ทั้งคนและขนาดกว้างใหญ่กว่าที่คิด นี่คือสิ่งแรกที่นิกซ์คิดหลังจากได้มาเห็นโฉมห้องสมุดในโรงเรียนเวทมนตร์อวาลอนเป็ครั้งแรก ดูเผินๆอาจจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่าตัวปราสาทเลยด้วยซ้ำ แต่เพราะเวทมนตร์ที่ทำงานดั่งมิติพิเศษ ทำให้ขนาดที่ใหญ่โตของห้องสมุดไม่ใช่ปัญหาใหญ่หากจะยัดเข้าไปในส่วนใดส่วนหนึ่งของตัวปราสาท
ตู้หนังสือเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ริมตู้ล้วนมีป้ายบอกหมวดหมู่อย่างชัดเจน มองไปตรงกลางก็พบกับนาฬิกาขนาดใหญ่ที่คอยบอกเวลาให้กับคนในห้องสมุด ซึ่งแน่นอนว่าทำงานด้วยเวทมนตร์ หนังสือหลากหลายชนิดร้อยเรียงอยู่บนอากาศราวกับสะพานแห่งดวงดาวที่มองไม่เห็น อีกทั้งเมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปก็พบว่าห้องสมุดอวาลอนไม่ได้มีเพียงชั้นเดียว แต่จำนวนชั้นที่แท้จริงจะมีเท่าไหร่นั้น พวกเขาคงต้องหาคำตอบกันเอาเอง
“คนเยอะกว่าที่คิดนะครับ” นิกซ์พึมพำขึ้นมาเบาๆ หลังจากก้าวเท้าเข้ามาในห้องสมุดพร้อมๆกับเพื่อนที่ยืนอยู่ด้านข้าง ซึ่งเอาแต่อมยิ้มไปมาไม่พูดอะไร ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปยังขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ทรงคุณค่ามากที่สุดในทวีปไอช่า
ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อนคงจะนึกว่ามันหยิ่ง
ความจริงแล้วก็แค่คาดไม่ถึงแต่อุบเงียบเอาไว้
ความรู้ถือเป็อาวุธชิ้นสำคัญในไอช่าไม่แตกต่างไปจากเวทมนตร์ โดยเฉพาะควารมรู้ทางด้านเวทมนตร์ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ย่อมเกิดผลดีกับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เมืองทุกเมืองในไอช่าต่างมีหอสมุดคอยประจำการอยู่อย่างน้อยเมืองละหนึ่งแห่ง อีกทั้งในตัวเมืองหลวงเองยังมีถึงห้าแห่ง สี่แห่งแรกกระจายกันอยู่ตามเขตการปกครองทั้งสี่ ส่วนแห่งสุดท้ายก็คือหอสมุดที่พวกอารันกำลังยืนเหยียบอยู่
อย่างไรก็ตามก็ไม่มีหอสมุดแห่งไหนจะรวบรวมความรู้ไว้เท่าหอสมุดแห่งนี้ ซึ่งเป็ร่ำลือกันมานานแสนนาน ว่าหนังสือในโรงเรียนอวาลอนมีมากพอๆกับดาวบนฟ้ายามราตรี เป็หนึ่งในสาเหตุที่ใครต่อใครอยากจะเข้ามาเรียนยังโรงเรียนเวทมนตร์แห่งนี้ให้ได้ซักครั้งในชีวิต เพราะปกติแล้วถ้าไม่ใช่นักเรียนหรือผู้ที่ได้รับอนุญาติจากอาจารย์ใหญ่ ต่อให้มีอำนาจล้นฟ้ามากแค่ไหนก็เข้ามาเหยียบอาณาเขตของโรงเรียนไม่ได้
ถ้าเกิดหลงขึ้นมาคงไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน
อารันคิดในใจพลางสาดส่องสายตามองไปรอบๆเผื่อจะมีคนรู้จักหรือเพื่อนร่วมชั้นบ้าง แต่ดูท่าขนาดที่ที่กว้างใหญ่เกินไปของห้องสมุดกลับกลายเป็อุปสรรคชิ้นสำคัญ เพราะตอนนี้เขายังไม่เห็นใครซักคนที่พอจะเข้าไปคุยด้วยได้อย่างไม่เคอะเขิน จะพูดให้ถูกก็คือถ้าในตอนนี้มีโนอาห์ยืนอยู่กับพวกเขาด้วย เื่พรรค์นั้นคงง่ายดายกว่านี้ขึ้นเยอะ
