บทที่ 6
ไปตลาด
ไป๋เสี่ยวเฉิงในร่างบอบบางของเจินอวี้หลิงเดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อย ั้แ่เดินออกจากบ้านมา นางเป็ฝ่ายเดินตามิเจ๋อตลอด เ้าหมอนั่นจะรีบไปตายหรือไง ขายาวสาวเอาสาวเอา ไม่รอคนขาสั้นบ้างเลย
เดินไปพลางก็บ่นไปพลาง ยามอยู่ต่อหน้าต้องฝืนยิ้มเป็มิตร พออยู่ลับหลัง เสี่ยวเฉิงแอบออกไม้ออกมือ จ้องจะทุบิเจ๋อให้หัวแบะ สติสัมปชัญญะของนางจดจ่อไปที่คนตรงหน้า จนลืมสังเกตไปว่า ขณะนี้แสงแดดรำไรกำลังสะท้อนเงาของนางอยู่
อะไรอีกล่ะ! หยุดเดินทำไม…
เสียงเล็กพึมพำในลำคอ นางนึกแปลกใจที่จู่ ๆ คนตัวสูงก็หยุดเดินกะทันหันแล้วเอี้ยวหน้ามาทำตาดุใส่นาง ในตอนนี้เอง น้ำเสียงเย็นเยียบของเขาทำให้นางถึงกับงุดหน้าต่ำมองปลายเท้าตัวเองอย่างเฉไฉ
“เต้นแร้งเต้นกา สนุกนักหรือ?”
คำพูดแฝงเลศนัยยังไม่น่าเจ็บใจเท่าิเจ๋อทำหางตากระซิกส่งสัญญาณให้นางแหกตาดูเงาตัวเองบนพื้น ต่อให้ยามนี้ไม่ถูกตี ก็ให้ความรู้สึกเหมือนถูกลากไปตีกลางสี่แยกยังไงชอบกล
เขาสังเกตเห็นเงาของนางตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาบอกเอาป่านนี้เล่า ยกกำปั้นเคาะหัวเ้านั่นไปหลายทีแล้วด้วย น่าอายชะมัด!
ในทางกลับกันิเจ๋อไม่ได้เก็บมาถือสา เพียงแต่รำคาญท่าทางพิลึกกึกกือของนางก็เท่านั้น ในใจิเจ๋ออยากให้นางตั้งหน้าตั้งตาเดินทาง เมื่อเข้าตัวเมืองสำเร็จจะรีบเอาเนื้อกวางไปขายที่ตลาด เสร็จธุระเร็วก็จะได้กลับบ้านเร็ว
มันก็จริงที่ิเจ๋อฝากลูก ๆ ไว้ในความดูแลของหยางซาแล้ว ทว่าิเจ๋อไม่เคยลืมว่าเ้านั่นเป็แค่เด็กวัยสิบสี่ปี หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับเ้าแฝด เกรงว่าหยางซาคนเดียวจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง เช่นนั้นต้องรีบไปรีบกลับ
“เ้าคงไม่เคยได้ยินเื่เล่าสินะ ว่าบนทางเส้นนี้ เคยมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง”
ิเจ๋อยังคงตั้งหน้าตั้งตาเดินต่อไป ทว่าคราวนี้ิเจ๋อไม่ได้เดินเงียบ ๆ แต่ส่งเสียงชวนขนหัวลุกออกมาแทน
“ข้าจะไปรู้ได้ยังไง ก็ข้าไม่ใช่คนที่นี่ อะ…เอ่อ…ข้าหมายถึงข้าไม่ใช่คนในพื้นที่น่ะ ก็เ้าซื้อตัวข้ามาจากท่านป้าของข้าไม่ใช่หรือไง”
เกือบแล้ว! เกือบเผยพิรุธเสียแล้ว เคราะห์ดีที่ไหวพริบเป็เลิศ ไหวตัวทันจนกลับลำมาได้
“ต่อให้เป็คนในพื้นที่ สตรีอย่างเ้า ในสมองคงไม่มีเื่อื่น นอกจากหาทางปีนเตียงข้า ถึงขนาดไปวานให้หมอยากำมะลออะไรนั่น ทำยาเสน่ห์ให้โดยเฉพาะ”
คำพูดของคนตรงหน้าทำให้เสี่ยวเฉิงออกร้อนออกหนาว นางเบิกตากว้างลนลาน พอตั้งสติได้จึงตะเบ็งเสียงปาว ๆ กลบเกลื่อนความเคอะเขินของตนเอง
“ข้าเคยหน้ามืดตามัวจริง แต่นั่นมันคือความรู้สึกของหลายวันก่อน วันนี้ข้ารู้แล้ว ว่าตัวข้าไม่ควรถูกความรู้สึกชั่ววูบครอบงำ ดังนั้นข้ากล้าพูดเต็มปาก ว่าข้าไม่หมายตาท่านแล้ว!”
