"ในที่สุดก็ผ่านพ้นไปได้แล้ว......"
เมื่อเห็นเงาร่างของคุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนพริ้วไกลออกไป เฉินฉางอันก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างยาวนานในใจเต็มไปด้วยความยินดีของการรอดตายอย่างหวุดหวิด
ตลอดเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตในตระกูลจีและในเทือกเขาเฟิ่งหวง เขาไม่เคยรู้สึกผ่อนคลายเท่านี้มาก่อนเลย
อยู่ใกล้จอมราชันดุจการอยู่ใกล้เสือดุร้าย การอยู่ใกล้คุณหนูใหญ่ก็ราวกับการอยู่ใกล้พยัคฆ์เพลิงอัคคีสิบกว่าตัว ความเป็ตายและความมั่งคั่งล้วนขึ้นอยู่กับความคิดเพียงชั่วขณะของนาง โดยที่ตัวเขาไม่สามารถควบคุมได้เลย
"เฉินฉางอัน เ้าจงตามข้ามา!"
เฉินฉางอันยังถอนหายใจไม่ทันสุด เสียงที่เ็าของคุณหนูใหญ่ก็ดังขึ้นข้างหูอีกครั้ง
เฉินฉางอันร่างกายสั่นสะท้าน นี่เขาดีใจเร็วเกินไปอย่างนั้นหรือ? หรือว่า… มีจุดไหนที่เขาเปิดเผยความลับออกมาเสียแล้ว?
เฉินฉางอันมองดูคุณหนูใหญ่ผู้งดงามเหนือโลก พลันลอบกลืนน้ำลายดึงอึก
"ขอรับ คุณหนูใหญ่!"
เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณพุ่งตามไปยังทิศทางที่คุณหนูใหญ่เดินจากไปเพราะเกรงว่าหากนางต้องรอนานจะทำให้เกิดเื่
หากเป็วาสนาก็ไม่ใช่ภัย หากเป็ภัยก็ย่อมหลบไม่พ้น บัดซบ! คนตายหน้าหงายขึ้นฟ้า หากไม่ตายย่อมยิ่งใหญ่สืบไป… จะมัวกลัวอะไรเล่า
เมื่อเงาร่างของทั้งสองเลือนหายไปในส่วนลึกของตำหนักหลัก ผู้ดูแลใหญ่ก็ค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นอย่างสั่นเทา
เขาเหลือบมองลวี่จูเอ๋อร์ที่อยู่บนแท่นสูงแล้วประสานมือกล่าวขึ้น
"ลวี่จูเอ๋อร์ได้เป็ผู้ดูแลสวนสัตว์อสูร ผู้เฒ่าขอแสดงความยินดีด้วย"
ลวี่จูเอ๋อร์ประสานมือตอบตามมารยาท ทว่าไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
"เพียงแต่ยามนี้เฉินฉางอันกำลังเป็ที่โปรดปราน เพียงเวลาห้าวันผู้ดูแลรองและผู้ดูแลสามคนเก่าต่างก็ตายและพิการไปหมด เกรงว่าอีกไม่นานข้าที่เป็ผู้ดูแลใหญ่ก็คงจะอยู่ในตระกูลจีต่อไปไม่ได้แล้ว ปากสิ้นฟันหนาว ลวี่จูเอ๋อร์เ้าควรจะระวังเฉินฉางอันนั่นไว้ให้ดี"
ผู้ดูแลใหญ่มองไปยังทิศทางที่เฉินฉางอันหายลับไป แล้วเอ่ยต่อ
"ต้องรู้ว่าตลอดหลายปีมานี้ นอกจากสาวใช้คนสนิทอย่างเ้าแล้ว เฉินฉางอันคือคนแรกที่คุณหนูใหญ่ยอมให้เดินตามเข้าไปในส่วนลึกของตำหนักหลัก ลวี่จูเอ๋อร์เ้าไม่กลัวหรือว่าวันหนึ่งเฉินฉางอันจะขึ้นมาแทนที่เ้า หรือกระทั่ง… "
"ท่านผู้ดูแลใหญ่!" ผู้ดูแลใหญ่ยังพูดไม่ทันจบ ลวี่จูเอ๋อร์ก็เอ่ยขัดขึ้นมาทันที
"นกกระจอกจะล่วงรู้ถึงปณิธานของพญาหงส์ได้อย่างไรกัน?"*[1]
ใบหน้าชราของผู้ดูแลใหญ่แดงก่ำด้วยความโกรธจนร่างกายสั่นระริก ทว่าเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ลวี่จูเอ๋อร์เป็สาวใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่ หน่วยองครักษ์ของเขาไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายได้เลย
"เหอะ!"
