…..
หลังจากที่พวกพ่อค้าตัวปลอมทั้งสามคนรวมหัวกันปรึกษาหารือกันไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วนั้น พวกมันก็ได้ทำตามเงื่อนไขที่แม่ค้าปากตลาดบอกมา โดยจะนำตัวของวิศณีตุลย์ไปไว้ที่ใต้ท้องเรือ
“ เอาแบบที่เ้าว่าก็ได้ แต่ถ้าหากหลานสาวของข้ามีอันตราย หรือว่าถึงขนาดที่หลานของข้าต้องตายก่อนเวลาไปแล้วล่ะก็นะ ข้าจะมาเอาชีวิตของเ้าทดแทนเองก็แล้วกัน ” เ้าหัวหน้าโจรที่ปลอมตัวพูดแบบคาดโทษในตัวของแม่ค้าปากตลาดคนนั้น
“ อ้าวๆๆๆๆ.. นี่เ้า!! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วยล่ะ ในเมื่อหลานของเ้าป่วยอยู่แล้วถ้าเกิดนางตายของนางเอง ข้ามิต้องมาแลกชีวิตเสียเปล่าๆหรอกเหรอ ข้าไม่เอาด้วยหรอก เ้าจะทำอะไรกับหลานของเ้าก็ตามเถอะมันไม่ใช่เื่ของข้า!! แต่คนบนเรือที่นี่ทุกคนไม่้าให้หลานของเ้าอยู่ข้างบนเรือนี้.. ใช่ไหมพวกเรา ? ” แม่ค้าปากตลาดหาพวก
“ ใช่!!!! ” ทุกคนที่อยู่บนเรือะโพร้อมกัน
“ เออๆ.. ข้ารู้แล้ว.. เอาเป็ว่าข้าจะนำตัวหลานของข้าลงไปอยู่ที่ใต้ท้องเรือก็แล้วกัน พอใจของพวกเ้าแล้วใช่ไหม ? ” พ่อค้าตัวปลอมแกล้งบ่นไปอย่างนั้นเองแหละ..
ว่าแล้วเ้าหัวหน้าโจรที่ปลอมเป็พ่อค้านั้นก็ให้ลูกน้องของมันคนที่ตัวโตและแรงเยอะกว่าเพื่อนนั้นมาแบกตัวของวิศณีตุลย์ไปไว้ที่ข้างล่างใต้ท้องเรือ
ที่ใต้ท้องเรือสำเภาลำนั้นก็คือสถานที่โรงเก็บของดีดีนี่เอง มีทั้งสำภาระต่าง ๆ กระเป๋าเดินทาง ข้าวสาร อาหารแห้ง หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกรง พวกเขาก็เอามาวางไว้อยู่ ณ ที่แห่งนั้นอย่างล้นหลาม ข้าวของถูกวางไว้อย่างระเกะระกะ แต่ก็ยังพอมีที่ว่างๆที่สามารถวางตัวของวิศณีตุลย์ลงได้
โจรเสียงห้าวที่รูปร่างสูงใหญ่วางตัวของวิศณีตุลย์ลงสู่พื้นเรือ และเขาก็เดินจากไปเพื่อขึ้นไปที่ข้างบนเรือ
ที่ใต้ท้องเรือแห่งนี้ เป็ที่เก็บของของผู้โดยสารทางเรือ ซึ่งในนี้จะร้อนมากเพราะไม่ค่อยมีอากาศถ่ายเท จึงทำให้วิศณีตุลย์มีความรู้สึกเหมือนเธอกำลังโดนย่างเป็เนื้อแดดเดียวอยู่ในขณะนี้
‘ โอย.. ร้อนจังเลย แถมยังมีเสื่อมาห่ออยู่อีกจะให้ฉันทรมานร้อนจนตายกันหรืออย่างไรนะ ซาดิสเสียจริงๆไอ้พวกโจรอัป*** เล่นเอาฉันมาทิ้งที่ใต้ท้องเรืออันแสนจะร้อนอบอ้าวอย่างกับอยู่ในเตาอบ.. คิดจะย่างสดกันเลยรึไง!? ไอ้เ้าพวกเฮงซวยเอ้ย!!.. ทำอะไรไม่ได้ก็ด่าพวกมันในใจเนี่ยแหละ.. ฮึ ฮือๆๆๆๆ ’
วิศณีตุลย์เธอทำอะไรไม่ได้อย่างใจเลยตั้งหน้าตั้งตาร้องไห้มันซะเลย แต่ไม่มีเสียงกันหรอกนะ แค่น้ำตามันไหลออกมาอย่างถล่มทลายก็แค่เท่านั้นเอง..
