บทที่ สิบสี่
บุรุษร่างสูงะโข้ามกำแพงสูงไปแล้วแต่ยังรั้งห่างไปไม่ไกลโม่เหวินหานไปหลบซ่อนกับองครักษ์ประจำตัวเจียงเจียเฝ้ามองหญิงสาวที่ตนพึ่งผละมานางไม่ได้มีท่าทางจะเที่ยวเล่นอยู่ในเมืองต่อแม้เหมือนจะเป็ครั้งแรกที่หญิงสาวจะมาที่เมืองนี้แต่นางกลับจดจำเส้นทางที่เขาเป็คนนำทางได้อย่างดี
‘นางไม่ใช่สตรีในห้องหอแน่ๆ’ โม่เหวินหานมั่นใจวรยุทธ์นางนับว่าพอจะเข้าสมัครเข้าหน่วยองครักษ์ได้เลยด้วยซ้ำขอได้เจียระไนอีกสักหน่อยสามารถติดตามเป็องครักษ์ประจำตัวให้หญิงสูงศักดิ์ในเมืองหลวงก็ได้นิสัยก็ห้าวหาญกล้ายืนหยัดสู้ต่อความอยุติธรรมตอนอยู่เผ่าซาเฟิงนางต้องได้รับการอบรมเช่นทหารชาญรบเสียมากกว่ามากเสียจนคล้ายถูกอบรมเป็องครักษ์มากกว่าบุตรสาวหัวหน้าเผ่าที่ควรจะเรียนการปกครอง
ระหว่างที่หลิวชิงเซียงไม่รู้ว่ามีคนแอบตามมองอยู่นั้นนางตรงกลับมาที่เส้นทางเดิม ชุดนางกำนัลที่ฝากไว้ที่ต้นไม้ถูกกระทุ้งลงมาสวมทับชุดลำลองตัวในพร้อมมุ่งกลับตำหนักตลอดเส้นทางราบรื่นไม่พบทหารนางกำนัลสักคน อย่าว่าแต่คนเลย ขนาดสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่มีให้เห็นสักตัวอย่างกับว่าเส้นทางถูกถางรอให้นางเดินผ่านจนกลับมาถึงตำหนักที่เป็เรือนนอนของนางกำนัล ชุดที่หยิบยืมมาก็ถูกส่งขึ้นให้เรียบร้อยราบรื่นจนหางคิ้วตากระตุกแต่เมื่อหาจุดผิดไม่ได้หลิวชิงเซียงก็กลับมาเป็หลี่กุ้ยเหรินอีกครั้งนางกลับเข้าตำหนักล้างหน้าและเข้านอน
ด้านชายหนุ่มที่ตามมาส่งจนสตรีของตนหายลับเข้าตำหนักไปตนก็แยกไปเช่นกันโม่เหวินหานยังมีสิ่งที่ต้องทำคืนนี้อยู่อีกคือเตรียมตัวสำหรับพิธีบวงสรวงพรุ่งนี้จึงต้องตรงกลับตำหนักรับพิธีชำระล้างกาย
หลี่ต้ากงที่รอมาค่อนคืนในที่สุดผู้เป็นายก็กลับมาขันทีผู้ใหญ่เช่นเขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก
“รีบเข้าที่สรงน้ำเถอะพ่ะย่ะค่ะ” ไม่รั้งรออีก หลี่ต้ากงพาเ้าแผ่นดินมาปลดอาภรณ์เช่นชาวบ้านออกพร้อมทั้งลอกหน้ากากที่ใช้ปลอมตัวออก ใบหน้าคมคิ้วเข้มแบบเดิมก็ปรากฏออกมาขณะเดียวกันโม่เหวินหานก็กวักมือเรียกเจียงเจียมาพูดคุยระหว่างเปลี่ยนฉลองพระองค์
ระหว่างที่ตัวเขากำลังพูดคุยกับบัณฑิตยากไร้ผู้นั้นแม้จะทำเป็ไม่สนใจแต่โสตประสาทเขาก็ยังได้ยินสิ่งที่หญิงสาวสองคนพูดคุยกับสิ่งหนึ่งที่ฝั่งติดจิตใจมาตลอดทางคือนางให้หญิงสาวโชคร้ายผู้นั้นเรียกตนว่า ‘พี่สาวชิง’ คำนี้อีกแล้วชิงที่เป็คำเดียวกับที่นางเขียนที่วัดฉงหนานคืนก่อน นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ
“เื่จดหมายที่นางส่งคืนนี้ได้มาหรือยัง”