ผู้ดูแลใหญ่สะบัดชายเสื้อเดินออกไปอย่างขุ่นเคือง เมื่อกลับถึงหอคุมกฎ เขาก็รีบหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายนับพันตัวอักษรอย่างรวดเร็ว ก่อนจะส่งจดหมายนั้นผ่านคนสนิทให้ออกไปพ้นเทือกเขาเฟิ่งหวง มุ่งหน้าสู่สำนักเซียนชั้นนอกแห่งตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่าง
"เฉินฉางอัน ผยองเข้าไปเถิด! รอให้นายน้อยจีอู๋เซี่ยงกลับมา ข้าจะคอยดูว่าเ้าจะยังผยองได้อีกนานแค่ไหน?"
ผู้ดูแลใหญ่กัดฟันด้วยความอาฆาต ในเมื่อลวี่จูเอ๋อร์ไม่ยอมร่วมมือกับเขาและในยามนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเฉินฉางอัน เขาจึงทำได้เพียงฝากความหวังไว้ที่จีอู๋เซี่ยงเท่านั้น
"ข้ารับใช้ก็ยังคงเป็ข้ารับใช้ ต่อหน้าเ้านายต่อให้เ้าจะมีอิทธิฤทธิ์เพียงใด ก็ย่อมต้องถูกนายน้อยเหยียบอยู่ใต้ฝ่าเท้าอย่างไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้!"
…
ส่วนลึกของตำหนักหลัก
คุณหนูใหญ่จีเฟิ่งเหยียนเหยียบย่างบนความว่างเปล่า ทุกย่างก้าวจะเกิดระลอกคลื่นมิติแผ่กระจายออกมาราวกับว่าสิ่งที่นางเหยียบย่างอยู่ไม่ใช่ความว่างเปล่าทว่าคือผิวน้ำที่ราบเรียบดุจกระจกดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
เฉินฉางอันเดินตามหลังจีเฟิ่งเหยียนไปติด ๆ เขาเดินด้วยความเร็วที่พอเหมาะ โดยรักษาระยะห่างเอาไว้เสมอ ทั้งสองเดินผ่านทางเดินที่ยาวเหยียดข้ามสะพานเหนือน้ำที่กว้างขวางผ่านศาลาและสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมรัญจวน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องลับห้องหนึ่ง
ภายในนั้นซ่อนความลึกลับและสรรพสิ่งเอาไว้มากมาย เรียกได้ว่าทุกย่างก้าวคือทัศนียภาพที่เปลี่ยนไป เพียงแค่กวาดสายตาผ่าน ๆ เขาก็พบกับาาโสมหมื่นปีที่กำลังดูดซับปราณิญญาอยู่ตามหน้าผาหิน
จากการคาดคะเนมีไม่ต่ำกว่าสิบกว่าต้น ยังมีหญ้าอำพันั แก่นโลหิตเฟิ่งหวง ดอกมหาเต๋าประสานจิต แน่นอนว่ายังมีสิ่งล้ำค่าแห่งฟ้าดินอีกมากมายที่เฉินฉางอันไม่รู้จักชื่อ และบางส่วนยังถูกคุ้มครองด้วยค่ายกลที่น่าหวาดหวั่น
เฉินฉางอันตกตะลึงจนพูดไม่ออก ในสวนสมุนไพริญญามีาาโสมพันปีไม่เกินห้าต้นซึ่งแต่ละต้นถือเป็สมบัติที่หายากยิ่ง แต่าาโสมหมื่นปีนั้นกลับไม่มีแม้แต่เงา
ทว่าในที่พำนักของคุณหนูใหญ่ าาโสมหมื่นปีนั้นกลับถูกปลูกไว้เพียงรอบนอกเท่านั้น ราวกับเป็พืชประดับที่ไม่คู่ควรจะนำออกงาน
ในสวนสมุนไพรมีพืชิญญานับพันต้นดูสวยงามยิ่งนัก แต่เมื่อนำมาเปรียบกับตำหนักหลักที่ประทับของคุณหนูใหญ่แล้วกลับกลายเป็… ช่างเถอะ ไม่พูดถึงจะดีกว่า!
