ฉันเดินมาจุดรวมพลพร้อมชายหนุ่มที่เริ่มสบถคำหยาบคายขึ้นเรื่อย ๆ ด้านหลัง
"Damn!...Shit!..." เขาพึมพำไม่หยุด ราวกับอยากให้ฉันรับรู้ว่าเขาหงุดหงิดแค่ไหน
กิจกรรมCSRที่ควรจะเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความร่วมมือ สำหรับฉันกลับมีเสียงสบถของคนตัวโตคอยตามหลอนอยู่ด้านหลัง
ทุกครั้งที่เขาพึมพำ Damn หรือ Shit มันยิ่งทำให้ฉันเร่งฝีเท้าอยากหนีจากเสียงบ่นที่ทำลายบรรยากาศสดใส
เสียงเรียกให้ทุกคนมารวมตัวถ่ายภาพดังขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนมาครบแล้ว
บรรยากาศเต็มไปด้วยความครึกครื้นและรอยยิ้มเมื่อทุกคนพากันจัดตำแหน่งตัวเองให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม
ฉันตัวเล็กเกินกว่าจะบังใครได้ จึงถูกลากมาอยู่ข้างหน้า แต่ก็อดเหลียวมองอย่างอยากรู้ไม่ได้ว่าคนตัวโตยืนอยู่ตรงไหนจะมีสีหน้ายังไง
และเป็ไปตามคาด พี่ภูมิยืนอยู่ด้านหลัง แถมยังทำหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา จนทำให้ทีมงานที่รับหน้าที่เป็ตากล้องหันไปแซว
"พี่ภูมิครับ ยิ้มหน่อยสิ เดี๋ยวรูปออกมาไม่สวยนะ"
บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
ฉันอดหลุดขำออกมาไม่ได้เมื่อคิดว่าตอนนี้เ้าคนตัวโตคงกำลังทำเสียงฮึดฮัดในลำคอเหมือนเช่นเคย
หรือไม่ป่านนี้ก็คงสบถShit!Damn! อยู่
.......................................................................................
เสียงเรียกให้ทุกคนขึ้นรถบัสดังขึ้นหลังจากถ่ายรูปหมู่เสร็จเรียบร้อย ฉันก้าวขึ้นไปนั่งตามที่เดิมพร้อมกับเบล
บรรยากาศในรถเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและหัวเราะ
"เห็นพี่ภูมิเดินตามเธอไปด้วย แน่ะ...คุยอะไรกันน่ะ"เบลหรี่ตาทำเสียงใคร่รู้
"ฉันไม่ได้คุยกับเขาหรอก แค่บังเอิญเดินมาทางเดียวกัน" ฉันตอบตามความจริงเราไม่ได้พูดอะไรกันเลย ตลอดทางมีแต่เสียงสบถที่ดังเป็ระยะ
'มันก็แค่เื่ของคนก้าวร้าวนั่นแหละ เธอไม่อยากรู้หรอก' ฉันเบนหน้าไปทางหน้าต่างแล้วยิ้มขำๆ
วิวทิวทัศน์ด้านนอกเปลี่ยนจากตึกสูงและบ้านเรือนเป็พื้นที่โล่งกว้าง ตอนนี้เรากำลังอยู่บนถนนที่ทอดยาวไปสู่ชายฝั่ง บรรยากาศแถวนี้แตกต่างจากบริเวณชายหาดที่เราไปเก็บขยะเพราะไม่ใช่โซนท่องเที่ยวจึงดูเงียบสงบและเป็ธรรมชาติกว่า
ระหว่างทางทีมงาน CSRเดินถือไมค์ขึ้นมาหน้ารถ เขาอธิบายถึงจุดหมายปลายทางของเรา ซึ่งเป็โครงการทำปะการังเทียมที่ชายฝั่งใกล้ๆ กิจกรรมนี้มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ทางทะเล สร้างบ้านให้ปลาและสัตว์น้ำ