“ได้มาแล้วกระหม่อมตอนนี้กำลังคัดลอกมาก่อนจะนำไปส่งคืน”
“เราอยากเห็นจดหมายนั้นด้วยตัวเองก่อนจะส่งกลับคืน” ไม่ใช่แค่เนื้อหาแต่ลายมือคนเราบอกได้หลายอย่างขอเพียงได้เห็นด้วยตา ลายมือที่เป็ตัวตนแท้ๆของนางไม่ใช่ลายมือที่ถูกเลียนแบบอาจจะทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น
“กระหม่อมจะไปนำมาเดี๋ยวนี้”
องครักษ์หนุ่มหายออกไปสักครู่ก็กลับมาพร้อมกับจดหมายสองฉบับ“ฉบับนี้เป็ฉบับคัดลอกส่วนฉบับนี้เป็ของจริงพ่ะย่ะค่ะ”
โม่เหวินหานรับสารที่หน้าซองเขียนชื่อผู้รับเอาไว้ส่วนนี้บอกว่าส่งถึงเผ่าซาเฟิงและผู้เป็หัวหน้าเผ่า ดูไม่มีอะไรผิดปกติเขาจึงกลางกระดาษที่พับอยู่ออก้าบอกว่าจดหมายฉบับมาจากหลี่เสวี่ยผู้เป็บุตรสาวเนื้อความอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเริ่มจากวันคัดเลือก ‘นางบอกว่าไม่คาดคิดว่าจะได้รับเลือกแต่เมื่อเป็พระประสงค์ก็ไม่อาจจะขัดได้ แต่อย่างไรอยู่ที่นี้ก็ไม่ลำบากขอเพียงรักษาร่างกายเอาไว้วันหนึ่งอาจจะได้พบกัน’หากสรุปเนื้อความดูผิวเผินไม่มีอะไร
แต่สิ่งนี้มีจุดน่าสงสัยหนึ่งคือถ้าจะเขียนแค่นี้ทำไมไม่ส่งผ่านกรมวังปกติจุดที่สองหน้าสารบอกว่าถึงหัวหน้าเผ่าซึ่งเป็บิดานางแต่เนื้อความไม่เอ่ยถึง ‘พ่อ’ สักคำ จุดที่สามคือเมื่อได้เห็นลายเส้นมากมายก็ยิ่งมั่นใจนางไม่ใช่คนที่มักจะจับพู่กันลายเส้นจึงไม่นุ่มนวลเน้นที่ความคมหนักแน่นเสียมากกว่าซึ่งให้เดาคือนางคงจะจับกระบี่ฝึกดาบอย่างหนัก
“คนที่เ้าส่งไปสืบที่เผ่าซาเฟิง กำชับไปว่าให้หาว่ามีหญิงสาวรอบตัวผู้นำเผ่าอีกหรือไม่นอกจากหลี่เสวี่ยบุตรสาวแล้วมีใครอีก เน้นที่เชี่ยวชาญวรยุทธ์”
เผ่าซาเฟิงเวลานี้มีผู้นำคือหลี่เจี๋ยซงซึ่งมีบุตรสาวคนเดียวคือหลี่เสวี่ยแต่ข้อมูลอื่นๆ เขาไม่รู้ เผ่าซาเฟิงเป็เผ่าเล็กกลางทะเลทรายจึงไม่ค่อยมีข้อมูลเล็ดลอดออกมาเท่าไรแต่ระบบปกครองที่รู้มาเป็ได้ทั้งชายและหญิงถึงไม่ใช่ทายาทก็สามารถปกครองเผ่าได้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมแต่เป็ผู้นำจะไม่เน้นสอนวิชาการปกครองให้บุตรสาวเลยก็ไม่ควรอย่างไรก็ต้องหวังให้ลูกตัวเองรับ่ต่อบ้าง รู้แค่กระบี่เชี่ยวชาญต่อสู้เหมาะกับองครักษ์หรือแม่ทัพ
โม่เหวินหานสั่งการเสร็จก็พับจดหมายกลับคืนเก็บไว้เพียงฉบับคัดลอกเท่านั้นเขาต้องรู้เื่ที่นางปิดบังนี้ให้ได้เพื่อตัวนางเองวังหลวงเป็สถานที่อันตรายไม่ว่าเื่อะไรก็เอาชีวิตกันได้แต่เื่ต่อให้จะร้ายแรงเท่าไรถ้าเขารู้ก่อนก็สามารถตั้งรับได้ทั้งห้ามไม่ให้ตกไปอยู่ในมือผู้อื่นใช้เป็เื่ต่อรองอีกด้วยไม่ว่าความลับจะคืออะไรข้าก็จะช่วยปิดข้าจะรับทุกคันศรที่พุ่งมาทุกคมดาบที่ปองร้ายเ้าให้เอง