ณ สถานที่ใต้ท้องเรือลำนั้นนั่นเอง
ก่อนที่วิศณีตุลย์จะถูกนำลงมายัง ณ สถานที่นี้ ได้มีคนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอยู่ก่อนแล้ว เผอิญว่าที่นี่มีสิ่งของอยู่มากมายและดาษดื่น จนมันสามารถใช้เป็สถานที่แอบและซ่อนตัวอยู่ได้
พวกเขา.. ใช่แล้วค่ะ!?.. พวกเขามีกันอยู่สองคนเป็พี่น้องกัน ฟินลิป กับ ทิวลี่ พวกเขาอาศัยอยู่ในใต้ท้องเรือโดยแอบลักลอบเข้าออกมาช้านานแล้ว และยังมีความสามารถหยิบฉวยข้าวของภายในใต้ท้องเรืออย่างตามอำเภอใจ
ด้วยความที่พวกเขายังเป็เด็กและยังตัวเล็ก เลยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น นอกจากนี้พวกเขายังรู้จักกับพวกเดินเรืออย่างลับๆเลยทำให้พวกเขาสามารถเข้าออกใต้ท้องเรือได้อย่างโดยง่าย
อย่างเช่นในตอนนี้ก็อีก สองพี่น้องได้ยินเสียงคนเดินกุกๆกักๆเข้ามา พวกเขาก็เลยรีบหลบและไปหาที่แอบ เพื่อซ่อนตัวเองจากคนแปลกหน้า จนกระทั่งชายผู้นั้น ( คนที่แบกวิศณีตุลย์เข้ามา ) ได้เดินออกไปแล้ว พวกเขาจึงค่อยๆย่องออกมาดูเหตุการณ์
“ พี่ฟินลิป พี่ว่าคนๆนั้นตายเปล่า ? ” ทิวลี่ถามพี่ชายของเธอ
“ ไม่รู้สิ.. แต่ผู้ชายคนนั้นเอามาทิ้งอาจจะตายแล้วก็ได้ ” ฟินลิปบอกกับน้องสาวของเขา
“ ไป ดูกันไหมพี่ ? ถ้าตายแล้วก็ค้นตัวเอาทรัพย์สมบัติกันเถอะ ” ทิวลี่พูดหน้าตาเฉย
“ เอาอย่างนั้นก็ได้ป่ะ.. ” ฟินลิปลุกขึ้นจากที่ซ่อน และทิวลี่ก็ลุกขึ้นตามทั้งสองคนเดินตรงไปที่กองเสื่อที่มันห่อหุ้มร่างกายของวิศณีตุลย์อยู่
“ ดูสิ.. ไม่เห็นขยับอะไรเลย.. ตายแน่ๆ ตายแล้วชัวร์ๆ ” ทิวลี่พยายามจ้องมอง
“ …… ” วิศณีตุลย์ได้ยินเสียงของเด็กแต่เธอก็ไม่สามารถโต้ตอบอะไรได้เลยสักนิด
‘ พวกเธอเป็ใครกัน ? สามารถช่วยฉันได้หรือไม่ ตอนนี้ฉันไม่สามารถขยับตัวและพูดได้เลย พวกเธอจะเข้าใจในตัวของฉันไหม ? ได้โปรด.. ขอร้องล่ะ.. ขอให้สังเกตและช่วยฉันที.. ’
วิศณีตุลย์ส่งสายตาบวกกระแสจิต ( ซึ่งในความเป็จริงแล้วเธอไม่มี.. ) เพื่อส่งไปยังเด็กทั้งสองคนให้มาช่วยเธอ แต่คงจะไม่สัมฤทธิ์ผล
ฟินลิปกับทิวลี่ทั้งสองคนช่วยกันผลักและดันให้ตัวของวิศณีตุลย์ที่ถูกห่อม้วนด้วยเสื่อนั้น ค่อยๆกลิ้ง.. และค่อยๆกลิ้ง.. ไปจนกระทั่งตัวของวิศณีตุลย์นั้นหลุดพ้นพันธนาการที่ห่อหุ้มด้วยเสื่อ จึงทำให้เด็กทั้งสองคนนั้นเห็นว่าวิศณีตุลย์นั้นถูกมัดที่มืออยู่ ด้วยท่ามือประสานอกและในมือของเธอกำจี้ห้อยคอของเธอไว้แน่น
วิศณีตุลย์นั้นกลัวเด็กทั้งสองคนไม่ยอมช่วยเหลือเธอ เพราะคิดว่าเธอนั้นได้ตายไปแล้ว ก็พยายามนึกถึงเื่ที่เศร้ามากๆเพื่อที่ตัวของเธอจะได้ร้องไห้ให้น้ำตามันไหลออกมา พวกเขาทั้งสองคนจะได้รู้ว่าเธอนั้นยังไม่ได้ตาย แต่เธอกลับนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกเลย จะร้องไห้ให้ได้อีกได้ยังไงกันนะ!?
