งานรื่นเริงที่จัดขึ้นดำเนินไปแล้วจนถึงวันสุดท้ายของวัน นาคทุกคนแวะเวียนกันมาร่วมยินดี บางตนก็อยู่จนวันแรกจนถึงวันสุดท้าย
“องค์ดำเพคะ ที่บ้านเมืองขององค์ดำเป็อย่างไรหรือ ทรงเหมือนกับที่นี่หรือไม่”
“คล้ายกันขอรับ บ้านเมืองของข้านั้นเป็แบบกลุ่มผู้ผดุงความยุติธรรม จะไม่ค่อยมีนาคเกเรหรือนาคชั้นเลวสักเท่าไหร่ จะดำรงความยุติธรรมมากกว่า ที่สื่อเนื่องต่อกันมาดั่งคำเอ่ยคู่บ้านคู่เมือง วันหน้าพระน้องนางทรงไปเยี่ยมเยียนได้นะขอรับ”
“ถ้ามีโอกาส หม่อมฉันไปแน่เ้าคะ”
“ข้าจะรอขอรับ”
องค์ปรินทร์วโรกรณ์เทวา ทรงดูทั้งสองสนทนากันอย่างวิตกกังวล เนื่องด้วยตนนั้นรู้ดีแก่ใจว่าบุตรตรี ธิดาตนนั้นได้มั่นหมายกับองค์ชายอินทราเทวานาคา แล้วทีนี้จะทำแย่างไรถ้าธิดาตนนั้นหลงรักองค์แสนคำ ตนไม่อยากจะคิดว่าจะเกิดเื่ราวและโศกเศร้าเพียงใดถ้าทั้งคู่หลงรักกันจริงๆ
“ท่านพี่ อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิเพคะ พระองค์รู้หรือไม่ว่ารอยยับบนหน้าพระองค์ช่างตลกนัก”
“เ้าล้อพี่หรือจันทร์มณี พี่อดคิดไม่ได้ว่าธิดาว่าเราจะตกหลุมรักองค์แสนคำ”
“ท่านพี่คิดมากไป น้องมองยังไงก็มีเพียงแสนคำเท่านั้นที่หลงลูกเรา ลูกเราหาได้ตกหลุมรักอย่างที่ท่านกังวลไม่”
“น้องแน่ใจหรือ”
“แน่ใจเพคะ ตุลวณีหม่อมฉันเลี้ยงดูฟูมฝักมากับตัว จะไม่รู้ได้อย่างไรว่านิสัยใจคอลูกหม่อมฉันเป็อย่างไร ท่านหายกังวลได้แล้ว”
“ถ้าน้องว่าไม่ พี่ก็ไม่ เฮ้ยเห็นน้องยืนยันแบบนี้พี่ก็สบายใจสักที”
ทุกคนร่วมพูดคุยกันสนุกสนาน องค์แสนคำว่าเล่าเื่เมืองตนและเมืองต่างๆให้เ้านางน้อยฟัง พระนางก็สนใจฟังเพราะตนนั้นเหมือนไข่ในหินที่มิเคยได้แวกว่ายไปที่ใดเลยนอกจากพระนครที่บิดาตนถือครอง
“ท่านปุรินทร์วโรกรณ์ขอรับ มีกลุ่มนาคอ้างตนมาจากเมืองใหญ่แห่งสมเด็จปุริวิสุโธเทวาพญานาคราชขอรับ”
“เชิญเข้ามา”
กลุ่มนาคประมาน10กว่าตนเดินเข้ามายังโถ่งใหญ่จัดงานเลี้ยง และถูกต้อนรับจากท่านผู้นำนครอย่างสองสามีภรรยาอย่างดี เมื่อเห็นแล้วว่าใครในที่นี้ถือสารสำคัญอันแก่พระพี่นางตน
“ข้าเป็ตัวแทนจากองค์ปุริวิสุโธพญานาคราช เพื่อมอบสารสำคัญให้แก่ท่านปรินทร์วโรกรณ์ขอรับ”
“ขอบใจมาก เชิญพวกท่านไปร่วมดื่มฉลองกับทางพี่น้องเราเถิด”
“ขอบพระทัยอย่างยิ่งขอรับ”
เมื่อได้สารนั้นมาอยู่ในมือ องค์ปรินทร์วโรกรณ์และพระนางจันทร์มณีก็ขอตัวไปยังห้องส่วนตัวของพระองค์ เพื่อเปิดอ่านสารสำคัญที่ส่งมา
อันใจความในจดหมายนั้นกล่าวว่า คู่หมายขององค์อินทราเทวา บุตรชายของเรานั้นเป็อย่างไรบ้าง ทรงฟื้นคืนสติขึ้นหรือยัง เพราะเวลานี้นั้นเห็นสมควรแล้วที่เราสองจะได้ร่วมดองสนิทกัน
พระนาจันทร์มณีเทวี เมื่อได้อ่านก็ทรงเศร้า ธิดาของตนพึ่งตื่นขึ้นเอง จะได้จากพระองค์ผู้เป้นแม่อีกแล้วหรือ
“อย่าเศร้าสิ ธิดาเราไม่ได้จากไปไหน เขาไปชายาแห่งองค์อินทรา เราต้องยินดีกับวาสหนาลูก อย่าเศร้าเลยดวงใจพี่”
“แต่ ตุลวณีพึ่งฟื้น หม่อมฉันพึ่งได้คุยได้เห็นรอยยิ้มลูกนิดเดียวเองนะเ้าคะ”
