เช้าวันแรกของการเริ่มต้นตำแหน่ง‘ที่ปรึกษาพิเศษ’ หรือที่พวกเ้าหน้าที่ในเครื่องแบบแอบพูดลับหลังว่า‘นักสืบพเนจร’ ผมยืนอยู่ท่ามกลางหมอกหนาหน้ากรมตำรวจนครบาลลอนดอน สถานที่ที่เป็เสมือนหัวใจของมหานครอันวุ่นวายที่สุดในจักรวรรดิอังกฤษกลิ่นเขม่าถ่านหินฟุ้งกระจายในอากาศปนเปไปกับเสียงล้อรถม้าที่บดลงบนถนนหินจนฟังดูน่าเวียนหัว
หากพิจารณาดูให้ดีโลกใบนี้ไม่ได้ต่างจากโลกที่ผมจากมามากนัก ผู้คนยังคงสวมหมวกทรงสูง ถือไม้เท้า และซ่อนความลับสกปรกไว้ภายใต้ชุดสูททักซิโด้เนื้อดีผมเลยใช้เวลาปรับตัวไม่นานนัก...จะมีสิ่งเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนถูกพระเ้าเล่นตลก
นั่นคือโลกนี้มันช่าง‘หิวโหย’ พลังงานลึกลับอย่างน่าใจหาย
จะบอกว่าไร้ซึ่งเวทมนตร์เสียทีเดียวก็ดูจะใจร้ายไปหน่อยแต่มวลมานาในบรรยากาศของลอนดอนนั้นช่างเบาบางเสียจนน่าเวทนาครั้งหนึ่งผมเคยพยายามจะร่ายเวทส่องสว่างเพียงเพื่อจะอ่านหนังสือในมุมมืดปรากฏว่ามานาอันน้อยนิดนั่นดิ้นรนเฮือกสุดท้ายก่อนจะมอดดับไปต่อหน้าต่อตาผลลัพธ์ที่ได้ยังสว่างไม่เท่าแสงจากตะเกียงแก๊สข้างถนนเสียด้วยซ้ำ
ในเมื่อการฝืนใช้พลังวิเศษในโลกนี้มันลำบากพอๆกับการเข็นรถม้าขึ้นูเา ผมจึงตัดสินใจพับเก็บคทาไว้ในซอกลึกของความทรงจำแล้วหันมาใช้ ‘ตรรกะ’ กับ ‘การช่างสังเกต’ เป็อาวุธแทนเพราะดูเหมือนว่าในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งมนตรา...สมองที่เฉียบคมนี่แหละคือไพ่ตายใบสุดท้ายของผม
ห้องทำงานใหม่ของผมตั้งอยู่ลึกสุดกู่ในส่วนที่มืดมิดที่สุดของสถานีตำรวจเป็มุมอับสายตาที่แทบจะเลือนหายไปจากแผนผังอาคารจนผมสงสัยว่าแม้แต่หนูสักตัวก็อาจจะหาทางเข้ามาไม่เจอ
เ้าหน้าที่ที่นำทางผมมากระซิบเสียงสั่นพลางเล่าประวัติเขย่าขวัญให้ฟังว่า แต่ก่อนห้องนี้เคยเป็พื้นที่ส่วนตัวของนายตำรวจคนหนึ่งก่อนที่เขาจะตัดสินใจปิดบัญชีชีวิตตัวเองด้วยะุนัดเดียวทะลุขมับนั่นคือเหตุผลที่ห้องนี้ถูกทิ้งร้างจนฝุ่นจับหนาเพราะไม่มีใครในสกอตแลนด์ยาร์ดอยากจะมานั่งร่วมโต๊ะกับิญญาคนตาย