ฉันนั่งฟังทีมงานอธิบายคร่าวๆ ไม่นานก็รู้สึกว่าใกล้ถึงชายทะเลแล้ว เพราะเริ่มกลิ่นเค็มอ่อน ๆแทรกเข้ามาในอากาศ
ตลอดริมทางเริ่มเห็นชาวบ้านกำลังเรียงปลาลงบนตะแกรงตาข่ายเตรียมไว้สำหรับตากแดด พอมีแผงขายอาหารทะเลเล็ก ๆ อยู่ข้างทางบ้างแม้จะไม่มากนักเนื่องจากไม่ใช่โซนนักท่องเที่ยว
ไม่นานรสบัสก็แล่นถึงจุดหมายที่รออยู่เบื้องหน้า
รถค่อยๆ จอดบริเวณโครงการทำปะการังเทียมใกล้ชายหาด แถวนี้มีอาคารปูนเล็ก ๆสองสามหลังตั้งเรียงอยู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของทะเล
ฉันกวาดสายตาไปโดยรอบๆ ก่อนพบรถ BMWSeries 9 คันเดิมที่จอดนิ่งสนิทอยู่แล้ว
เ้าหน้าที่CSRเดินเข้าไปทักทายทีมงานโครงการที่ยืนรอต้อนรับด้วยรอยยิ้ม จากนั้นจึงพาพวกเรามุ่งหน้าไปยังลานโล่งที่จัดเตรียมไว้สำหรับนั่งฟังบรรยายบริเวณนี้มีโต๊ะหินเล็ก ๆ เรียงรายอยู่ใต้ร่มเงาต้นสนสูงใหญ่ ให้ความรู้สึกทั้งร่มรื่นและอบอวลด้วยบรรยากาศทะเล
ฉันอดไม่ได้ที่จะกวาดตามองบรรยากาศรอบๆ แล้วสูดหายใจเข้าเต็มปอด ส่งยิ้มให้กับธรรมชาติโดยรอบและกลุ่มเพื่อนสาวที่กำลังเม้าท์กันไม่หยุดแต่รอยยิ้มแห่งความสุขก็พลันหายไปทันที เมื่อหันไปเจอร่างสูงคุ้นตาที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว
ขณะเดียวกันฉันก็สังเกตเห็นว่ามีพนักงานหลายคนที่ขับรถมาเองและมาถึงก่อนเวลา ต่างจับจองพื้นที่นั่งกันเรียบร้อยแล้วรวมทั้งคนตัวโตกับกลุ่มเพื่อนที่พากันไปนั่งอยู่หลังสุดของโต๊ะบรรยาย
ไม่นานเ้าหน้าที่โครงการก็เริ่มบรรยายถึงความสำคัญของการทำปะการังเทียมเขาเล่าว่าบ้านปลาที่พวกเราจะร่วมทำกันในวันนี้ จะเป็ที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารให้สัตว์น้ำพร้อมยกตัวอย่างชิ้นส่วนที่เตรียมไว้ให้ดูตรงหน้าโต๊ะบรรยาย
จากนั้นเ้าหน้าที่หัวเราะเบาๆ ก่อนพูดขึ้นว่า
"เดี๋ยวจะให้แบ่งกลุ่มทำบ้านปลากันตามโต๊ะ แต่เพราะการทำบ้านปลามันต้องใช้แรงมากกว่าปกติ"
เขาหยุดมองไปรอบๆ ก่อนพูดต่อ "แต่...ตอนนี้ผู้หญิงก็นั่งรวมกันเอง ผู้ชายก็นั่งรวมกันหมด ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนกลุ่มใหม่นะครับ"
เขาทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม"จับฉลากกันดีไหมครับ จะได้คละกันไปในแต่ละกลุ่ม และยังได้ทำความสนิทกันเพิ่มด้วย"
ทันใดนั้นเสียงโหดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะจากหลายคน
บางคนดูสนุกกับไอเดียนี้แต่บางคนก็ทำสีหน้าอิดออด ไม่อยากย้ายกลุ่มไปปนกับคนอื่น
.......................................................................................
