“ข้า ข้า...”
ใบหน้าของนางแดงก่ำในพริบตา เมื่อคนในครอบครัวมองมา ก็ยิ่งรู้สึกกดดัน ั์ตางดงามมีน้ำบางๆ เคลือบไว้ชั้นหนึ่ง สะท้อนแสงเทียนเป็ประกายแวววาว
“แม้ข้าจะชอบพี่สาวมากกว่า ทว่าการได้รังแกดรุณีน้อยที่เพียงต่อยคราหนึ่งก็ร่ำไห้ไปเนิ่นนาน ก็เป็เื่สมใจไม่น้อย ทว่าการได้รังแกสตรีน่ารักเช่นนี้ก็เป็เื่สมใจไม่น้อย”หลี่อี้เฉินลอบคิดในใจ
หลี่หลิงเยวี่ยทําแก้มป่อง กลั้นใจเงยหน้าขึ้นสบสายตาหลี่อี้เฉิน กล่าวว่า “ข้าเพียง้าทราบว่า พี่ใหญ่ค้นหาช่องโหว่จากบันทึกคดี ได้อย่างไร”
หลี่เหยาที่แกล้งไร้ตัวตน ไม่อาจเสแสร้งอีกต่อไป ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นช้าๆ
เขาถือตนว่าเป็คนฉลาดเฉลียว เขาเคยอ่านบันทึกคดี ศึกษาอยู่หลายรอบยังไม่พบเงื่อนงําใด แต่วันนั้นหลังจากหลี่อี้เฉินขอบันทึกคดีจากเขา ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ทันที
สีหน้าท่านอาหญิงยังคงเรียบเฉย แต่ตะเกียบที่กําลังคีบผักพลันหยุดลง ปากก็หยุดเคี้ยวอาหาร
“โลกนี้ไม่มีการก่อคดีใดที่สมบูรณ์แบบ เว้นแต่เป็ความบังเอิญ ไม่ว่าใครก่อคดีใดไว้ ย่อมมีเบาะแสให้สืบค้นทั้งสิ้น” หลี่อี้เฉินกล่าวขึ้น
หลี่อี้เฉินพลันยืดตัวตรง ตั้งอกตั้งใจฟัง
“ก่อนอื่น ข้าดูจากเส้นทางการขนส่งเงินภาษี แล้วสังเกตเห็น ปัญหาเื่นํ้าหนักของเงิน..."
หลี่อี้เฉินบอกเล่ากระบวนการคิดของตนเองออกไปรอบหนึ่ง
หลี่เหยายิ่งฟัง ั์ตาก็ยิ่งเป็ประกาย ราวกับกําลังรับฟังอาจารย์ในสถานศึกษาช่วยคลี่คลายความสงสัย
มือที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะก่าแน่น
กระทั่งหลี่อี้เฉินเล่าจบ คุณชายรองหลี่กลับแสดงสีหน้าราวกับว่าก็มีเพียงเท่านี้
“นับว่าไม่เลว” คุณชายรองตระกูลหลี่ปากไม่ตรงกับใจ คนในครอบครัวย่อมเคยชินกันนานแล้ว
น้องสาวคนงามอายุสิบหกปีก้มหน้าลง ซุกซ่อนสายตาชื่นชมไว้ หลี่เสียนตบโต๊ะอย่างคึกคัก สบถคําหยาบก่อนกล่าวว่า “ที่แท้เป็ เช่นนี้ ข้ากลับมิได้นึกถึงเลย”
หลี่เหยามองดูบิดาแวบหนึ่ง ในใจคิดว่า หากท่านนึกถึงจึงเป็เื่ประหลาด
หลี่อี้เฉินมองดูอารอง ในใจนึกถึงคําว่า “จนใจบิดาไร้การศึกษา คําสบถพ่นไปทั่วหล้า” อารองเป็ผู้ฝึกยุทธ์ สามารถเขียนได้เพียงชื่อของตนเอง ทั้งยังเขียนตัวอักษรโย้ไปมาราวกับอุ้งตีนไก่
“คนหยาบกระด้างเช่นท่าน แม้แต่ชั่งน้ำหนักยังทําไม่เป็?” อาหญิงกล่าวหยันสามีตนเอง
หลี่อี้เฉินเอ่ยถามขึ้นว่า “ขณะที่พวกเขาตรวจนับเงิน ต่างสวมถุงมือใช่หรือไม่?
อารองนึกทบทวนครู่หนึ่ง กล่าวอย่างประหลาดใจว่า “คล้ายว่า เป็เช่นนั้น เ้าทราบได้อย่างไร?”
หรือจะเป็โลหะโซเดียมจริงๆ? หลี่อี้เฉินมองหน้าอารอง กล่าวว่า เหตุใดในคําให้การจึงมิได้เอ่ยถึง?”