แต่สำหรับผม...ผีไม่ใช่เื่น่ากลัวอะไรเลยอันที่จริงิญญาก็เป็แค่กลุ่มก้อนมานาที่รวมตัวกันอย่างบิดเบี้ยวกลุ่มหนึ่งเท่านั้นถ้าผมเจอเข้าจริงๆ ผมคงไม่วิ่งหนีแต่จะะโเข้าใส่ด้วยความยินดีเพื่อสูบเอามานาอันน้อยนิดนึงนั่นมาเป็ของว่างเสียมากกว่า
ผมลงมือปัดฝุ่นและจัดโต๊ะทำงานในแบบที่คุ้นเคยสิ่งของไม่กี่อย่างถูกวางลงอย่างเป็ระเบียบ ทั้งนาฬิกาตั้งโต๊ะเรือนโปรดสมุดจดบันทึกเล่มหนา ไขควงคู่ใจ และที่ขาดไม่ได้เลยคือที่พักเท้าขนาดพอเหมาะสำหรับ‘เกียร์’ อีกากลไกของผม
การจัดวางนี้อาจดูเรียบง่ายธรรมดาในสายตาคนทั่วไปแต่สำหรับผมนี่คือ ‘ฐานทัพ’ ที่สมบูรณ์แบบเพราะแก่นแท้ของงานนักสืบไม่ใช่เครื่องมือราคาแพง แต่คือการใช้สมอง...และผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าสมองของผมมันผ่านประสบการณ์และการเคี่ยวกรำมามากกว่านักสืบยุควิคตอเรียพวกนี้รวมกันหลายพันปีเสียอีก
“เช้าวันแรกในตำแหน่งเดิมเลยนะนายท่าน!” เกียร์ส่งเสียงเจื้อยแจ้วพลางบินวนไปรอบห้องทำงานใหม่สปริงและฟันเฟืองในตัวมันส่งเสียงคลิกๆ อย่างตื่นเต้น
อย่างที่ทุกคนรู้(หรืออาจจะยังไม่รู้) อาชีพเก่าของผมคือนักสืบ ก่อนที่จะโดนลากไปรับบท‘ผู้ปิดประตูมิติ’ ตามคำขอแกมบังคับของเ้าเมืองในโลกก่อนนั่นแหละ การกลับมาทำอาชีพเดิมในโลกที่ต่างออกไปแบบนี้...จะว่าไปมันก็แก้เบื่อได้ดีเหมือนกัน
ในขณะที่ผมกำลังตกอยู่ในสภาวะตัดสินใจครั้งใหญ่ระดับชาตินั่นคือการเลือกไม่ถูกว่าจะวางปากกาขนนกสีดำขลับหรือสีแดงชาดไว้ข้างโต๊ะดี เสียงของเกียร์ก็ขัดจังหวะความคิดขึ้นมาเสียก่อน
“เ้านายมีฝีเท้ามนุษย์สองคู่กำลังมุ่งตรงมาที่นี่”
เ้าอีกากลไกรายงานด้วยเสียงแหบพร่าที่เป็เอกลักษณ์ไม่กี่อึดใจต่อมา ประสาทััการได้ยินของผมก็เริ่มจับสัญญาณเสียงย่ำเท้าสะท้อนไปตามโถงทางเดินไม้ได้เช่นกันผมกระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจช่างคุ้มค่าเหลือเกินกับความพยายามในการสร้างเกียร์ขึ้นมาเพื่อให้มันเป็ 'หู' ชั้นยอดแทนเครื่องมือสืบสวนราคาแพง
ปัง!