นักเรียนใหม่ทั้งสองแหงนหน้ามองซ้ายขวา ไม่รู้ว่าสมควรที่จะเดินไปทางไหนดี ในตอนแรกพวกเขาก็ใช่ว่าจะมีธุระอะไรกับห้องสมุดแห่งนี้มากนัก จะมาหรือไม่มาก็มีค่าเท่ากัน ที่มาก็เพราะโนอาห์ออกปากชวน แต่พอได้มาเหยียบสถานที่จริง หัวสมองเ้ากรรมก็ดันมี้าหลายสิ่งหลายอย่างจนสองมือและสองเท้าเลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหน
ในขณะนั้นเอง เสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
“ข้าช่วยได้พวกเ้าได้นะ” เ้าของเสียงที่ดูแฝงความขี้เล่นเอาไว้ในทุกคำของประโยคเอ่ยขึ้นมาจากข้างหลังของชายหนุ่มทั้งสอง จนพวกเขาต้องหันกลับมามองหาเ้าของเสียงคนดังกล่าว
ผู้ชายหน้าตาดีผิดกับเสื้อผ้าซอมซ่อของเ้าตัว อายุดูเหมือนยังไม่ถึงเลขสามสิบ ผมสีขาวถูกปล่อยสยายจนยาวถึงกลางหลัง ดวงตาคมเรียวสีฟ้าที่ดูราวกับจะมองได้เห็นทุกสรรพสิ่ง ริมฝีปากและจมูกที่ได้รูป ร่างกายสมส่วนรับกับส่วนสูงจนดูดีขึ้นมาทันตา แต่สิ่งที่ดูจะสะดุดตาพวกเขามากที่สุดก็เห็นจะเป็ป้ายชื่อที่ติดอยู่บนอกเสื้ออันซอมซ่อของเ้าตัว
บรรณารักษ์ ป้ายชื่อดังกล่าวเขียนเอาไว้เช่นนั้น
“คำตอบของพวกเ้าคือความเงียบงั้นสิ” ชายหนุ่มผมขาวเลิกคิ้วขึ้น เผยรอยยิ้มเล็กน้อยให้ดูเป็มิตรมากกว่าเดิม ทว่าสายตาของนักเรียนสองคนที่มองตรงมาที่เขาก็ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ผู้ชายร่างเล็กยังคงทำตัวไม่ถูก
ส่วนผู้ชายหน้าสวยเอาแต่หรี่ตามองเขาอยู่ท่าเดียว
“คุณคือ..” นิกซ์ตอบไม่ตรงคำถามที่ชายคนนั้น้า ไพล่ไปเื่อื่นที่ตน้ารู้ยิ่งกว่า จนลืมนึกไปเลยว่าฐานะของชายผมขาวก็สลักอยู่ป้ายชื่อ
ป้ายชื่อที่ไม่ได้มีไว้บอกชื่อ
“ข้าชื่อมาริน เป็บรรณารักษ์ของที่นี่ หาก้าหนังสือเล่มไหนล่ะก็บอกข้ามาได้เลย” คนที่ชื่อว่ามารินพูด พลางผายมือออกไปโดยรอบหวังว่าจะให้นิกซ์และอารันรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น แต่ผลที่ได้ก็คือเงียบกริบ
“พิธีกรรม” อารันถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับหยั่งเชิง
“เวทมนตร์สายพิธีกรรมใช่ไหม นู่นเลย ตรงไปที่ลิฟต์แล้วกดไปชั้นห้าแถวๆโซนแรกก็คงจะเจอ” มารินชี้ไปยังทิศทางที่มีลิฟต์เวทมนตร์ตั้งอยู่ ซึ่งลิฟต์พวกนี้มีด้วยกันทั้งสิ้นสามแห่ง หลักการทำงานของคล้ายคลึงกับบันได แต่สะดวกสบายกว่าตรงที่ไม่ต้องเดินเอง เพียงแค่เลือกชั้นที่้าก็สามารถขึ้นหรือลงไปยังชั้นที่จะไปได้อย่างง่ายดาย
“การเล่นแร่แปรธาตุน่ะครับ” นิกซ์เกาหัวแกรกๆพลางตอบ หลังจากเห็นว่าอารันได้นำหน้าตนไปก้าวหนึ่งแล้ว จะให้เขานิ่งเงียบอยู่คนเดียวก็กระไรอยู่ แถมเื่พิธีกรรมยังเป็เื่ที่เขาไม่้าจะรู้ในตอนนี้ ขืนตามติดไปกับอารันด้วยก็คงจะได้แต่ยืนมองอยู่ท่าเดียว