ว่าไปตามเนื้อผ้า มีแค่เจินอวี้หลิงเท่านั้นที่ตาบอดหลงรักิเจ๋อลง กับไป๋เสี่ยวเฉิงคนนี้กล้ายอมรับว่าเทียนิเจ๋ออยู่ไกลจากเป้าหมายของนางนัก
“งั้นหรือ…” เขาทำเสียงเย็นเยียบไม่สะทกสะท้านอีกแล้ว
“อ้อ! ว่าแต่…ท่านรู้ได้ยังไง ว่าข้าไปหาหมอยาเพื่อไปทำเสน่ห์”
เพราะความอยากรู้อยากเห็นแท้ ๆ ถึงได้พาเสี่ยวเฉิงเดินตีตัวเสมออกของิเจ๋อ นางจ้องหน้ากดดันคนตัวสูงอยู่อย่างนั้น ไม่ตอบคงไม่ได้
“ก่อนไปล่าสัตว์ ข้าแวะไปสั่งสอนไอ้แก่นั่นแทนเ้าแล้ว แต่ขอเตือนเ้าไว้ก่อน ไม่ว่าด้วยธรรมชาติ หรือด้วยมนตรา อย่างข้าไม่มีวันหลงรักเ้าแน่ เพราะงั้นอย่าได้วิ่งแจ้นไปทำเื่โง่ ๆ ขืนเกิดเื่ขึ้นอีก คงไม่โชคดีหนีมาได้เหมือนครั้งนี้”
หล่อ!! หล่อมาก!!! คำพูดของคุณพี่หล่อมาก ขอปรบมือให้เลย -...-'
มั่นใจในตัวเองไปเถอะพ่อคุณ ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ นางมั่นใจมาก ว่านางไม่ใช่เจินอวี้หลิงคนเดิม และจะไม่โง่เขลาเหมือนเจินอวี้หลิงคนเดิมเด็ดขาด อย่างไป๋เสี่ยวเฉิงเนี่ยนะจะปีนเตียงไอ้กระทิงนี่ เห๊อะ…น่าขำให้ฟันร่วง
“อ๊ะ! จริงสิ ตกลงว่าเส้นทางสายนี้ มีเื่เล่าอะไรกันแน่? ท่านต้องรีบพูดมาให้ชัดเจนนะ”
เสี่ยวเฉิงวอแวคนข้าง ๆ โดยไม่รู้ตัว เพื่อคะยั้นคะยอให้เขาพูด นางถึงขนาดสาวเท้าให้ไวขึ้น แล้วกางแขนขวางทางิเจ๋อไว้ แววตาของนางแน่วแน่มาก ความอยากรู้อยากเห็นจะกินกระบาลนางอยู่แล้ว ทว่าเ้าหมอนั่นก็ยังทำหน้าเฉยชาอยู่ได้
ิเจ๋อไหวไหล่หลบ แล้วสาวเท้าให้เร็วขึ้น จากนั้นจึงว่าความยาวสาวความยืดออกไปครั้งหนึ่ง
“ไม่กี่สิบปีมานี้ ทุ่งหญ้าที่เ้าเหยียบย่าง เคยเป็ทุ่งสังหาร สถานที่ที่เ้าเดิน เคยมีซากศพของผู้บริสุทธิ์กองพะเนินเหมือนูเาเล็ก ๆ ที่เหลือ...เ้าก็ลองเดาเอาเอง ว่าิญญาที่ตายอย่างไม่เป็ธรรมพวกนั้น ้าบอกเล่าความทุกข์ทรมานให้ใครฟัง”
ได้ฟังแค่นี้เสี่ยวเฉิงก็ขนลุกชันโดยไม่รู้ตัว สีหน้าแก่นเซี้ยวของนางผล็อยลงเหลือแค่สีหน้าจืดเจื่อน ถ้าไม่ติดว่าชังเ้ากระทิงป่า นางคงะโไปคล้องแขนเขาแล้ว
“ไม่รู้มาก่อน ว่าท่านแต่งเื่เป็ด้วย”
เสี่ยวเฉิงพูดข่มใจตัวเอง จากที่เดินนวยนาดทำตัวเป็รองอยู่ตั้งนานสองนาน ยามนี้นางเดินไวประหนึ่งมีไฟลนเท้า
เดินเร็วก็ทำได้นี่ ไม่เห็นต้องให้ใช้อุบาย!