ประตูห้องถูกเปิดออกโดยไม่ต้องรอให้ผมเอ่ยปากอนุญาตคนที่ก้าวเข้ามาเป็คนแรกคือ สารวัตรเฮย์สนายจ้างหนุ่มไฟแรงผู้แบกความคาดหวังของกรมตำรวจเอาไว้เต็มบ่าส่วนคนที่เดินตุ้ยนุ้ยตามหลังมานั้นคือบุรุษร่างอ้วนกลมในชุดสูททรีพีซที่เนี้ยบกริบจนกระดุมแทบจะกระเด็นออกมาหลุดโดนหน้าผม
“บอร์นผมขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือ ทนายลาร์คิน” เฮย์สแนะนำสั้นๆด้วยท่าทางเร่งรีบตามนิสัยของเขา
“สวัสดีครับคุณดัสบอร์น” ชายร่างท้วมทักทายพลางขยับเนคไทผ้าไหมให้เข้าที่
“ยินดีที่ได้รู้จักครับทนายลาร์คิน” ผมตอบกลับตามมารยาท พลางก้าวเข้าไปกระชับมือกับเขาเพื่อทำความรู้จัก
ทันทีที่ฝ่ามือของเราัักันผมถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย... ให้ตายเถอะมือของเขามันช่างนุ่มนิ่มเหลือเชื่อนุ่มเสียจนผมเกือบจะลืมไปเลยว่านี่คือมือของนักกฎหมายไม่ใช่มือของขนมปังอบใหม่ที่วางขายอยู่ในย่านเบเกอร์สตรีท
“พอดีว่าวันนี้ทนายลาร์คินมาเชิญให้ฉันไปเป็พยานในการอ่านพินัยกรรมของลอร์ดฮอว์ธอร์น ที่คฤหาสน์น่ะ” เฮย์สเอ่ยขึ้นพลางปรับแต่งเครื่องแบบให้เข้าที่“เขาต้องไปเผชิญหน้ากับพวกทายาทจะกละยกฝูง ฉันเลยคิดว่าควรจะลากนายไปด้วยอย่างน้อยก็น่าจะดีกว่านั่งจ้องปากกาขนนกอยู่ในห้องอับๆ นี่ละนะ”
ถึงผมจะเพิ่งย้ายสำมะโนครัวมาอยู่โลกนี้ได้ไม่นานแต่ชื่อของลอร์ดฮอว์ธอร์นก็ดังเข้าหูมาบ้างเขาคือนิยามของมหาเศรษฐีเฒ่าผู้กุมบังเหียนความมั่งคั่งอันดับต้นๆ ของลอนดอน
“ปกติแล้วตามธรรมเนียมพินัยกรรมควรจะถูกเปิดขานหลังจากผู้เขียนสิ้นลมไปแล้วครับ”ทนายลาร์คินอธิบายเสริมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพอๆ กับมือของเขา“แต่ท่านลอร์ดกลับยืนกรานจะให้เปิดอ่านในขณะที่เขายังมีลมหายใจ ท่านบอกว่า...อยากจะเห็น ‘สีหน้าที่แท้จริง’ ของบรรดาญาติๆตอนที่รู้ว่าใครได้อะไรไปบ้างกับตาตัวเองน่ะครับ”
ให้ตายเถอะ...ไอ้คนรวยนี่มันเข้าใจยากและมีรสนิยมการแสวงหาความบันเทิงที่พิลึกกึกกือจริงๆผมนึกภาพความโกลาหลที่จะเกิดขึ้นในห้องโถงนั้นออกเลย
“ตกลงครับผมไปด้วย” ผมตอบตกลงทันที ก่อนจะหันไปดีดนิ้วเรียกคู่หู “เกียร์งานแรกของเรามาแล้ว”
เ้าอีกากลไกขยับปีกเสียงดังแกรก ก่อนจะบินโฉบขึ้นไปเกาะบนบ่าของผมทำเอาทนายลาร์คินถึงกับสะดุ้งโหยงจนพุงกระเพื่อมเขาเบิกตากว้างมองสิ่งที่เขาเคยคิดว่าเป็แค่หุ่นสตาฟฟ์ประดับห้องด้วยความทึ่ง
“นะ...นั่นนกจริงหรือครับนั่น!”