จีเฟิ่งเหยียนวาดนิ้วเป็สัญลักษณ์วิชาที่ลึกลับ ประตูศิลาของห้องลับก็เปิดออกทันที ร้อน! ร้อนเกินไปแล้ว! ทันทีที่เดินตามคุณหนูใหญ่เข้าไปในห้องลับ กระแสความร้อนก็พุ่งเข้าปะทะหน้าทันที
เฉินฉางอันที่ไม่ได้ตั้งตัวเกือบจะถูกความร้อนซัดจนล้มลง เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก โคจรพละกำลังม้าพยศห้าร้อยตัวมาไว้ที่ฝ่าเท้าเพื่อถ่วงน้ำหนักร่างกายลงอย่างรวดเร็วจึงพอจะรักษาสมดุลไว้ได้
เดิมทีนึกว่าการทะลวงเข้าสู่ขอบเขตสามัญระดับเจ็ดขั้นแข็งอ่อนสอดผสาน จะทำให้เขาเป็ยอดฝีมือผู้หนึ่งในตระกูลจีแล้ว แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหนูใหญ่ แม้แต่จะยืนให้มั่นคงยังทำได้ยาก
‘นี่… นี่คือเตาหลอมโอสถอย่างนั้นหรือ?’
เฉินฉางอันที่เพิ่งจะทรงตัวได้มั่นคง พลันถูกดึงดูดสายตาด้วยเตาทองแดงที่สูงกว่าตัวเขาและเขาไม่สามารถละสายตาไปได้เลย
เตาทองแดงสูงสองจั้ง ทั่วทั้งเตาเปล่งรัศมีเทพมหาศาล ภายในเตามีัเพลิงที่ดุร้ายและร้อนระอุคำรามอยู่หลายตัว เบื้องล่างของเตาเชื่อมต่อกับลาวาใต้ปฐี ลาวาที่เดือดพล่านและเข้มข้นดุจปรอทที่พร้อมจะเผาผลาญทุกสรรพสิ่งในโลกแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเตาทองแดงนี้กลับนิ่งสงบดั่งสายน้ำ
คุณหนูใหญ่เหลือบมองเฉินฉางอันครั้งหนึ่ง แล้วเอ่ยเรียบ ๆ
"นี่คือเตาหลอมโอสถสมบัติวิเศษระดับสูงสุด ใช้เพื่อสยบเปลวเพลิง"
เตาหลอมโอสถ? เตาที่ใช้เพื่อหลอมโอสถ เื่นี้เฉินฉางอันพอจะเข้าใจได้
สมบัติวิเศษระดับสูงสุด? เป็สมบัติวิเศษก็คือสมบัติวิเศษ แต่ทำไมต้องบอกว่าเป็ระดับสูงสุดด้วยเล่า? ใช้เพื่อสยบเปลวเพลิง? บัดซบ! เตาหลอมใบเดียวถึงกับสยบเปลวเพลิงที่ยังมีพลังอยู่ได้เลยหรือ?