ิเจ๋อแสยะยิ้มร้ายอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมให้กับแผ่นหลังของนาง
แม้เสี่ยวเฉิงเดินนำอยู่เจ็ดก้าว ทว่าร่างใหญ่ที่เคลื่อนไหวได้พลิ้วดั่งสายลม ก็เดินมาเสมอตัวของนางั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่น้ำเสียงเยียบเย็นของเขากระซิบอยู่ข้างหู
“หน้าตาข้า...เหมือนคนแต่งเื่เก่งงั้นหรือ”
โอยยย ิเจ๋อนะิเจ๋อ จะข่มขู่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ไปถึงไหนกัน สนุกนักหรือไงที่ทำให้คนอื่นกลัวได้สำเร็จ ตอนอยู่ต่อหน้าลูกไม่เห็นทำตัวบ้าบอและน่าชังอย่างนี้ ทำไมอยู่กันสองคนทีไร เขาต้องชอบข่มขู่นางอยู่เรื่อย
อย่างตอนนี้ใช้หน้าตาข่มขู่ก็แล้ว ใช้ความเ็าข่มขู่ให้นางประหม่าก็แล้ว ยังจะเอาเื่ผีมาทำให้นางหวั่นใจอีก เท่าที่ััได้ ไอ้คนบ้านี่ เป็โรคจิตชัด ๆ
“เคยมีคนเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยเดินผ่านมาทางนี้ สุดท้ายนอนจับไข้ไปสามวันสามคืน ซ้ำร้ายยังพูดจาไม่เป็ศัพท์ เอาแต่บอกว่าผีจากทุ่งสังหารตามมาเล่ากรอกหู ว่าพวกเขาทุกข์ทรมานยังไงบ้าง ไม่แน่เ้าอาจเป็รายต่อไปก็ได้”
น้ำเสียงเย็นเยียบของิเจ๋อชวนให้เสี่ยวเฉิงคล้อยตามได้ง่าย ๆ แค่คิดว่ารอบตัวเคยเต็มไปด้วยซากศพ จากหญิงร่างบางที่เอาแต่เดินเอื่อยเฉื่อย เผลอพริบตาเดียวก็วิ่งโร่นำโด่งไปไกล ิเจ๋อได้แต่เท้าสะเอวมองนางที่กำลังวิ่งหางจุกตูดอย่างนึกเอ็นดู
ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่ิเจ๋อเผลอระบายยิ้มอ่อนจนเกิดรอยบุ๋มตรงสองข้างแก้ม
“นี่ข้า!!! ยิ้มอยู่หรือนี่”
พึมพำตามลำพังอย่างตื่นรู้ ทันใดนั้นรอยยิ้มพราวเสน่ห์พลอยหุบหายกลับมาเป็หน้าตายอีกตามเคย ิเจ๋อไม่อยากให้การเดินทางล่าช้าไปมากกว่านี้ จึงใช้วิชาตัวเบาเร่งตามเสี่ยวเฉิงไปติด ๆ
หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงเมืองเหยียนจง ตลาดของที่นี่ค่อนข้างคึกคักกว่าตลาดของหัวเมืองซีเฉียนที่ิเจ๋ออาศัยอยู่ แน่นอนว่านำเนื้อกวางมาขายที่นี่ย่อมได้ราคาดีกว่าอยู่แล้ว