"เอาล่ะ ขอให้ได้เลขเดียวกันนะ จะได้อยู่กลุ่มเดียวกัน ช่วยกันเต็มที่"ฉันพูดพลางยิ้ม ๆ
เมื่อเห็นพวกเธอไม่ขยับไปจับฉลากกันซักที ฉันที่มั่นใจในความโชคดีของตัวเองในวันนี้จึงเลือกจับคนแรก
'ก็แหม จะไม่ให้มั่นใจได้ไงวันนี้ฉันทำให้เ้าคนนิสัยไม่ดีคนนั้นหัวเสียได้เชียวนะ นี่มันเื่น่ายินดีจะตาย'
ยัยเบลหัวเราะแล้วแซวทันที"ถ้าเราดันได้อยู่กลุ่มเดียวกันหมด ใครจะยกบล็อกปูนล่ะยัยพัช"
ฉันหัวเราะตามพลางตอบอย่างมั่นใจ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบฉลากในกล่อง "ก็ช่วยกันยกสิ ถึงจะหนักแต่ทุกคนช่วยกันก็ไหวอยู่แล้ว"
เพื่อนร่วมโต๊ะอีกคนรีบเสริม"จริงด้วย ถ้าอยู่กลุ่มเดียวกันได้ก็สนุกสุด ๆ เลย"
ฉันหัวเราะพลางคลี่ฉลากในมือออกอย่างช้าๆ ความลุ้นปรากฏชัดในสายตา ตัวเลขที่ปรากฏตรงหน้าคือ...**4**
ฉันยิ้มกว้างยกฉลากให้เพื่อน ๆ ดู พลางหัวเราะอย่างชอบใจ "แค่เริ่มต้นก็มีชัยแล้ว ไม่ต้องย้ายโต๊ะไปไหนฮ่าฮ่า"
เสียงฮือฮาและหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะทันทีทุกคนเริ่มหยิบฉลากของตัวเองบ้าง บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงลุ้นสนุก
.......................................................................................
ทุกคนเริ่มแยกย้ายไปรวมกลุ่มตามโต๊ะที่ตัวเองจับฉลากได้ ยังโชคดีที่มีพี่ในกลุ่มอีกคนได้เลขสี่เหมือนกัน เธอชื่อกัญญา เป็หญิงสาวรูปร่างทะมัดทะแมงจากแผนกแวร์เฮ้าส์
พี่กัญญาหันมายิ้มให้พลางพูดอย่างดีใจ"โชคดีจริง ๆ ที่ได้เลขเดียวกันนะ จะได้ไม่เหงา"
โต๊ะแต่ละตัวถูกจัดด้วยเก้าอี้หินอ่อนห้าตัวนั่งได้สองคน รวมทั้งหมดสิบที่นั่งพอดี
ฉันกับพี่กัญญาที่นั่งลงก่อนอยู่แล้วกำลังรอสมาชิกในทีมที่กำลังทยอยเดินมาที่โต๊ะ ไม่นานก็มีผู้หญิงอีกคนเดินมาถึง เธอยิ้มทักทายก่อนเลือกนั่งข้างพี่กัญญาทำให้ฝั่งนั้นมีผู้หญิงสองคนเรียบร้อย
จากนั้นมีผู้ชายทยอยเดินเข้ามาทีละคนเสียงหัวเราะและทักทายดังขึ้นเป็ระยะ แต่ละคนเลือกนั่งติดกับเพื่อนผู้ชายด้วยกัน ปล่อยทิ้งที่ว่างข้างฉันไว้หนึ่งที่
'พวกผู้ชายนี่ ฉันมันน่ารังเกียจมากตรงไหน'ฉันบ่นในใจเมื่อเห็นพวกเขาเลี่ยงจะนั่งข้าง ๆ ฉัน
แต่แล้วก็ต้องชะงักไปชั่วครู่เมื่อเห็นร่างสูงของใครบางคนเดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หัวใจพลันสะดุดลงราวกับรู้สึกสังหรใจอะไรบางอย่าง
'เอาล่ะ...ความโชคดีที่ฉันเพิ่งเชื่อมั่นเมื่อครู่มันหมดโปรแล้วสินะ' ฉันคิดพลางมองร่างสูงที่นั่งลงด้านข้าง ก่อนรีบเบนสายตาไปสนใจเสียงหัวเราะรอบโต๊ะแทน
เ้าหน้าที่โครงการหยิบบล็อกคอนกรีตสี่เหลี่ยมขึ้นมาวางบนโต๊ะเขาอธิบายถึงช่องว่างตรงกลางบล็อกและวิธีที่สมาชิกต้องช่วยกันยกมาประกอบ ใช้เชือกและลวดผูกให้แ่าแต่คำพูดเ่าั้เริ่มกลายเป็เสียงพร่าในหูฉัน ราวกับถูกลบด้วยบางสิ่งที่อยู่ใกล้และชัดเจนกว่า
มืออุ่นๆ ของคนด้านข้างเลื่อนมาวางบนขาอ่อนฉันอย่างแ่เบา ก่อนผละออกไปเพียงครู่เดียว ในขณะที่สายตายังคงมองตรงไปโต๊ะบรรยาย ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หัวใจฉับกลับกระตุกวูบราวกับกำลังถูกบังคับให้รับรู้ความใกล้ชิดที่ไม่ควรเกิดขึ้น
.......................................................................................