แต่เด็กทั้งสองคนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะมาช่วยเธอเลย พวกเขาแค่เข้าใจผิดและคิดว่าเธอได้ตายไปแล้วก็แค่จะมาปลดทรัพย์ที่ตัวของเธอก็เท่านั้น พอดีกันกับที่วิศณีตุลย์เธอได้ถูกราดด้วยดินและน้ำโสโครกจึงทำให้มีกลิ่นเหม็นจนพวกเด็กๆไม่อยากที่จะเข้าใกล้ แต่ด้วยความที่หวังในทรัพย์สินของเธอเพื่อจะนำไปขายอีกที ฟินลิปและทิวลี่จึงช่วยกันแกะมือและแกะเชือกที่มัดวิศณีตุลย์เอาไว้
เนื่องจากเชือกเส้นนี้เป็เชือกเวทมนตร์จึงทำให้พวกโจรที่จับวิศณีตุลย์มามัดไว้นั้นเผอเรอ คิดว่ามัดแค่พออยู่หลวมๆก็ทำให้วิศณีตุลย์ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว จึงทำให้ง่ายต่อการแกะออก พอเด็กทั้งสองคนแกะเชือกเวทมนตร์นั้นออกจากวิศณีตุลย์ได้แล้วนั้น เด็กทั้งคู่ก็ต้องใสุดชีวิต
“ โอ้ย!! นึกว่าจะแย่ซะแล้ว ขอบใจนะพวกเด็กๆ ” วิศณีตุลย์กระเด้งลุกขึ้นนั่งพร้อมกับลืมตัวและพูดภาษาเดิมของเธอออกมา ( ภาษาไทย )
“ กรี๊ด!!! ” “ ผี!!!”
ทั้งฟินลิปและทิวลี่ต่างก็ร้องออกมาด้วยอาการสุดใ เนื่องจากคนที่พวกเขาเข้าใจมาโดยตลอดว่าเป็ศพที่นอนเน่าตายไปแล้วนั้น อยู่ดีๆก็ทะลึ่งพรวดลุกขึ้นมาแบบนี้ จะให้พวกเขาคิดดีๆได้ว่าอย่างไร ?
