใจ
> “ท่าพญาเหยียบเมฆา…”
เขาฟาดหมัดลงจากกลางอากาศ เส้นสายเวทรอบหมัดกลายเป็แสงสีทอง
เปลวเพลิงะเิขึ้นกลางหลังของอสูรเสียงดังสนั่น
เงาร่างนั้นทรุดลง รอยร้าวเริ่มปริแตกบนิัมืดมน
แต่ก่อนที่กล้าจะลงถึงพื้น เสียงของเทวะดำกลับดังกระซิบ…เข้าไปในหูของเขา
> “เ้าคือเศษหนึ่งของมัน…หากยังไม่รู้ตัว ก็จะกลายเป็เบี้ยเหมือนคนก่อนหน้า”
กล้ากัดฟัน
เขายืนขึ้น แม้แขนจะสั่น หัวใจเต้นรัว
> “ไม่ว่าข้าจะเป็อะไรมาก่อน…ตอนนี้ข้าคือข้า”
---
จบบทที่ 13
> เงาแห่งเทวะยังไม่พินาศ—แต่มนุษย์ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ไม่ใช่แค่ผู้สืบทอดหมัดอีกต่อไป
เขาคือชนวนของา...ที่จะเปลี่ยนฟ้าและดิน