รุ่งอรุณแห่งพิธีบวงสรวงมาถึง
ท้องฟ้ายามเช้ายังปกคลุมด้วยม่านหมอกบรรยากาศรอบลานพิธีเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของผู้คนที่มาชุมนุม ขุนนางข้าราชการ และทหารรักษาพระองค์เข้าแถวเป็ระเบียบเรียบร้อย ทุกคนสวมอาภรณ์เต็มยศสะท้อนแสงตะวันแรกของวันด้วยอาภรณ์หลากสีของตำแหน่งแห่งอำนาจธงราชลัญจกรปักเรียงรายทั่วลาน ลายัทองบนพื้นพรมทอดยาวไปจนถึงแท่นบวงสรวงอันสูงตระหง่าน
เสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นสามครั้งแสดงถึงการเริ่มต้นพิธีเครื่องดนตรีของราชสำนักบรรเลงบทเพลงโบราณเสียงขลุ่ยผสานกับพิณและกลองดังขึ้นอย่างเป็จังหวะพร้อมการเสด็จมาถึงของเ้าแผ่นดิน
ประตูพระตำหนักเปิดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงสง่าของฮ่องเต้ผู้ทรงอำนาจ พระองค์ทรงฉลองพระองค์สีดำปักไหมทองลวดลายัห้ากรงเล็บลอยเด่นเหนือผืนแพร แสดงถึงบารมีเหนือใต้หล้าพระพักตร์ของพระองค์สงบนิ่งทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ไม่อาจมีผู้ใดลบล้าง
เมื่อฮ่องเต้เสด็จขึ้นสู่แท่นพิธีบรรยากาศรอบด้านกลับยิ่งเงียบสงัด ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คุกเข่าลงแนบพื้นข้าราชบริพารและขุนนางฝ่ายบุ๋นต่างก้มศีรษะต่ำขณะที่ทหารองครักษ์ค้อมตัวอย่างเคารพ
บุรุษครองบัลลังก์ัขึ้นสู่ลานพิธีก่อนคุกเข่าลงกลางผืนแผ่นดินดวงเนตรทอดมองไปยังขอบฟ้าที่มีแสงรำไร จากนั้นยกพระหัตถ์ประสานเหนือพระอุระแสดงถึงการเชื่อมโยงกับ์และแผ่นดิน
“ข้าขอคารวะฟ้าดินขอให้ราษฎรใต้หล้าอยู่ร่มเย็นเป็สุข ขอให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ฤดูกาลเป็ไปตามครรลอง ภัยพิบัติถูกขจัด ข้าจักปกครองโดยยึดมั่นในคุณธรรม” สุรเสียงหนักแน่นของพระองค์ก้องกังวานไปทั่วลานพิธีทุกผู้คนก้มศีรษะคารวะตาม ทหารและขุนนางะโรับพระราชโองการ
“ถวายพระพรฝ่าาขอใต้หล้าอยู่เย็นเป็สุข ขอราชวงศ์ยั่งยืนตลอดกาล!” เสียงกึกก้องดังกระหึ่มก้องทั่วอาณาเขตนกที่เกาะอยู่บนยอดไม้ต่างบินว่อนขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับ์เองก็กำลังรับฟังคำอธิษฐาน
เมื่อคำอธิษฐานต่อแผ่นดินเสร็จสิ้นพิธีถวายเครื่องสังเวยก็เริ่มขึ้น ขุนนางฝ่ายพิธีการเคลื่อนตัวไปยังแท่นบูชาจัดเตรียมสำรับเครื่องสังเวยอย่างประณีต รอฮ่องเต้ทรงก้าวขึ้นแท่นบูชาเมื่อถึงพระหัตถ์ยกจอกสุราหยกที่ขันทีถวายขึ้นสูงเหนือพระเศียรก่อนจะหลับพระเนตรลงชั่วครู่ จากนั้นทรงเทสุราลงบนแท่นบูชาเสียงหยดสุรากระทบหินดังแ่เบา