“ ม่ายช่าย.. น้า ฉานไม่ช่ายฝี ( ไม่ใช่.. นะ ฉันไม่ใช่ผี ) ” วิศณีตุลย์พยายามอธิบายเด็กๆ
“ ไม่ใช่ผีอย่างนั้นเหรอ!? แล้วแกเป็ตัวอะไรกันแน่.. กลิ่นถึงได้เน่าขนาดนี้ ” ฟินลิปยืนกอดกันกับทิวลี่และพยายามใจแข็งพูดด้วยกันกับวิศณีตุลย์
“ ก่อนอึ่ง.. ต้องขอบจ่ายพวกเธอมากน้า ( ก่อนอื่น.. ต้องขอบใจพวกเธอมากนะ ) ” วิศณีตุลย์กำลังพยายามพูดคุยให้เด็กทั้งสองคนใจเย็นๆ
“ ฉานโดนคนจับอาวตัวมา แล้วพวกมานก่อม้านฉานแบบนี้ ( ฉันโดนคนจับเอาตัวมา แล้วพวกมันก็มัดฉันแบบนี้ ) ” วิศณีตุลย์พูดไปทำท่าทางไปด้วย
“ ???? ” เด็กๆทั้งสองคนต่างก็งุนงงในคำพูดของวิศณีตุลย์
“ พวกมานก่ออาวน้าเหม็งๆมาราบใส่ฉานแบบนี้เลยน้า ( พวกมันก็เอาน้ำเหม็นๆมาราดใส่ฉันแบบนี้เลยนะ ) ” วิศณีตุลย์อธิบายให้เด็กๆฟังว่าเธอถูกกระทำอะไร ? และแบบไหน ?
“ จิงๆน้า ฉานโดนจับมาจิงๆ พวกน้านเป่งโจน ใจร้าย ดูพวกมานทามกะฉานสิ ( จริงๆนะ ฉันโดนจับมาจริงๆ พวกนั้นเป็โจร ใจร้าย ดูพวกมันทำกับฉันสิ ) ” วิศณีตุลย์พยายามพูดให้เด็กๆเชื่อเธอ
เด็กๆทั้งสองคนคลายความกลัวลงและเชื่อแล้วว่า วิศณีตุลย์นั้นไม่ใช่ผีอย่างแน่นอน
“ เ้า.. เ้าเหม็นมาก!! ” ทิวลี่พูดพร้อมกับเอามือมาบีบจมูกของตัวเองเพื่อไม่ให้กลิ่นมันเล็ดลอดมาหาเธอ
ฟินลิปเดินไปค้นหาของอะไรอยู่พักหนึ่ง แล้วเขาก็เดินมาหาวิศณีตุลย์พร้อมด้วยผ้าผืนใหญ่และน้ำอีกหนึ่งขวดใหญ่
“ นี่.. เ้าเอาไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยเถิด จะได้ไม่เหม็นนะ ” ฟินลิปยื่นให้กับเธอ
“ ขอบจ่ายพวกเธอมากน้า ( ขอบใจพวกเธอมากนะ ) ” วิศณีตุลย์รับขวดน้ำมาล้างหน้าและล้างตัวอีกด้วยแต่แค่ขวดเดียวมันคงไม่พอ
“ เอ่อ.. นามหมดแล้ว ( เอ่อ.. น้ำหมดแล้ว ) ” วิศณีตุลย์ยิ้มแหยๆให้กับเด็กๆ
“ ถ้างั้นเอาผ้านั่นเช็ดตัวไปก่อนนะ น้ำมีแค่ 2 ขวดเอง อีกขวดข้าจะเอาไว้ดื่มก่อนอีกนานกว่าจะถึงฝั่ง ” ฟินลิปบอกแก่เธอ
หลังจากเช็ดเนื้อเช็ดตัวไปบ้างแล้ว วิศณีตุลย์ค่อยดูเหมือนผู้เหมือนคนหน่อย และทิวลี่ก็เข้าไปค้นตามกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารที่เอาข้าวของมาไว้ที่ใต้ท้องเรือลำนี้ และเด็กหญิงก็ได้เสื้อผ้าชุดใหม่เอามาให้วิศณีตุลย์ใส่
“ เอ้า!! นี่.. เอาไปใส่ซะ จะได้ดับกลิ่นลงบ้าง เหม็นจะตายอยู่แล้ว ” ทิวลี่นำเสื้อผ้าไปให้เธอและพาเธอไปเปลี่ยนชุดตรงมุมที่เป็ที่ซ่อนตัวของพวกเธอ