ฉันสูดลมหายใจลึกพยายามหันความสนใจไปยังงานตรงหน้า มันเป็กิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายพอสมควร โชคดีที่กลุ่มของฉันมีสมาชิกผู้ชายถึงเจ็ดคนพวกเขาช่วยกันยกบล็อกคอนกรีตหนัก ๆ มาจัดเรียงอย่างรวดเร็ว พร้อมผูกเชือกและลวดเพื่อยึดพวกมันเข้าด้วยกันอย่างแ่าใช้เวลาไม่นานบ้านปลาที่มีขนาดความสูงเหมือนพีระมิดสี่ชั้นก็เสร็จสมบูรณ์
ในขณะที่ฉันกับสองสาวที่เหลือทำหน้าที่เป็เพียงผู้สังเกตการณ์และชี้นิ้วบอกว่าตรงนั้นตรงนี้ยังผูกเชือกไม่แน่นเท่านั้น
เมื่อกิจกรรม่เช้าสิ้นสุดลงเ้าหน้าที่ก็เดินแจกอาหารกลางวันซึ่งเป็ข้าวกล่องให้กับทุกคน กลิ่นข้าวสวยร้อน ๆและกับข้าวง่าย ๆ บวกกับความหิวของฉัน ทำให้มันอร่อยขึ้นทันที
บรรยากาศผ่อนคลายลงพวกเรานั่งกินข้าวตามที่นั่งกลุ่มเดิม เพิ่มเติมคือความสนิทสนมที่ค่อย ๆก่อตัวขึ้นระหว่างสมาชิก
"นี่มันกิจกรรมใช้แรงชัด ๆ เล่นเอาซะหิวข้าวจริง ๆ" เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
"ผมรู้สึกเหมือนพุงลดไปหน่อยนะ"ชายหนุ่มอีกคนจับพุงอ้วนกลมของเขาพลางพูดยิ้ม
"มีแต่สาว ๆ ที่แสนจะสบาย ความเท่าเทียมมันไม่มีอยู่จริงหรอก"อีกคนแซวขึ้น
ฉันรีบแย้งทันที "สบายตรงไหนคะ พวกเรายืนร้อนกันจะแย่ ต้องดูความเรียบร้อยของงานด้วย งานละเอียดเลยนะคะ"
"ชี้จนนิ้วเมื่อยไปหมดแล้วเนี่ย" พี่กัญเอ่ยสมทบ ทำให้ทุกคนหัวเราะกันครืน
เสียงหัวเราะยังไม่ทันจางพี่ภูมิก็พูดขึ้นอย่างเรียบง่าย
"เดี๋ยว่บ่ายต้องลงเรือไปดูเ้าหน้าที่ปล่อยบ้านปลานะ รีบกินกันหน่อยเผื่อได้เลือกที่นั่งด้วย"
พลางหยิบขวดน้ำเย็นขนาดเล็กที่วางเรียงรายอยู่สิบขวดพอดีมาเปิดไว้ตรงหน้าฉันจากนั้นก็หยิบอีกขวดขึ้นดื่มเองอย่างเป็ธรรมชาติ ราวกับมันเป็เื่เล็กน้อยที่ไม่ต้องคิดอะไร
ตึกตัก... ตึกตัก...
เสียงหัวใจฉันเต้นแรงขึ้นอย่างประหลาดนี่ฉันเป็บ้าอะไร ถึงได้รู้สึกใจสั่นเพราะคนที่ตั้งใจจะเกลียดที่สุดเนี่ย
*********จบตอน*********
ขอบคุณรี๊ดที่น่าร๊ากกที่ตามอ่านมาถึงตอนนี้นะคะ
อย่าลืมกดไลท์กดเข้าชั้น + คอมเม้นท์เป็กำลังใจให้อีฟด้วยน๊าา