ช่างเถิด! ไม่ถามแล้ว ถามมากไปจะดูเหมือนคนไม่รู้ความเสียเปล่า ๆ
"เพียงเวลาห้าวันสั้น ๆ กลับทะลวงจากระดับสองเข้าสู่ระดับเจ็ดได้"
เมื่อเห็นเฉินฉางอันเงียบไป จีเฟิ่งเหยียนก็สะบัดมือครั้งหนึ่งลาวาใต้ปฐีก็พุ่งเข้าสู่เตาหลอมโอสถ ทำให้อุณหภูมิภายในห้องลับพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
"ความเร็วในการฝึกตนเช่นนี้ แม้แต่บรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักใหญ่ก็ยังเทียบไม่ได้ เฉินฉางอันดูท่าว่าในตัวเ้าจะมีวาสนาครั้งใหญ่ และมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่สินะ!"
สิ่งที่ต้องมาในที่สุดก็มาจนได้!
ที่แท้เื่ที่ไม่ได้สังหารเขาที่ตำหนักหลัก ก็เพื่อจะมาจัดการเขาที่นี่นั่นเอง
เฉินฉางอันไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขารีบทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นทันที ัเพลิงในเตาหลอมโอสถเพียงตัวเดียวก็สามารถเผาเขาจนเป็เถ้าถ่านได้แล้ว
การจะดื้อรั้นต่อหน้าคุณหนูใหญ่ย่อมเป็การรนหาที่ตาย หัวใจเทาเที่ยและเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภานั้นไม่สามารถเปิดเผยได้เด็ดขาด หากไม่มีทางเลือกจริง ๆ เขาก็คงต้องเปิดเผยเื่แผ่นทองแดงาในห้วงจิตสำนึกแทน!
อย่างไรเสียแผ่นทองแดงนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจความลับของมัน หากส่งมอบมันออกไปแล้วรักษาชีวิตไว้ได้ล่ะก็…
"คุณหนูใหญ่ ในตัวข้าน้อยมีวาสนาที่พบเจอโดยบังเอิญจริง ๆ ขอรับ"
อยู่ใต้ชายคาผู้อื่นย่อมต้องก้มหัวให้เป็ วาสนายังหาใหม่ได้ในวันหน้าแต่หากตายไปแล้วย่อมไม่เหลือสิ่งใดเลย
"วาสนานั้นก็คือ…"
คำพูดยังไม่ทันจบ เฉินฉางอันพลันพบว่าตนเองอ้าปากไม่ได้และไม่สามารถส่งเสียงใด ๆ ออกมาได้เลย ราวกับมีบางอย่างติดอยู่ในลำคอ ต่อให้เขาจะพยายามเพียงใดก็ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแม้แต่คำเดียว… คาถาผนึกวาจา!
"นั่นคือวาสนาส่วนตัวของเ้า ไม่จำเป็ต้องบอกกล่าวแก่ผู้ใด"
คุณหนูใหญ่สะบัดมือครั้งหนึ่ง คาถาผนึกวาจาก็สลายไป เฉินฉางอันจึงกลับมาเป็ปกติอีกครั้ง
"การที่สามารถคว้าโอกาสและวาสนาไว้ได้ย่อมพิสูจน์ได้ว่าเ้าเองก็เป็คนที่มีวาสนาอันยิ่งใหญ่ติดตัว ไม่ต้องกังวลไปอย่างไรเสียเ้าก็เป็คนตระกูลจี ข้าจีเฟิ่งเหยียนไม่ถึงขั้นต้องมาแย่งชิงวาสนากับคนในปกครอง"
สิ้นคำพูดนี้เฉินฉางอันก็ถอนหายใจออกมาทันที ในขณะนี้เองที่เขาสามารถวางใจลงได้อย่างแท้จริง
สมกับที่เป็คุณหนูใหญ่ มีใจคอที่กว้างขวางเช่นนี้ ในวันหน้าย่อมต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แน่นอน
"คุณหนูใหญ่โปรดวางใจ ข้าเฉินฉางอันเกิดเป็คนตระกูลจี ตายก็จะเป็ผีตระกูลจีขอรับ!"