“ ถ้าอย่างนั้น.. เดี๋ยวพอถึงฝั่งพวกมันก็จะต้องเข้ามาเอาตัวของเ้าไปน่ะสิ!! งั้นพวกเราจะต้องพาเ้าไปแอบซ่อนตัวก่อนสินะ.. ” ฟินลิปคุยกับน้องสาวของเขา
“ ก็คงต้องทำอย่างนั้นแหละพี่ จนกว่าจะถึงฝั่ง พวกเราต้องซ่อนตัวนางไว้ พอถึงที่หมายแล้วข้าจะส่งสัญญาณให้เ้านายของพวกเรามารับเองนะ ” ทิวลี่รับปากกับพี่ชายของเธอ
วิศณีตุลย์พอแต่งตัวเสร็จ เธอก็เดินออกมาและพยายามแกะผ้าที่โพกผมออก แต่แกะเท่าไหร่ก็ไม่ออก จึงบอกให้เด็กๆทั้งสองคนช่วยแกะ
“ เธอช่วยแกะผ้าโผหัวให้ฉานทีน้า ( เธอช่วยแกะผ้าโพกหัวให้ฉันทีนะ ) ”
ทิวลี่เดินมาที่วิศณีตุลย์และก็ช่วยแกะผ้าที่ถูกโพกและพันอย่างแ่าบนหัวของเธอ ทันทีที่แกะผ้าโพกหัวนั้นออกได้ ผมของวิศณีตุลย์ก็ตกลงมาปรกอยู่ที่บนบ่าของหล่อน ทั้งฟินลิปและทิวลี่ต่างก็ตกตะลึงและตื่นใไปกับสีผมของเธอด้วยกันทั้งคู่
“ นี่เ้า..!! เ้าเป็อะไรกันแน่ ? เ้าใช่มนุษย์หรือไม่!? ” ฟินลิปพยายามถามเพื่อความแน่ใจ
“ ช่ายสี.. ฉานก่อเปงหมานุดเหมือนพวกเทน่านเละ ( ใช่สิ.. ฉันก็เป็มนุษย์เหมือนพวกเธอนั่นแหละ ) ”
“ แต่เ้า.. ทำไมถึง.. ไม่เหมือนพวกข้าเลยล่ะ ? ” ทิวลี่ถามด้วยความสงสัย
“ เอ่อ.. ฉานเปงคนจากต่างปราเทหนา ( เอ่อ.. ฉันเป็คนจากต่างประเทศน่ะ ) ” วิศณีตุลย์แกล้งหลอกเด็กๆ แต่เธอไม่ได้โกหกนี่นา เธอแค่เป็คนต่างประเทศ.. ที่อยู่กันคนละโลกกับโลกใบนี้ต่างหาก..
“ เออ.. งั้นเอาเป็ว่า พวกข้าจะช่วยเ้านะ เ้าคนต่างประเทศ อืม.. แล้วเราจะได้อะไรเป็ค่าตอบแทนจากเ้าล่ะ ? ” ฟินลิปถามเพราะเขาคิดอะไรทุกสิ่งเป็เงินเป็ทองไปหมด
“ เอ่อ.. ฉานม่ายมียาด.. ลือพี.. น่อง.. เลยสาดโคน ( เอ่อ.. ฉันไม่มีญาติ หรือพี่น้องเลยสักคน ) ” วิศณีตุลย์บอกความจริงกับเด็กๆไป
“ ข้าไม่เชื่อเ้าหรอก ถ้าเ้าไม่มีญาติเลยแล้วพวกโจรมันจะจับเ้ามาทำไมกัน ? ” ทิวลี่ไม่ยอมเชื่อที่วิศณีตุลย์พูด
“ ก็จริงอย่างที่น้องของข้าพูดนะ ถ้าเ้าไม่มีใครหรือไม่มีประโยชน์อันใดเลย แล้วเ้าพวกโจรจะจับเ้ามาทำไมกันล่ะ!? ดูสิทั้งปลอมแปลง.. ปิดบังในตัวของเ้าอย่างแเีซะขนาดนี้ ข้าว่า.. เ้าคงจะเป็ลูกของคนรวยหรือไม่ก็เมียของเศรษฐีอะไรสักอย่างเป็แน่ ” ฟินลิปพยายามหาเหตุและผล อย่างต่อเนื่อง