“คิดเสียว่า ลูกเราไปอยู่ที่นู้นจะได้ไม่ต้องเป็อะไรหรือหลับไปที่ใดอีก”
“หม่อมฉันจะพยายามทำใจ แต่จะให้หม่อมฉันส่งลูกไปวันนี้ หม่อมฉันไม่ยอมนะเ้าคะ”
“เราจะไม่ส่งตุลวณีวันนี้ เราจะส่งในวันที่เหมาะสม”
“เช่นนั้นท่านพี่ทรงเขียนสารส่งไปให้เสด็จพี่ปุริวิสุโธเลยเ้าคะ”
สองสามีภรรยาเขียนสารสำคัญแล้วส่งไปยังเสด็จพี่ของตนด้วยคนของท่านที่เดินทางมา และเื่ราวนี้ก็ได้ถูกส่งต่อไปยังธิดา ตุลวณีเรียบร้อย พระองค์ทรงใจหายอยู่บ้างที่จะต้องได้ห่างบ้านและพระบิดาพระมารดา อีกทั้งพระองค์คิดว่าพระองค์ยังไม่ได้เที่ยวให้หน่ำใจเลย เวลาช่างเล่นตลกนัก หรือลิขิต์ที่เล่นแง่กับตน
ทางด้านองค์อินทรานาคราช บัดนี้นั้นนั่งญาณบำเพ็ญตนเป็การใหญ่ จนเสด็จแม่คิดหนักนัก ใจร้อนลุ่มเมื่อบุตรชายเพียงหนึ่งเดียวไม่เหมือนเดิม แต่ในไม่ช้าพระองค์ก็ยิ้มได้ เมื่อสารจากทางไกลที่รอก็มาถึง ใจความของสารนั้นบ่งบอกว่าคู่หมายขององค์อินทรานาคราชหรือหลานสาวของเ้านางนั้นฟื้นแล้ว ทรงตื่นขึ้นจาการหลับไหล อีกทั้งยังงดงามมากดั่งภาพที่ตนนิมิตเห็น แต่ช่างหน้าเศร้าเมื่อปุรินทร์วโรการณ์และจันทร์มณีขอเวลา ให้สมรสกันโดยการหาวันที่เหมาะสมและมงคลไม่เอาตามวันที่สมเด็จปุริวิสุโธราชทานให้
แต่แค่นี้ก็ดีแล้ว ที่หลานสาวตัวเองนั้นฟื้น มิฉะนั้นพระองค์จะทรงคิดไม่ออกเลยว่าบุตรชายจะเป็ยังไง เพราะจะแต่งสนมนางในก็หาทำได้ เนื่องจากชายาคู่บุญยังมิมี
“อินทรา แม่เข้าไปได้มั้ยลูก”
“เข้ามาเลยพระเ้าข้า"
“เ้าทำอะไรอยู่”
“หม่อมฉันนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยพระเ้าข้า”
“แม่มีสารสำคัญ ว่าถึงการแล้วที่ลูกจะได้สมรสมีชายาสักที ”
“แต่ลูก……..”
“ไม่มีแต่ ลูกรักวัยเ้านั้นสมควรแล้วที่จะมีคู่ครอง พ่อและแม่จะได้สละราชสมบัติ บัลลังก์ให้เ้าสักที”
“ลูกยังมิเคยเห็นว่าที่ชายาลูกเลย ลูกขอเลือกชายาเองไม่ได้หรือพระเ้าค่ะ”
"มิได้ เพราะคู่หมายของเ้านั้น ถูกทำนายไว้ด้วยท่านปู่ั้แ่เด็กแล้วว่าเป็ใคร และพ่อกับแม่ก็ส่งของกำนันไปหมั่นหมายให้เ้าั้แ่นางยังเด็กแล้ว และอีกอย่างตอนนี้นางก็โตเป็สาวสวยงามมิมีใครเทียม
องค์อินทร์เงียบ พยักหน้าตอบพระมารดาไปงั้นๆ แต่จริงๆแล้วใจของพระองค์คัดค้าน สิ่งนี้เป็สิ่งที่พระองค์ทรงคิดหนักมาตลอด สุดท้ายวันนี้ก็มาถึง วันที่เสด็จแม่เดินมาบอกว่าต้องมีชายา
เมื่อเสด็จแม่จากไป สาคร เอก บุญก็เข้ามา องค์อินทร์ก็ปรับทุกข์กับพวกบริวาร ว่าพระองค์นั้นยังลืมสิตาไม่ได้ และคงรักใครอีกไม่เป็จะให้ไปมีคู่ครองอีกคงยากนักที่จะทำใจ
“แต่พระองค์เป็หน่อเนื้อกษัตริย์ พระองค์ต้องมีพระชายะนะพระเ้าข้า”
“เรารู้ แต่เราไม่อยากครองคู่ใครอีกแล้วเข้าใจหรือไม่ เราไม่อยากเจ็บ มันทรมานเหลือเกิน"
“ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็แค่สมรสจัดพิธีตามความเหมาะสม แต่มิใช้ชีวิตเฉกเช่นคู่ครอง”
“ดีเหมือนกัน ขอบใจพวกเ้ามาก”
องค์อินทรา คิดไว้แล้วว่าจะสมรส แต่พระองค์จะไม่ให้ใจใคร แม้จะร่วมใช่ชีวิตด้วยกันก็ตาม