“อ้อเปล่าครับ เป็แค่ของเล่นกลไกน่ะ” ผมรีบแก้ตัวหน้าตาย “ผมสร้างมันขึ้นมาเองสมัยก่อนผมเคยเป็นักมายากลน่ะครับ เลยถนัดเื่ประดิษฐ์ของตบตาคนนิดหน่อย”
ในโลกที่ผู้คนมองว่าเวทมนตร์เป็เื่เพ้อเจ้อการอ้างว่าตัวเองเป็ ‘นักมายากล’คือเกราะกำบังชั้นดีที่จะช่วยให้ผมรอดพ้นจากการถูกจับไปขังคุกข้อหาเป็พ่อมด
“ช่างเป็งานประดิษฐ์ที่วิเศษจริงๆครับ” ทนายร่างอ้วนชมเปาะ
เราทั้งสามคนบวกกับอีกาเหล็กอีกหนึ่งตัว ก้าวออกจากสถานีตำรวจที่วุ่นวายก่อนจะปีนขึ้นรถม้าคันหรูเพื่อมุ่งหน้าออกจากตัวเมืองลอนดอนสู่คฤหาสน์ของลอร์ดฮอว์ธอร์นที่ตั้งเด่นเป็สง่า
คฤหาสน์ของลอร์ดฮอว์ธอร์นตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนดินอันกว้างขวางล้อมรอบด้วยทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่แผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตาหลายร้อยเมตรต้นไม้ใหญ่แต่ละต้นถูกตัดแต่งอย่างประณีตราวกับงานศิลปะยิ่งรถม้าเคลื่อนเข้าไปใกล้ตัวอาคารเท่าไหร่ ความร่ำรวยของตระกูลนี้ก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นจนแทบจะกระแทกตาสมแล้วที่เป็หนึ่งในมหาเศรษฐีผู้กุมเศรษฐกิจของลอนดอนเอาไว้ในมือ
เมื่อรถม้าหยุดลงที่หน้าประตูทางเข้าอันโอ่อ่าผมก็พบกับกองทัพคนรับใช้หลายสิบชีวิตที่ยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็ระเบียบราวกับทหารในกองทัพพวกเราก้าวลงจากรถม้าด้วยท่าทีพยายามจะให้ดูภูมิฐานที่สุด...ยกเว้นแต่ไอ้ตัวแสบตัวหนึ่ง
“โอ้โหนายท่าน! ขอผมบินชิม ‘ลมหายใจของคนรวย’ ให้เต็มปอดหน่อยนะ!”
เกียร์พุ่งทะยานออกจากหน้าต่างรถม้าทันทีที่มันเปิดออกมันบินวนรอบรูปปั้นน้ำพุพลางส่งเสียงแหบๆ ของมันป่าวประกาศไปทั่วบริเวณนั้นเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่บรรดาคนรับใช้และเ้าหน้าที่ที่ยืนอยู่จะหลุดขำออกมาเบาๆอย่างเสียไม่ได้
ท่ามกลางสายตาเอ็นดู(แกมสงสัย) ของทุกคน มีเพียงผมคนเดียวที่อยากจะเอาหมวกทรงสูงขึ้นมาปิดหน้าให้มิดผมถอนหายใจยาวพลางนึกในใจว่าคราวหน้าผมควรจะแอบติดตั้ง 'สวิตช์ปิดเสียง' ไว้ในพุงของมันจริงๆ
ชายวัยกลางคนในชุดสูทหางยาวสีดำสนิทผู้ยืนสงบนิ่งอยู่กึ่งกลางแถวขยับกายก้าวออกมาข้างหน้าท่วงท่าของเขาดูเคร่งครัดและมีระเบียบเสียจนไม้บรรทัดยังต้องอายเขาค้อมตัวลงอย่างสุภาพตามแบบฉบับผู้ถูกฝึกฝนมาอย่างดีก่อนจะเอ่ยคำต้อนรับ
“ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่คฤหาสน์ของลอร์ดฮอว์ธอร์นครับกระผม ฮอบส์ หัวหน้าพ่อบ้านของที่นี่ และสตรีข้างกายของผมคือ เนลล์รองหัวหน้าแม่บ้าน พวกเรายินดีรับใช้ทุกท่านครับ”