“หายากจริงๆ...นานมากแล้วที่ไม่มีเด็กหนุ่มเช่นเ้าสนใจในศาสตร์เล่นแร่แปรธาตุ ตรงไปอีกหน่อย มองบริเวณทางขวาให้ดี แล้วเ้าจะรู้เอง” บรรณารักษ์ของห้องสมุดแนะนำมาง่ายๆ จนนิกซ์ยังไม่อยากจะแน่ใจว่าทางที่มารินแนะนำมานั้นถูก
หลังจากนั้นทั้งสองก็ได้เดินจากไปตามทิศทางที่มารินได้บอกมา
คงเหลือเพียงบรรณารักษ์ที่ยืนยิ้มละไมอยู่คนเดียว
เ้าบรรณารักษ์ที่ชื่อมารินนั้นบอกทางผิดหรือเราหลงทาง เสียงในใจของพ่อค้าหัวเขียวนายหนึ่งดังก้องไปมาอยู่ในหัว การสาละวนเดินไปมาเป็เื่น่าเบื่อกว่าที่เขาคิด ขนาดที่กว้างใหญ่ทำให้ตู้หนังสือมีมากตาม ซ้ำร้ายชั้นแห่งนี้จำนวนนักเรียนยังมีน้อยซะยิ่งกว่าน้อย อารันสาบานได้ว่าเขาเจอนักเรียนปีสองแค่คนเดียวตอนออกจากลิฟต์ หลังจากนั้นแม้แต่ผีซักตัวก็ยังไม่โผล่มาให้เห็น
แต่จะให้เดินไปเรื่อยๆก็เกรงว่าจะเสียเวลาเกินไป
“จะว่าไป...โซนแรกนี่มันโซนไหนกันล่ะ” อารันพึมพำกับตัวเองเบาๆ ลืมไปเสียสนิทว่าเขาเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าห้องสมุดแห่งนี้จัดแบ่งโซนกันยังไง จะบอกให้ถามคนระหว่างทางก็ยิ่งเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ เพราะนอกจากเขาแล้วดูเหมือนว่าบริเวณนี้ยังไม่มีใครอยู่เสียด้วยสิ
ในระหว่างที่กำลังเดินมองซ้ายมองขวาหาตัวช่วยนำทางอยู่นั้น ดวงตาสีฟ้าก็พลันไปสบกับหญิงสาวคนหนึ่งเข้า นัยต์ตาสีฟ้ากระตุกไปมาเหมือนกับของแปลก ถ้าจำไม่ผิดคนที่เขากำลังมองก็คือหนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นปีหนึ่งหอซูซาคุ แม้รูปร่างภายนอกจะไม่มีอะไรโดดเด่น แต่เพราะในหอปีหนึ่งของพวกเขาดันมีนักเรียนหญิงเพียงห้าคน ต่อให้ไม่อยากจำก็ยังจำหน้าได้
ถูกต้อง นักเรียนหญิง
เฟียน่า สเตโน่ สตรีที่โนอาห์ขนานนามว่าเข้าถึงยากยิ่งกว่ายูกิเสียอีก
ในด้านภาครวมนับว่ายังขาดเสน่ห์สำหรับลูกผู้หญิงไปหลายขุม แต่ถ้าถามเื่ความลึกลับแล้วล่ะก็ อารันเองยังต้องยอมรับในเื่นี้เช่นเดียวกับโนอาห์อย่างอดไม่ได้ นานทีปีหนจะเห็นหนึ่งครั้ง ที่สำคัญเธอคนนี้ดันไปร่วมห้องนอนกับเลฟิเอ้ เวียร์ร่า ราชนิกูลสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากราชวงศ์คัลเดีย ถึงแม้ว่าสายเืที่ว่าจะเจือจางไปมากแล้วก็ตาม ยิ่งทำให้ตัวตนของเฟียน่าโดนกลบไปจนแทบมองไม่เห็น
แต่ตัวเขากลับมองว่าผู้หญิงคนนี้มีดีกว่าที่ใครต่อใครคิด
อารันยิ้มกริ่มจนดูแปลกตา ย่างก้าวเท้าไปหาเฟียน่าด้วยรอยยิ้ม สองมือพักไว้ที่หลังดุจท่วงท่าของนักปราชญ์ ใบหน้าเปี่ยมล้นด้วยความมั่นใจอย่างเป็ที่สุด ในตอนแรกหวังไว้เพียงจะหาคนถามทางเป็อันต้องยกเลิกไปโดยปริยาย ในเมื่อการพูดคุยกับสาวน้อยตรงหน้าดูท่าจะน่าสนใจกว่าตั้งเยอะ หรือพูดให้ถูกก็คือเขาอยากลองพิสูจน์ข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างที่กำลังปรากฏอยู่ภายในหัว