“ข้าถวายสุรานี้แด่์และแผ่นดินขอใต้หล้าไร้ซึ่งเภทภัย”
จากนั้นพระองค์ทรงหยิบเมล็ดข้าวสาลีในถาดทองคำโปรยไปในอากาศเบื้องหน้า สื่อถึงคำอธิษฐานให้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์
ขณะเดียวกันขุนนางผู้ร่วมพิธีก็ถวายคารวะและวางเครื่องสังเวยลงทีละชิ้นขณะที่กลิ่นเครื่องหอมกำจายไปทั่วลานพิธี เปลวไฟในกระถางกำยานลุกไหวไปตามสายลม
เมื่อพิธีถวายเครื่องสังเวยกลางลานพิธีเสร็จสิ้นก็ตามด้วยการคารวะสี่ทิศผ่านได้นับชั่วยามพิธีเช้าก็จบลง เสียงกลองศักดิ์สิทธิ์จึงดังขึ้นอีกครั้งเป็สัญญาณว่า์ได้รับคำถวายแล้ว ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรท้องฟ้าอย่างสงบนานชั่วครู่ก่อนจะเสด็จลงจากแท่นพิธี
จากนั้นเป็การแปรขบวนสู่พิธีแห่ขบวนเสด็จใน่กลางวันขุนนางชั้นสูงถอยไปจัดแถวเพื่อเตรียมเคลื่อนขบวนนักดนตรีเริ่มบรรเลงบทเพลงมงคลอีกครั้ง ทหารราชองครักษ์เดินเรียงแถวเคียงคู่ราชรถทองคำของฮ่องเต้
เมื่อฮ่องเต้เสด็จขึ้นประทับบนราชรถขุนนางฝ่ายพิธีการจึงประกาศเสียงดัง
“ขบวนแห่เสด็จ เริ่มเคลื่อนขบวน!”
เสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้งก่อนขบวนเริ่มเคลื่อนตัวลงจากเขากลองศึกและแตรเป่าดังไปทั่ว ผืนธงทองโบกสะบัดรับสายลมบรรยากาศสง่างามสมพระเกียรติและเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงสุดกลางฟ้า ขบวนแห่เสด็จเริ่มเคลื่อนขบวนฮ่องเต้ทรงประทับอยู่บนราชรถทองคำลวดลายัล้ำค่า รายล้อมด้วยทหารราชองครักษ์ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เดินนำขบวน ตามด้วยขบวนธง และเหล่านางขับขานบทเพลงถวายพระพร
ขบวนค่อยๆ เคลื่อนลงจากมณฑลพิธีบนยอดเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยราษฎรที่มาเฝ้าชมต่างคุกเข่าก้มศีรษะถวายบังคม เสียงกลองศึกและแตรเขาสัตว์ดังกังวาน ผู้เป็เ้าแผ่นดินทอดพระเนตรมองผู้คนจนขบวนเสร็จวนรอบเขาครบรอบก็บ่ายแก่พอดีขบวนเสด็จกลับขึ้นตำหนักพิธี
ในตำหนักปีกตะวันออกสตรีที่ตามเสร็จทั้งห้าต้องเข้าร่วมพิธีใน่เย็นที่เป็พิธีเซ่นไหว้บรรพชนเมื่อ่กลางวันหลิวชิงเซียงก็ถูกอิงหลานฟ่านหรูจับมาแต่งองค์ทรงเครื่องเกือบชั่วยามแล้วยังแต่งตัวไม่เสร็จเลย
“พอแล้วฟ่านหรูถ้าเ้าเต็มแป้งอีกข้าคงแสดงงิ้วได้” หญิงสาวยึดข้อมือนางกำนัลข้างกายไว้ไม่ให้ลงแป้งเพิ่มอีกชั้น
“แต่นี้เป็พิธีแรกที่หลี่กุ้ยเหรินจะได้เข้าร่วมนะเพคะเหล่าข้าราชบริพารต้องจับจ้องพระสนมเป็ตาเดียวแน่”