ฮอบส์แนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบไร้ร่องรอยของอารมณ์ส่วนเนลล์ที่ยืนอยู่ข้างกันถอนสายบัวลงอย่างแ่เบาสายตาของหล่อนดูจะจับจ้องมาที่เกียร์ด้วยความสงสัยวูบหนึ่งก่อนจะกลับมานิ่งสนิทดังเดิม
พวกเรากล่าวทักทายตอบกลับพอเป็พิธีฮอบส์หมุนตัวกลับอย่างคล่องแคล่วแล้วเดินนำพวกเราผ่านบานประตูไม้โอ๊กแกะสลักขนาดมหึมาเข้าสู่ภายในคฤหาสน์โดยมีเนลล์และขบวนคนรับใช้เดินตามหลังมาติดๆ ราวกับเงาตามตัว
ภายในคฤหาสน์ถูกตกแต่งอย่างหรูหราสมฐานะมหาเศรษฐีแต่สิ่งที่สะดุดตาผมไม่ใช่พรมทอมือราคาแพงหรือแจกันราชวงศ์เก่าแก่ทว่าเป็กองทัพอาวุธปืนจำนวนมหาศาลที่ติดตั้งอยู่แทบทุกหัวระแหงมันมีจำนวนมากกว่ารูปภาพประดับผนังเสียอีก ั้แ่ปืนคาบศิลาโบราณรุ่นคุณปู่ไปจนถึงปืนสมัยใหม่ที่เพิ่งวางขายในตลาดมืดมีทั้งที่ตั้งโชว์เด่นหราอยู่ในตู้กระจกและที่แขวนเรียงรายอยู่บนฝาผนังราวกับเป็งานศิลปะชั้นเลิศ
“นายท่าน...แน่ใจนะว่าเรามาคฤหาสน์มหาเศรษฐี ไม่ใช่คลังแสงกองทัพอังกฤษ?”เกียร์บินวนรอบโถงกลางพลางวิพากษ์วิจารณ์เสียงดังตามนิสัย
“เบาเสียงหน่อยเกียร์!แล้วก็ระวังอย่าไปชนอะไรเข้าล่ะ” ผมรีบดุเ้าอีกาตัวแสบก่อนจะหันไปค้อมตัวขออภัยหัวหน้าพ่อบ้านทันที ใจหนึ่งก็อายแต่อีกใจหนึ่งคือความกลัว... กลัวว่าถ้ามันทำปืนหายากสักกระบอกร่วงหล่นลงมาแตกผมที่มีสถานะ 'ถังแตก' จนมองเห็นก้นหลุมคงไม่มีปัญญาหาเงินมาชดใช้แน่ๆ
“ไม่ต้องกังวลไปครับหลายคนที่มาเยือนครั้งแรกก็มักจะแสดงอาการใไม่ต่างจากนกของท่านนักหรอกครับ”ฮอบส์กล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามสูตรสำเร็จของพ่อบ้านมือโปร“ลอร์ดฮอว์ธอร์นมีความหลงใหลในอาวุธปืนเป็พิเศษ ท่านสะสมพวกมันไว้มากมายและมักจะลงมือทำความสะอาดขัดเงาด้วยตนเองเสมอผมเป็คนจดบันทึกตารางการดูแลรักษาของท่านทุกครั้ง... อ้อ และโปรดวางใจได้ครับทุกกระบอกในโถงนี้ไม่มีะุบรรจุอยู่ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของแขกผู้มาเยือน”
ผมพยักหน้ารับแต่ในใจกลับฉุกคิดขึ้นมาว่า... ในบ้านที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บแบบนี้ คำว่า 'ความปลอดภัย' มันดูจะเปราะบางเหลือเกิน
พ่อบ้านฮอบส์นำทางเรามาจนถึงโถงรับแขกขนาดมหึมาที่ประดับประดาด้วยโคมไฟระย้าส่งแสงระยิบระยับกลางห้องมีโต๊ะกลมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน และรอบโต๊ะนั้นมีบุคคลสำคัญสามคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