“เื่เล็กน้อยมิได้มีความสําคัญ ไยต้องบอกกล่าว” เอ่ยถึงตรงนี้ อารองหลี่พลันด่าขึ้นว่า “เป็เพราะในตอนนั้นเ้าคนแซ่ลู่ ส่งสุรากุ้ยฮวาให้ข้ากาหนึ่ง เ้าก็ทราบว่าอารองมีความสามารถด้านสุราล้ำลึกสุดหยั่ง เมื่อดื่มมากไปจึงมิได้สนใจเื่อื่น หากเ้าไม่เอ่ยขึ้นมาข้าคงลืมไปแล้ว”
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือสหายสุกรพรรค์นี้...หากบันทึกคดีมีคําให้การเื่นี้ ข้าคงค้นหาความจริงได้เร็วขึ้นมาก ไม่ต้องเสียเซลล์สมองไปมากถึงเพียงนี้ หลี่อี้เฉินคิดอย่างทอดถอน
ในสายตาของอารอง เื่นี้อาจไม่ต่างกับเื่ที่ผู้อื่นสวมใส่อาภรณ์ใด หวีผมทรงใด ไม่มีสิ่งใดคู่ควรให้สงสัย
“เช่นนี้มีความเป็ไปได้ถึงแปดเก้าส่วน ว่าผู้แซ่ลู่ที่ท่านพ่อเอ่ยถึงคือผู้ที่ให้ร้ายท่าน” หลี่เหยาจี้จุดสําคัญทันที
"ต้องโทษที่ข้าเลอะเลือน จนเกือบทําร้ายคนทั้งครอบครัว" หลี่เสียน พลันรู้สึกปวดร้าว
“อี้เฉินเอย ในอดีตข้ากับบิดาของเ้า ยืนพิงหลังร่วมกันต่อสู้ใน “าภูผามหานที” ตกลงกันว่าจะต้องรอดชีวิตกลับมา และเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน
“ข้ารอดตายมาได้ แต่บิดาของเ้ากลับเสียชีวิตในการรบ หากไม่ได้พี่ใหญ่ช่วยรับดาบนั้น คนที่ตายก็คือข้า ในตอนนั้นข้าคิดว่าหาก้ามีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต ไม่อาจไปตายในสนามรบอีกแล้ว ด้วยเหตุนี้การที่ข้าให้เหยาเอ๋อร์ไปร่ํำเรียน เลือกให้เ้าฝึกยุทธ์แท้จริงแล้วมีความเห็นแก่ตัวอยู่”
อาหญิงถลึงตากล่าวว่า “ถูกต้อง ท่านกลับเทใจไปให้หลานชายแท้ๆ มากกว่า”
หมดเงินไปถึงปีละร้อยกว่าตําลึง
“ฟังที่อาหญิงกล่าว หรือน้องรองไม่ใช่บุตรแท้ๆ ของท่าน?” หลี่อี้เฉินสาบานว่า ประโยคนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขา้ากล่าว สัญชาตญาณมาไวกว่าสมอง เห็นได้ว่าเ้าของร่างรู้สึกตัดพ้ออาหญิงคนนี้ไม่น้อย
“เ้าตัวบัดซบน้อย เ้ากล่าวเช่นนี้มีเจตนาใด?” อาหญิงตบโต๊ะด้วยความโกรธ
หลี่เหยากับหลี่หลิงเยวี่ยก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ คล้ายเคยชินแล้ว
อารองกลับปวดเศียรเวียนเกล้า กล่าวว่า “พอแล้ว บิดาเก็บชีวิตนี้กลับคืนมาได้ หากต้องมาฟังพวกเ้าถกเถียงกัน ไม่สู้ตายไปเสียดีกว่า”
ทุกคนก้มหน้ารับประทานอาหารต่อ
เอ่ยถึงาภูผามหานที หลี่อี้เฉินกลับมีความทรงจําอยู่บ้าง ในโลกกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต อาณาจักรต้าฉินตั้งอยู่ในจุดศูนย์กลาง ปกครองทั่วหล้า
ต้าฉินสถาปนาแผ่นดินด้วยกําลังรบ อาศัยคําสอนของลัทธิหยูปกครองบ้านเมือง ยามรุ่งเรืองถึงขีดสุด หมื่นแคว้นล้วนศิโรราบ สืบสานแผ่นดินมายาวนานหกร้อยปี
ยี่สิบปีก่อน ต้าฉินจับมือกับแคว้นต่างๆ ในชีอี้ เปิดากับอนารยชนทางเหนือ อนารยชนทางตะวันตกเฉียงใต้ สมรภูมิตัดสินอยู่ที่ด่านภูผามหานที
มีทหารจากพื้นที่ต่างๆ เข้าร่วมามากถึงร้อยหมื่น