ก็ลองดูว่าวาทะศิลป์ของเขากับกำแพงของเธอใครกันจะเป็ฝ่ายชนะ
“อะไรกันๆ บังเอิญจังนะที่ได้เจอกันในที่แบบนี้” อารันเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ระยะห่างระหว่างเขากับเธอห่างกันไม่มาก จนกลายเป็ว่าในตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ข้างๆเธอได้ใกล้ชิดซะจนน่าหวาดเสียว ดวงหน้าหวานชะเง้อมองลงมาใกล้ๆราวกับจะดูให้ชัดๆ
หญิงสาวยังคงนิ่งเฉย พลิกหน้ากระดาษไปหน้าต่อไปไม่สนใจเสียงของอารันแม้แต่น้อย ฝ่ายชายได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ เอาเข้าจริงในตอนแรกเขาก็ไม่ได้เข้าไปคุยกับเฟียน่าแต่ไหนแต่ไร การทักทายแบบนั้นก็ดูจะผิดลักษณะที่ควรจะทำไปเสียหน่อย แต่ว่าก็ทำให้เขาได้รับรู้ความจริงบางอย่างโดยไม่ได้ตั้งใจ
กำแพงของเธอหนากว่าที่เขาคิด
“เวทมนตร์สายมายาเป็หนึ่งในเวทมนตร์ที่หาผู้ใช้ยากที่สุดสายหนึ่ง ถูกดัดแปลงมาจากเวทมนตร์สายมิติ แต่อานุภาพและการใช้ไม่เหมือนกันเลยซักนิด ว่ากันว่ามหาเวทย์ขั้นสูงสุดของเวทมนตร์สายมายาทำได้แม้กระทั่งปลอมแปลงโลกทั้งใบ แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีจอมเวทท่านไหนบรรลุไปถึงขั้นนั้น หรือถึงมีก็ไม่มีการบันทึกเอาไว้” ชายหนุ่มเลือกที่จะงัดเหยื่อออกมาล่อ ยังไงก็ดีความรู้ในเื่เวทมนตร์ของเขาไม่เป็สองรองใครในชั้นปีอยู่แล้ว และด้วยลักษณะของเฟียน่าที่ส่อไปในทางเด็กสาวคงแก่เรียนเข้าขั้นหนัก เจอของแบบนี้เข้าไปถ้าไม่สนใจก็คงจะเป็ใบ้ไม่ก็หูหนวก
แน่นอนเป็ที่สุดว่าอารันทำสำเร็จ
เฟียน่าเงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือเล่มหนาที่กำลังอ่านอยู่ช้าๆ หญิงสาวผมสีสั้นสีดำ แววตาสีเขียวปนฟ้าซึ่งมีแว่นตากรอบดำมาบดบังเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ดวงหน้าหวานจนเรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าน่ารัก แต่ก็ยังถือว่าเทียบชั้นไม่ได้หากนำไปเทียบกับผู้หญิงคนอื่นๆในชั้นปี บัดนี้เธอคนนั้นกำลังจ้องมองมาที่เขาด้วยความรู้สึกบางอย่าง
“นาย...” น้ำเสียงที่เบาจนแทบจะไม่ได้ยินถ้าบริเวณนั้นไม่เงียบถึงขนาดที่ว่ามีแค่อารันและเฟียน่าอยู่กันสองคน เธอเอ่ยถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยอย่างเคยราวกับว่าถูกสตาฟเอาไว้อย่างนั้น
“อารัน อลันเทียร์ เราสองคนรู้จักกันมาแล้วในคาบแนะนำตัว” ชายหนุ่มถือโอกาสนี้นั่งในเก้าอี้ตรงข้ามเธอ สองมือชั่นไว้กับโต๊ะ ใบหน้าเผยรอยยิ้มจางๆ ยกการรู้จักที่ไม่น่าจะเรียกได้เต็มปากเต็มคำขึ้นมาอ้างอย่างหน้าตาเฉย
“คนที่เหมือนผู้หญิง” เฟียน่ากล่าวประโยคสั้นๆด้วยสีหน้าแบบเดิม ก่อนจะหันไปสนใจหนังสือตรงหน้ามากกว่าชายหนุ่มที่ตอนนี้กำลังยิ้มเจื่อน ใครต่อใครก็พูดกันแบบนั้นจริงๆ มากซะจนอารันเองอยากให้คำพูดเ่าั้เป็เพียงเสียงนกเสียงกา