คนแรกที่ผมนึกออกทันทีเพราะใบหน้าของเขาปรากฏหราอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยพอๆกับข่าวพยากรณ์อากาศ คือ ลอร์ดฮอว์ธอร์น ถัดมาคือ มาดามอีดา ภรรยาใหม่ผู้งามสง่าและคนสุดท้ายคือ เอเวลีน บุตรสาวคนโตผู้มีสีหน้าเรียบเฉย
ลอร์ดฮอว์ธอร์นดูจะเป็ชายชราที่ชะตาชีวิตยังทำอะไรเขาไม่ได้มากนักร่างกายของเขายังดูแข็งแรงและทะมัดทะแมงเกินกว่าจะเป็คนที่รีบร้อนสั่งเสียเื่พินัยกรรมส่วนมาดามอีดา แม้ริ้วรอยแห่งวัยจะเริ่มมาเยือนแต่โครงหน้าและความสง่าของเธอก็ยังสะท้อนความงามในอดีตออกมาได้อย่างหมดจดสำหรับเอเวลีนที่อยู่ในวัยกลางคนเธอนั่งหลังตรงเป๊ะวางตัวสมกับเป็ลูกสาวตระกูลผู้ดีไม่มีผิดเพี้ยน
ลอร์ดฮอว์ธอร์นยันกายลุกขึ้นยืนพลางระบายรอยยิ้มที่ดูอ่านยาก
“ยินดีต้อนรับทุกท่านกระผมลอร์ดฮอว์ธอร์น รู้สึกเป็เกียรติอย่างยิ่งที่พวกคุณยอมสละเวลาอันมีค่าเพื่อมาเป็พยานในการกระทำอันแสนไร้สาระของคนแก่อย่างผม”
“เป็เกียรติของพวกเราเช่นกันครับลอร์ดฮอว์ธอร์น” พวกเราขานรับแทบจะพร้อมกัน
“มาเถอะ...เชิญทุกคนนั่งลงก่อน อย่าให้ต้องยืนให้เมื่อยขาไปมากกว่านี้เลย”ท่านลอร์ดผายมือไปยังเก้าอี้บุนวมที่จัดเตรียมไว้ราวกับกำลังเชิญพวกเราเข้าสู่เกมกระดานที่เขาเป็คนคุมกติกา
ผมทรุดตัวลงนั่งพลางกวาดสายตามองไปรอบโต๊ะ... ในโลกเก่าของผมความอึดอัดระดับนี้มักจะจบลงด้วยการร่ายเวทย์ใส่กัน แต่ในโลกนี้ผมเดาว่าอาวุธที่พวกเขากำลังใช้ฟาดฟันกันคือ 'คำพูด'และ 'ผลประโยชน์' ที่ซ่อนอยู่ใต้พินัยกรรมแผ่นนั้น
“เ้าพวกปลิงฝูงนั้นยังไม่ลากสังขารมากันอีกหรือ?น่าขายหน้าชะมัด!”ลอร์ดฮอว์ธอร์นแผดเสียงขึ้นอย่างเหลืออดจนรอยยิ้มจอมปลอมเมื่อครู่มลายหายไป“ฮอบส์! ไปตามเ้าพวกนั้นมาเดี๋ยวนี้ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจส่งสมบัติทั้งหมดเข้ามูลนิธิสงเคราะห์สัตว์ไปเสียก่อน”
“รับทราบครับนายท่าน”ฮอบส์ค้อมตัวรับคำสั่งด้วยใบหน้าที่เรียบเฉยราวก้อนหินก่อนจะสาวเท้าออกจากห้องโถงไป
ไม่กี่อึดใจต่อมาเสียงเอะอะโวยวายและเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังสะท้อนมาจากระเบียงด้านนอกฮอบส์เดินนำขบวนทายาทรุ่นหลานสามคนเข้ามาในห้อง คนแรกคือ เฮนรีหลานชายคนโตผู้มีรูปร่างสมส่วนและหน้าตาหล่อเหลาเอาการเขาวางท่าทางมั่นใจในตัวเองสูงเสียจนดูเหมือนมองเห็นมงกุฎลอยอยู่เหนือหัวตลอดเวลาคนที่สองคือ โธมัสหลานชายคนรองที่มีรูปร่างผอมแห้งประหนึ่งกิ่งไม้แห้งที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อและคนสุดท้ายคือ ลูอิส ชายร่างอ้วนท้วมที่เดินหอบจนแผ่นหลังชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
ทั้งสามคนเดินคุยเล่นและหัวเราะร่ากันมาตลอดทางราวกับนัดกันมางานเลี้ยงสังสรรค์มากกว่าจะมาฟังพินัยกรรมของผู้มีพระคุณ