ั้แ่เปิดฉากจนยุติลง กินเวลาเพียงครึ่งปี เพียงครึ่งปี มีชีวิตนับร้อยหมื่นที่ต้องสูญสิ้น
เป็าที่โหดร้ายที่สุดเป็ประวัติกาล ประวัติศาสตร์เรียกานี้ว่า “าภูผามหานที"
บิดาของหลี่อี้เฉินก็เสียชีวิตในาครั้งนั้น
“...ด้วยความรู้จากการเป็จอมยุทธ์คีย์บอร์ด” บวกกับความรู้รอบตัวที่มี ทําให้ได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าราชวงศ์ใดล้วนหนีไม่พ้นวงจรสามร้อยปี”
สิ่งที่เรียกว่าวงจรสามร้อยปี เป็ชื่อที่หลี่อี้เฉินตั้งขึ้นเอง
ในฐานะผู้สนใจประวัติศาสตร์นอกตํารา จากประวัติศาสตร์ ห้าพันปีในชาติก่อน เขาได้ข้อสรุปว่า บรรดาผู้ที่ตีชิงแผ่นดินมา หากไม่นับราชวงศ์โจวที่ล้าหลังแล้ว ไม่มีราชวงศ์ใดอยู่ได้เกินสามร้อยปี ราชวงศ์ซ่งเหนือซ่งใต้ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตกตะวันออก ล้วนเคยผ่านการย้ายราชธานี สถาปนาราชวงศ์ขึ้นใหม่
คิดดูแล้ว การที่อาณาจักรต้าฉินสามารถยืนหยัดมาได้หกร้อยปีคาดว่าคงเกี่ยวข้องกับระบบพลังของโลกนี้
ลวี่เอ๋อร์พาเ้าตัวน้อยกลับมาแล้ว เมื่อท้องเริ่มหิว นางจึงหยุดร้องไห้ ศีรษะของนางยังสูงไม่ถึงขอบโต๊ะอาหาร ต้องนั่งบนตักของ ลวี่เอ๋อร์ ให้นางคอยป้อน
“ท่านแม่ เหตุใดพวกเราจึงไปอยู่ในห้องดําที่รับประทานอาหารไม่อิ่ม” เ้าตัวน้อยนึกถึงสิ่งที่ประสบพบเจอเมื่อหลายวันก่อน นางเรียกห้องขังนั้นว่าห้องดํา
คนในโต๊ะไม่มีผู้ใดกล่าววาจา อาหญิงเพียงมองนางด้วยสายตาเวทนา
อารองถอนหายใจกล่าวว่า “เพราะว่าพ่อทําความผิดไว้”
เ้าตัวน้อยส่งเสียง “อ้อ” กล่าวต่อว่า “เมื่อวานข้าหิวจนตื่นขึ้นมา จับหนอนได้ตัวหนึ่ง บนหัวมันมีสิ่งนี้" นางชูนิ้วชี้สองข้างขึ้นเหนือศีรษะ
นั่นมันแมลงสาบ มันกับหนูต่างเป็เ้าถิ่นในห้องขัง
สีหน้าคนบนโต๊ะพลันแปรเปลี่ยนเป็ละอายระคนเวทนา ปล่อยให้เด็กคนหนึ่งต้องลําบากเช่นนี้ ถือเป็ความล้มเหลวของพวกเขา
“เ้า เ้ารับประทานมันไปแล้ว...” หลี่หรูริมฝีปากสั่นระริก ั์ตาแดงก่ำ นางอายุสามสิบต้นๆ จึงให้กำเนิดบุตรีคนเล็ก แม้จะโง่เขลาไปบ้าง แต่ก็น่ารักน่าเอ็นดู
เ้าตัวน้อยหลี่หลิงอินกล่าวเสียงใสว่า “ข้าได้ยินเสียงท้องท่านแม่ร้องจ๊อกๆ”
บรรยากาศพลันตึงเครียด หัวใจของทุกคนหล่นวูบ อาหญิงหน้าซีดเผือด กล่าวเสียงสั่นว่า “จากนั้นเล่า?”
“จากนั้นข้าก็ยัดมันลงปากท่านแม่ ท่านแม่รับประทานรวดเร็วยิ่งนัก” เ้าตัวน้อยมีสีหน้าอวดโอผลงาน
ร่างของอาหญิงพลันส่ายโงนเงน
หลี่เหยาวางตะเกียบลงช้าๆ “ข้ารับประทานอิ่มแล้ว”
หลี่หลิงเยวี่ยกล่าวว่า “ข้าก็เช่นกัน”
หลี่อี้เฉินกล่าวว่า “อิ่มแล้ว อิ่มแล้ว ฮี ซี ...”
หลี่เสียน “.......”
อาหญิงนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงใต้โต๊ะ “แหวะ....”
“ฮือ ฮือ ฮือ...” จากนั้นไม่นาน เสียงเด็กร้องไห้ราวกับสุกรถูกเชือดก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