“ใช่ๆก็พิธีบวงสรวงนี้มีหลี่กุ้ยเหรินผู้เป็นายของหม่อมฉันคนเดียวถึงไม่ได้ผูกปลายผ้าแต่เป็สนมติดตามเชียวนะ ให้ฟ่านหรูเต็มแป้งอีกเถอะเพคะ”
“ไม่เอาแล้วเต็มอีกข้าอ้าปากไม่ได้แน่เพราะแป้งหนาเกิน”
สองนางกำนัลเมื่อเห็นว่าโน้มนาวใจไม่สำเร็จก็ถอนหายใจพอดีกับที่ด้านนอกมีเสียงดังขึ้น “หลี่กุ้ยเหรินรับพระราชทาน”
หลิวชิงเซียงมองคนสนิทอย่างงุนงงเวลานี้ยังจะมีของพระราชทานมาอีกหรือหญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วรีบก้าวออกไปรับของพระราชทานหลังขบวนขันทีทำหน้าที่เสร็จก็เดินจากไป ของที่อยู่ในมือไม่ใช่อะไรน่าแปลกใจเหมือนจะเป็อาภรณ์ชุดหนึ่งที่ถูกพับเอาไว้
สังเกตดูดีๆชุดนี้งานปักละเอียดมากมีมุกถูกปักเข้ากับชุดหลายเม็ดจนนับไม่ไหวพอรู้ถึงมูลค่าหลิวชิงเซียงเริ่มเกิดอาการมือสั่นชุดในมือเกือบจะหลุดร่วง
“พระสนมระวังเพคะ” อิงหลานที่ช่วยเข้ามาประคองชุดทำให้นางได้จังหวะยัดเผือกร้อนใส่มือนางกำนัลคนสนิทชุดแพงขนาดนี้นางถือไม่ไหวหรอก
“อิงหลานเ้ารีบเอาไปเก็บเลยเดี๋ยวข้าจะทำชุดพัง” หลิวชิงเซียงโบกมือไล่ให้เอาชุดนี้ไปไกลๆ
แต่นางกำนัลอีกคนกลับดึงรั้งเพื่อนไว้“เดี๋ยวก่อนหรือว่าฝ่าาจะให้นี่จะเป็ชุดเข้าร่วมพิธี?” คำถามของฟ่านหรูถูกส่งออกไปแต่ผู้รับกลับขมวดคิ้วพันเป็ปมก่อนจะถอนหายใจ
เมื่อถึงยามพิธีบวงสรวงยามสนธยา
แสงอาทิตย์สีทองอ่อนรินไหลลงสู่ขอบฟ้าท้องนภาระบายด้วยสีส้มอมแดงเส้นขอบฟ้าตัดกับเงาเขาสูงดุจภาพวาดหมึกจีนพร้อมเสียงฆ้องดังขึ้นสามครั้งเป็สัญญาณว่าพิธีบวงสรวงบรรพชนกำลังเริ่มต้นขึ้น
บนแท่นบวงสรวงพิธีปรากฏเป็บุรุษสูงสง่าฉลองพระองค์ในยามนี้เป็สีทอง บ่าและชายแขนกว้างคล้ายปีกพญาัผ้าคลุมไหล่สีทองยาวลากไปกับพื้นดุจเปลวเพลิง์
พอลมยามเย็นพัดแ่พัดชายฉลองพระองค์ให้ไหวพลิ้วเป็จังหวะราวกับผืนฟ้ากำลังเคารพสักการะขุนนางทั้งหลายยืนเรียงเป็แนวระเบียบ พร้อมกันนั้นหญิงสาวผู้หนึ่งในฉลองพระองค์สีขาวสลับดิ้นเงินก้าวขึ้นสู่แท่นพิธี
นางคือองค์หญิงเล่อเยว่ธิดาแห่งองค์จักรพรรดิพระองค์ก่อน..กวงเหิงฮ่องเต้นางยังคงเป็ผู้รับหน้าที่ถวายจอกสุราแด่บรรพชนร่างอรชรในชุดสีขาวสะอาดตาปักลายดอกบัวมงคลด้วยไหมเงินเส้นผมดำขลับถูกรวบขึ้นสูงประดับด้วยปิ่นหยกงาม ในมือถือจอกสุราหยกแท้เดินขึ้นบันไดช้าๆอย่างสำรวมเมื่อมาถึงเบื้องหน้าผู้นำพิธีนางย่อตัวลงอย่างอ่อนช้อยก่อนยื่นจอกสุราขึ้นเหนือศีรษะ
“ขอพระองค์โปรดรับจอกสุรานี้เพื่อน้อมถวายแด่บรรพชนแห่งราชวงศ์”