“เงียบ!”ลอร์ดฮอว์ธอร์นตวาดลั่นจนแจกันบนโต๊ะสั่นกราว
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงทันทีราวกับมีใครกดปุ่มหยุดเสียงไว้ทั้งสามคนรีบทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้รอบโต๊ะกลมด้วยท่าทีสำรวมขึ้นทันตาเห็น(แม้ลูอิสจะยังส่งเสียงหอบฮักๆ อยู่ก็ตาม)
“ในเมื่อ‘ฝูงปลิง’ มากันครบแล้ว ก็เริ่มพิธีกรรมเสียทีเถอะ ทนายลาร์คิน”ท่านลอร์ดพ่นลมหายใจอย่างรำคาญใจ
ทนายลาร์คินพยักหน้ารับอย่างสุขุมเขารูดซิปเปิดกระเป๋าหนังเอกสาร หยิบปึกกระดาษที่มีตราประทับขี้ผึ้งสีแดงเข้มออกมาแล้วก้าวออกมายืนกึ่งกลางห้องโถงท่ามกลางสายตาละโมบหลายคู่ที่จดจ้องกระดาษแผ่นนั้นอย่างไม่วางตา
บรรยากาศในห้องเงียบกริบจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินทนายลาร์คินร่ายยาวมาจนถึงประโยคสำคัญ นั่นคือการระบุชื่อผู้สืบทอดมรดกทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวซึ่งผลที่ออกมาคือ เฮนรี หลานชายคนโต
น่าแปลกที่บรรดาทายาทคนอื่นกลับไม่ได้แสดงท่าทีใอย่างที่ควรจะเป็พวกเขานั่งนิ่งด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนรู้อยู่แล้วว่าใครคือลูกรักหรือไม่ก็อาจจะช็อกจนสมองสั่งการไม่ถูกมีเพียงเฮนรีเท่านั้นที่ลุกพรวดขึ้นด้วยใบหน้าที่ฉาบไปด้วยความยะโสเขาเริ่มเดินทอดน่องออกห่างจากโต๊ะกลมมุ่งหน้าไปยังผนังห้องอีกฝั่งที่ประดับไปด้วย'ของสะสม' อันทรงพลัง
เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าตู้โชว์ที่ตั้งอยู่ห่างจากลอร์ดฮอว์ธอร์นไปพอสมควรก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าปืนพกกระบอกงามขึ้นมาถือไว้อย่างย่ามใจท่ามกลางระยะห่างหลายเมตรที่คั่นกลางระหว่างเขากับชายชราเฮนรีพลิกดูมันด้วยสายตาพึงพอใจพลางหัวเราะในลำคอ
ทว่าในวินาทีถัดมาเขากลับวาดลำกล้องปืนย้อนกลับมาทางเดิม
แม้จะยืนอยู่ไกลจนแทบจะสุดขอบโถงรับแขกแต่เฮนรีกลับวาดลำกล้องปืนสีดำทมิฬนั้นเล็งตรงกลับมายังเป้าหมายได้อย่างแม่นยำปลายกระบอกปืนชี้ตรงไปยังหัวใจของชายชราที่นั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของห้องอย่างไม่วอกแวก
บรรยากาศรอบโต๊ะพลันเย็นเยียบจนแทบหยุดหายใจทว่าปฏิกิริยาของลอร์ดฮอว์ธอร์นกลับเหนือความคาดหมายของผมไปไกล
แทนที่จะหวาดกลัวหรือะโสั่งให้วางอาวุธชายชรากลับค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาอย่างปิติซาบซ่านดวงตาของเขาเป็ประกายแห่งความภาคภูมิใจขณะจ้องมองไปยังหลานชายที่กำลังเล็งปืนใส่ตนเอง