“แต่เธอเองก็ไม่เหมือนใครไม่ใช่หรือไง” อารันเลิกคิ้วถาม กระตุกรอยยิ้มนิดๆราวกับท้าทาย และมันก็ได้ผลอีกครั้ง เฟียน่าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารันตรงๆ และทันใดนั้นเอง บริเวณนั้นราวกับถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ จนกระทั่งเฟียน่าเป็ฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“นาย้าอะไร” ปากเล็กๆพึมพำเบาๆ น้ำเสียงเดาไม่ออกว่ากำลังรู้สึกอะไรอยู่
“แน่นอนว่าเธอเองก็ตาม” อารันยิ้มตอบ
หลังจากนั้นคนทั้งคู่ต่างรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
เพราะเื่ที่อารันเล่ามันน่าสนใจเกินกว่าที่จะหยุดฟังได้เพียงชั่วอึดใจจริงๆ
อีกด้านหนึ่งของห้องสมุด มุมที่ไกลออกไปจากผู้คน โนอาห์ที่ควรจะกลับไปที่หอดันมายืนหาหนังสือดันอยู่ตรงนั้น สายตาคมกริบตวัดไปมา ยกมือขึ้นเท้าคางเล็กน้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งในชั้นขึ้นพลิกไปพลิกมาช้าๆ
หนังสือในหมวดหมู่ที่ใครต่อใครต่างพากันลืมเลือนไปจนหมดสิ้น
เทพนิยายและตำนาน
เื่ความลับของโนอาห์ยังถือว่าต้องปกปิดเอาไว้อยู่เหมือนเดิม การที่ผ่านการสอบและเข้ามาเรียนยังที่แห่งนี้ได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้ว คำตอบที่อารันเองก็ยังหาไม่ได้ว่าทำไมเมอร์ลินที่น่าจะรู้ตัวั้แ่แรกถึงปล่อยโนอาห์ผ่านมาได้ และนั้นเองเป็ปัญหาที่คนทั้งสองต้องหาคำตอบให้ได้ รวมไปถึงปริศนาในความเป็ของโนอาห์ที่ดูประหลาดเกินกว่าจะทานทนไหว ทั้งเื่ที่เขาใช้เวทมนตร์ได้ทั้งๆที่ไม่น่าจะมีเชื้อสายจอมเวท และการอ่านออกเขียนได้เฉกเช่นเดียวกับชาวไอช่าทุกคน
ดูธรรมดาเสียจนน่ากลัว
เว้นเสียแต่ว่ามันจะไม่ใช่เื่ธรรมดา
ดังนั้นสถานที่แรกซึ่งโนอาห์ต้องมาเยือนเป็แห่งแรกๆย่อมไม่หนีไปจากแหล่งรวมความรู้ ในที่นี้ก็คือห้องสมุดในโรงเรียน แต่ถ้าไปคนเดียวก็ดูจะน่าสงสัยเกินไป จึงต้องชวนให้พวกนิกซ์มาด้วยกันเสียก่อน แต่นั้นก็เป็เพียงยกแรกในห้วงความคิด เื่นี้อารันรับรู้อยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา แต่นิกซ์นั้นไม่ได้รู้เื่รู้ราวอะไรด้วย การที่ต้องปล่อยให้นิกซ์สงสัยว่าถึงหนังสือที่เขากำลังอ่านก็ดูจะลำบากเกินไปหน่อยในตอนนี้
อย่างน้อยๆในตอนนี้เขาก็ต้องหาข้อมูลเสียก่อนว่าในอดีตเคยมีเื่ราวเช่นนี้เกิดขึ้นหรือไม่ ไม่จำเป็ต้องเป็คนจากต่างโลก ขอแค่เป็อะไรที่เกี่ยวกับทฤษฏีที่พอจะอธิบายเื่ของเขาได้ก็เกินพอ เพราะทุกอย่างมันดูเจาะจงเกินไป จนโนอาห์เองรู้สึกว่าเื่ทั้งหมดได้ถูกชักนำมาั้แ่แรก
แต่ที่โนอาห์ยังไม่รู้ก็คือ หากเขาตั้งหน้าตั้งตาเข้าห้องสมุดแห่งนี้ไปเรื่อยๆ
สิ่งที่ชายต่างโลกจะต้องใไม่ได้มีเพียงสิ่งๆเดียวอย่างแน่นอน