“แม่นาง… เนื้อของเ้า ข้าคงจ่ายให้ได้แค่ร้อยตำลึง ไม่เอาก็ไปขายร้านอื่น”
เถ้าแก่ร้านเขียงเนื้อเรียกเสี่ยวเฉิงเป็ครั้งที่สอง แต่ก็ได้กลับมาแค่ความเงียบเชียบ ก็ยามนี้สติของเสี่ยวเฉิงคล้ายหลุดออกจากร่าง เขียงเนื้ออะไรกัน นางไม่สนใจแล้ว ข้างหน้านั่นเจริญหูเจริญตากว่าเยอะ พวกบัณฑิตหนุ่มในเมืองเหยียนจงเนี่ย หล่อวัวตายควายล้มจริง ๆ
แต่ทว่าเมื่อลองเอาพวกบัณฑิตหนุ่มมาเทียบเคียงกับิเจ๋อดู พบว่ายังห่างชั้นกันอยู่เยอะ แต่ิเจ๋อมีเบ้าหน้าฟ้าประทานแล้วยังไงล่ะ เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึมอยู่ได้ทั้งวัน ไม่น่ามองเอาซะเลย ในทางกลับกันบัณฑิตพวกนั้นแม้ไม่ได้หล่อเหลาด้วยใบหน้าฟ้าประทาน แต่รู้จักฉีกยิ้มเสริมเสน่ห์ให้ตัวเอง เห็นแบบนี้ผู้หญิงที่ไหนจะไม่อยากเข้าหา…
“เถ้าแก่! คนยื่นเนื้อให้ท่านคือข้า คนเสนอขายล้วนเป็ข้า เหตุใดยามจ่ายเงินต้องยื่นให้นางด้วยเล่า”
ิเจ๋อย่นหว่างคิ้วเข้าหากัน สีหน้าของคนตัวใหญ่ดูขัดเคืองเอาเื่ หวังจะได้รับคำอธิบายที่เข้าท่าจากปากเถ้าแก่ และในตอนนี้เองคิ้วหนาของิเจ๋อจำต้องเลิกขึ้นสูงอย่างเหลือเชื่อ เมื่อเถ้าแก่เขียงเนื้อกล่าวว่า
“ร้อยทั้งร้อย สตรีเป็ใหญ่ในบ้าน ข้าเย่จวงหยาแววตาหลักแหลม เดาว่าคนงามคือเมียเ้า ยื่นถุงเงินให้นางก็ถูกแล้ว มันมีตรงไหนผิดปกติงั้นหรือ?”
ปัดโถ่เอ๊ย!!! -...-’
“ผัวเมียที่ไหนกัน ให้เป็ผัวเมียกับนาง ให้ข้าตายเสียยังจะดีกว่า”
ิเจ๋อเคืองจัด เขาเหวี่ยงมือคว้าถุงเงินไว้เอง แล้วไม่ลืมย่นจมูกใส่เถ้าแก่เย่จวงหยาไปทีหนึ่ง ต่อด้วยกระชากข้อมือเสี่ยวเฉิงออกจากพื้นที่ กระนั้นเสี่ยวเฉิงที่เพิ่งได้สติกลับมา พอเห็นคนตัวโตเกิดโมโหร้าย นางจึงคิดอะไรสนุก ๆ ขึ้นมาได้
“ท่านลุง สามีข้าก็โมโหร้ายเช่นนี้ ท่านอย่าถือสาเขาเลยนะ!!!”
เสียงหัวเราะคิกคักปนกับเสียงหวานที่ะโไล่หลังช่างน่าชังยิ่งนัก นางตั้งใจยั่วโมโหเขา ได้ทีก็ต้องเอาคืนอยู่แล้ว หวนนึกถึงตอนที่เขาเอาเื่ผีมาขู่นาง ยังนึกหมั่นไส้ไม่หาย จะได้รู้ซะบ้าง ว่าตอนเป็ฝ่ายถูกกวนประสาท มันน่าหงุดหงิดขนาดไหน!