“นั่นแหละ...แบบนั้นแหละเฮนรี” ลอร์ดฮอว์ธอร์นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูราวกับกำลังมองดูหลานชายทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม“สายตาที่หนักแน่น แผ่นหลังที่เหยียดตรง และความเด็ดเดี่ยวในการเลือกใช้อาวุธ...ในที่สุดแกก็เลิกทำตัวเป็เด็กอมมือเสียทีการรู้จักใช้อำนาจข่มขวัญคนอื่นโดยไม่กะพริบตา นั่นแหละคือเครื่องหมายของผู้ใหญ่ที่แท้จริง”
ท่านลอร์ดเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีผ่อนคลายที่สุดในชีวิตเหมือนเพิ่งเห็นดอกไม้ที่เขารดน้ำมานานแสนนานผลิบานออกมาเป็รูปทรงของ ‘มัจจุราช’ที่เขาใฝ่ฝัน
ผมลอบชำเลืองมองเกียร์ที่เกาะอยู่บนบ่าเ้าอีกากลไกเงียบกริบเหมือนกำลังประมวลผลความเพี้ยนของตระกูลนี้
ให้ตายเถอะ...ในโลกเก่าของผม ถ้าใครเล็งไม้เท้าใส่กันแบบนี้คงมีคนโดนเสกให้เป็กบไปแล้วแต่ในคฤหาสน์หลังนี้ การถูกหมายหัวด้วยอาวุธสังหารกลับกลายเป็ ‘คำชม’ที่น่าประทับใจที่สุดระหว่างปู่กับหลานเสียอย่างนั้น
ทุกสายตาในห้องโถงยังคงจับจ้องไปที่เฮนรีด้วยความรู้สึกที่ต่างกันออกไปทว่าไม่มีใครแสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เพราะคำยืนยันของพ่อบ้านฮอบส์ที่ว่า 'ปืนทุกกระบอกไร้ะุ' ยังคงค้ำคอทุกคนอยู่
แต่แล้วมุมปากของเฮนรีก็ขยับเหยียดเป็รอยยิ้มที่ชวนขนลุก
“ขอบคุณครับ...คุณปู่”
**ปัง!!!**
เสียงกัมปนาทแผดก้องจนแสบแก้วหูมันเป็เสียงที่หนักแน่นและทรงพลังอย่างยิ่ง ในโสตประสาทของผมที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีมันฟังดูเหมือนมีเสียงสองเสียงซ้อนทับกันในเสี้ยววินาทีจนแยกไม่ออก กลุ่มควันสีขาวเทาจากการเผาไหม้ของดินปืนพวยพุ่งออกมาจนตลบไปทั่วทั้งห้องโถง
เสียงกรีดร้องด้วยความใดังระงมตามมาทันทีไม่มีใครคาดคิดว่าอาวุธที่ควรจะเป็เพียงของโชว์ประดับผนังจะกลับกลายเป็มัจจุราชที่แผลงฤทธิ์ได้จริง
ท่ามกลางหมอกควันที่เริ่มจางลงเสียง 'ตุบ' หนักๆ ดังขึ้นที่กลางโต๊ะรับแขกทุกสายตาสะบัดหันไปมองทิศทางนั้นเป็จุดเดียว...ลอร์ดฮอว์ธอร์นผู้น่าเกรงขามบัดนี้เอามือกุมหน้าอกแน่นก่อนที่ร่างของเขาจะฟุบลงกระแทกกับโต๊ะไม้โอ๊กอย่างหมดแรงเืสีแดงฉานเริ่มไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
ผมรีบหันขวับกลับไปมองทางเฮนรีทันที
สิ่งที่ผมเห็นกลับไม่ใช่ใบหน้าของผู้ชนะหรือฆาตกรที่แสยะยิ้มด้วยความสะใจ แต่เฮนรีกำลังยืนเบิกตากว้าง ปากสั่นระริกและจ้องมองปืนในมือของตัวเองด้วยอาการหวาดผวา ยิ่งกว่าใครทุกคนในห้องนี้เสียอีกราวกับว่าเขาเองก็ไม่เชื่อสายตาว่า 'ของเล่น'ที่เขาถืออยู่... มันจะปลิดชีวิตชายชราลงได้จริงๆ