ในยามนี้ย่อมต้องแสดงความจงรักภักดี อย่างไรเสียเขาก็เป็เพียงคนตัวเล็ก ๆ คำพูดที่พูดออกไปก็เหมือนผายลมอะไรที่ฟังแล้วรื่นหูเขาย่อมต้องพูดออกไปก่อน คนตระกูลจีอย่างนั้นหรือ?
เหอะ! การได้เป็คนของเ้าจีเฟิ่งเหยียนต่างหาก ที่พอจะเก็บไปพิจารณาดูบ้าง~
"ดี ข้าดูคนไม่ผิดจริง ๆ " จีเฟิ่งเหยียนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
หากเฉินฉางอันสามารถเติบโตขึ้นในตำหนักเก้าชั้นฟ้าไท่ซ่างได้ นางก็ย่อมไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไร้คนช่วย และตระกูลจีก็ย่อมได้รับการปกป้องมากขึ้นด้วย
"คุณหนูใหญ่ เมื่อครู่ท่านบอกว่าข้าทะลวงห้าระดับขั้นภายในห้าวัน ความเร็วเช่นนี้แม้แต่บรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ยังเทียบไม่ได้"
เมื่อเห็นว่าจีเฟิ่งเหยียนไม่มีเจตนาร้ายต่อตน เฉินฉางอันก็เริ่มใจกล้าขึ้น เขาเริ่มชวนคุณหนูใหญ่สนทนา
"เช่นนั้นไม่ทราบว่าคุณหนูใหญ่ ยามที่ท่านทะลวงจากระดับสองเข้าสู่ระดับเจ็ดนั้น ท่านใช้เวลานานเท่าใดหรือขอรับ?"
ตัวเขามีเคล็ดวิชาเทาเที่ยกลืนนภา อาศัยการ่ชิงอย่างรุนแรงจึงทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นความเร็วระดับนี้เกรงว่าแม้แต่คุณหนูใหญ่ก็ยังเทียบไม่ได้กระมัง?
"ข้าน่ะหรือ?"
จีเฟิ่งเหยียนชะงักไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางคาดไม่ถึงว่าเฉินฉางอันจะถามคำถามที่ดูไร้เดียงสาเช่นนี้ ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าที่ดูมีความหวังของเขา นางจึงเอ่ยตอบอย่างอดทน
"เมื่อข้าลืมตาดูโลกก็อยู่ในขอบเขตสามัญระดับสิบขั้นร้อยจุดรวบรวมิญญาระดับสูงสุดแล้ว"
"......" เฉินฉางอันถึงกับพูดไม่ออก เป็เขาเองที่หูตาคับแคบเกินไป
ฟึ่บ!
จีเฟิ่งเหยียนไม่ได้สนใจเฉินฉางอันที่กำลังนิ่งไป นางสะบัดมือครั้งหนึ่งสมุนไพรสิบกว่าต้นก็ปรากฏขึ้นกะทันหันก่อนจะลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
เปลวเพลิงที่ลุกโชนอยู่ในเตาหลอมโอสถก็พุ่งสูงขึ้นในชั่วขณะเดียวกัน
"คุณหนูใหญ่ ท่านกำลังจะ… เปิดเตาหลอมโอสถอย่างนั้นหรือขอรับ?"
เฉินฉางอันมึนงงไปหมด ไม่ใช่ว่าเขายังนึกวิธีประสานฤทธิ์โอสถไม่ออกหรอกหรือ?
ทันใดนั้นเขาก็สำนึกได้ จึงรีบถามขึ้น
"คุณหนูใหญ่รู้วิธีประสานฤทธิ์โอสถแล้วหรือขอรับ?"
จีเฟิ่งเหยียนควบคุมเปลวเพลิงในเตาหลอมโอสถพลางเอ่ยเรียบ ๆ
"ยังไม่รู้"
"......"
[1] 燕雀安知鸿鹄之志哉 หมายถึง คนที่มีความคิดความอ่านคับแคบ ย่อมไม่อาจเข้าใจหรือคาดเดาแผนการหรือเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ของผู้มีวิสัยทัศน์เหนือกว่าได้