“ เอ่อ.. ฉานว่าพวกโจนมานคงจา.. เข้าใจผีแน่ๆ ฉานไม่มียาดจิงๆ มีแต่.. ( เอ่อ.. ฉันว่าพวกโจรมันคงจะ.. เข้าใจผิดแน่ๆฉันไม่มีญาติจริงๆมีแต่.. ) ” วิศณีตุลย์หยุดพูดก่อนนิดนึง เพราะเธอไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองของเธอในตอนนี้จะสามารถมาช่วยเธอในเื่แบบนี้ได้หรือไม่
“ เข้าใจผี!?.. โอ้ย!!! ข้าล่ะงงกับคำพูดของเ้าเสียเหลือเกิน เขาเรียกว่าเข้าใจผิด เข้าใจไหม ? เข้าใจผิด พูดให้มันถูกๆหน่อยเถอะ!! ” ทิวลี่เริ่มหงุดหงิดกับคนต่างประเทศอย่างวิศณีตุลย์เสียเหลือเกิน
“ แล้วไอ้ที่ มีแต่.. เนี่ยมันมีแต่อะไรกัน ” ฟินลิปถามวิศณีตุลย์เพื่อความแน่ใจว่าพวกเขาจะได้ช่วยคนไม่ศูนย์เปล่า
“ มีแต่.. ผู้ปกค้อน ที่เลี้ยงดู และให้ที่ยู่กับที่กิ่ง ( มีแต่.. ผู้ปกครอง ที่เลี้ยงดู และให้ที่อยู่กับที่กิน ) ” วิศณีตุลย์พยายามตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจในตัวของผู้ปกครองของเธอสักเท่าไหร่ ด้วยว่าเธอกลัวว่า อาเทนติยูสจะไม่สนใจในตัวของเธอว่าจะอยู่จะเป็หรือตายเพียงใดต่างหาก เพราะเธอเพิ่งจะหลงมาอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้แค่เพียงไม่นานเท่าไหร่เอง
“ โอ้ย.. เอาอีกและ!! ที่ยู่กับที่กิ่ง มันมีที่ไหนกัน!! ข้าล่ะ.. อยากจะฉีกปากเ้าแล้วเอาไปทิ้งเสีย!? อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว ว่าทำไมพวกโจรมันถึงจับเ้ามัดด้วยเชือกอาคม เพื่อปิดปากที่พูดไม่รู้เื่อย่างนี้ของเ้าเสียไง!!.. ” ทิวลี่เริ่มบ่นกระปอดกระแปด
“ ทิวลี่.. ข้าว่าเ้านั่นแหละที่ควรหุบปาก นางก็บอกไปแล้วไงว่านางเป็คนต่างประเทศ เ้ายังไม่เข้าใจอีกรึ ? ” ฟินลิปหันไปดุน้องสาวของเขาและหันมาถามวิศณีตุลย์ต่อ “ แล้วผู้ปกครองของเ้าคือใคร ? ”
“ ผู้ปกค้อนของฉาน คือ อาเทนติยูส ( ผู้ปกครองของฉัน คือ อาเทนติยูส ) ” วิศณีตุลย์พูดชื่อของอาเทนอย่างชัดถ้อยชัดคำ ทั้งสำเนียงก็ตรงต่อภาษาในดินแดนแห่งนั้นเลยในทันที..
“ ท่านอาเทนติยูสอย่างนั้นเหรอ!? ใช่ท่านมหาเวทแห่งหอคอยเวทนั่นหรือเปล่า ? ” ฟินลิปถามเพื่อความแน่ใจ
“ ช่ายแล้ว ท่านหมา เวนน่านล้า ( ใช่แล้ว ท่านมหาเวทนั่นล่ะ ) ” วิศณีตุลย์ย้ำในคำตอบเดิมของเธอ
“ ถ้าเ้าโกหกข้านะ เ้าได้ตายไม่ดีแน่ๆ ” ฟินลิปพูดกับวิศณีตุลย์ด้วยท่าทางที่ยังคงไม่อยากจะเชื่ออยู่
ทั้งสองพี่น้องพากันเดินไปปรึกษาเื่จะเอายังไงกับนางผู้หญิงผมสีดำผู้นี้ดี ส่วนวิศณีตุลย์ก็กำลังคิดหาวิธีที่จะเอาตัวเองให้รอดพ้นจากพวกโจรที่จับเอาตัวของเธอมา เธอจะทำยังไงต่อไปกันดีนะ..