ฮ่องเต้รับจอกสุราด้วยพระหัตถ์ก่อนยกขึ้นเหนือเศียรสุราสีอำพันในจอกหยกสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ลาลับ ก่อนที่พระองค์จะเทสุราลงบนแท่นบูชาเปลวไฟในกระถางกำยานลุกวูบขึ้นสูง ส่งให้กับดวงิญญาแห่งบรรพชนรับรู้ถึงพิธีกรรม
จากนั้นองค์หญิงเล่อเยว่จึงหยิบผ้าผืนยาวส่งให้อีกครั้งบุรุษชุดสีทองรับมาแล้วเดินไปยังเสาบรรพชน ผ้าสีขาวบริสุทธิ์ปักลายเมฆทองปลายข้างหนึ่งถูกผูกที่เสาบรรพชน้าส่วนปลายอีกข้างเป็องค์หญิงเล่อเยว่ดึงลงมาเสาต้นเล็กที่เชิงบันได นางค่อย ๆผูกปลายผ้าลงบนเสาอย่างตั้งใจเป็สัญลักษณ์แห่งการเชื่อมโยงอดีตปัจจุบันและอนาคตของราชวงศ์แล้วเดินมารวมตัวกับสตรีวังหลังที่ติดตามมาพิธีบวงสรวงครั้งนี้
ที่เบื้องล่างแท่นพิธีแห่งนี้มีเหล่าสตรีจากวังหลังยืนอยู่ในกลุ่มนั้นก็มีหลิวชิงเซียงอยู่ด้วย นางสวมอาภรณ์สีขาวดุจหิมะบางเบาปักลายเมฆด้วยเส้นไหมเงินอย่างประณีตแทรกด้วยไข่มุกนวลเม็ดงามเสริมให้ดูเรียบง่ายและบริสุทธิ์ราวกับหิมะแรกของฤดูหนาวท่ามกลางคิมหันต์
หลิวชิงเซียงไม่เคยได้เข้าร่วมพิธีที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาก่อนยิ่งมองก็ยิ่งรู้ตื่นเต้นตระการตาพอมองขึ้นไปก็เห็นแสงทองของอาทิตย์ตกดินสาดส่องลงมายังแท่นพิธี รัศมีส่องประกายทองทาบพระวรกายที่ฉลองพระองค์สีทองไว้เสมือนร่างหนึ่งของเซียน์ทุกอากัปกิริยาของพระองค์ดูสมบูรณ์แบบจนยากจะถอนสายตาภาพตรงหน้าตรึงนางเอาไว้จนเผลอมองเนิ่นนานหลิวชิงเซียงหลงอยู่ในภวังค์อย่างไม่รู้ตัวดวงตาสีเข้มของนางสะท้อนภาพของบุรุษ้าราวกับต้องมนตร์ความสง่าผ่าเผยของฮ่องเต้ในยามนี้ทำให้นางรู้สึกราวกับโลกทั้งใบหลอมละลายไปกับแสงอาทิตย์อัสดง
จนจู่ๆดวงเนตรคมเข้มของฮ่องเต้พลันเหลือบลงมาที่นางสายพระเนตรทรงอำนาจสบเข้ากับั์ตาคู่งามด้วยความหลงใหล ชั่วขณะนั้นเองหลิวชิงเซียงพลันรู้สึกตัวว่าตนเองมองคนผู้นี้นานเกินไป ใบหน้าของนางร้อนผ่าวรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว หัวใจเต้นแรงจนต้องกุมมือแน่นรู้สึกว่าทุกผู้คนรอบกายพลันจางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกที่กำลังพลุ่งพล่าน
แม้อีกฝ่ายจะหันหน้าหนีแล้วแต่ทว่าดวงเนตรลึกล้ำของโม่เหวินหานยังคงทอดมองมายังนางเขาเพียงเหยียดยิ้มจางๆ ที่มุมโอษฐ์ก่อนหันกลับไปยังแท่นบูชาอีกครั้ง
ด้านหลิวชิงเซียงพอเจอเหตุการณ์เมื่อครู่ก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีกทำได้เพียงก้มมองเชิงบันไดแท่นพิธี หากแต่ในสมองกลับฉายภาพบางสิ่งอย่างเลือนรางในความคิด คับคล้ายคับคลาว่านางเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาก่อน เหตุการณ์ที่ผ่านมานานจนยากจะหวนคืน