ฉันถูกสมองสั่งการให้ลืมตาตื่นขึ้นมาหลังจากนอนไปนานแค่ไหนไม่รู้ ภาพแรกที่เห็นคือเพดานปูนเปลือยไม่คุ้นตา ความรู้สึกมึนๆยังค้างอยู่ในร่างกายเพิ่มเติมคือปวดเมื่อยเล็กน้อยคงเพราะนอนบนพื้นซีเมนต์แข็งๆนี้นานพอควร
ฉันชันตัวขึ้นนั่งปรับร่างกายให้อยู่ในสภาวะปกติพร้อมมองสำรวจไปรอบๆ ห้องสี่เหลี่ยมไม่แคบไม่กว้าง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สักชิ้น หน้าต่างหรือช่องทางอะไรให้มองเห็นข้างนอกยิ่งไม่ต้องพูดถึง จะแสงแดดหรือแสงจันทร์ก็ไม่มีทางรับรู้ ประตูทางออกเดียวคงเป็ลูกกรงเหล็กข้างหน้าที่สำคัญคือคล้องโซ่กุญแจไว้หนาแน่น ห้องขัง ? โดนลักพาตัวโดยสมบูรณ์จริงๆสินะ
ในขณะที่ฉันกำลังคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี เสียงโหวกเหวกโวยวายตามด้วยเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ดังก้องท่ามกลางความเงียบสงัด
ในห้องที่อยู่ค่อนข้างสว่างจากหลอดไฟหนึ่งเดียวบนหัวก็จริง แต่พอชะเง้อมองผ่านกรงออกไปกลับมืดจนมองไม่เห็นทางเดิน ฉันเลือกที่จะกลับมานั่งที่เดิมเพราะนึกกลัวในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
สงสัยได้ไม่นานคำตอบก็ปรากฏ ประตูถูกเปิดออกโดยชายคนหนึ่งซึ่งยืนนำหน้าชายอีกสามคนที่เหลือ หนึ่งในนั้นกำลังแบกร่างของเ้าของเสียงโวยวายพาดไหล่อยู่
เขาวางลูเช่ลงกับพื้นแข็งอย่างไม่ไยดี ก้นเธอกระแทกพื้นดังปึก เสียงโวยวายแปรเปลี่ยนเป็เสียงโอดโอยเห็นแล้วเจ็บแทน ไม่แน่ว่าที่ฉันรู้สึกเจ็บแปลบๆอาจเพราะโดนโยนลงพื้นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
“ เฮ้ย มึงจับใครมาวะ? ” ชายหน้าโหดเ้าของประโยคคำถามข้างต้นคุยกับเพื่อนของตนขณะมองฉันสลับกับลูเช่ สี่คนแรกยังไม่ทันก้าวออกห้อง กลุ่มคนใหม่ก็เดินเข้ามาสมทบ จากห้องที่มันแทบจะไม่มีที่ยืนก็ยิ่งแคบลงไปอีก
“ อะไรของมึง เมียมันกูจับมาแล้วนี่ไง ” คนที่เพิ่งปรากฏตัวชี้มาทางฉันด้วยสีหน้าจริงจัง เดี๋ยวนะ…เมียใครนะ ? ฉันเนี่ยนะ?
“ มึงพลาดแล้ว คนนี้สิว่ะลูเช่ กูได้ยินมันเรียกเต็มสองหู ”
ฉันเงยหน้ามองทั้งสองคนทำหน้าประหลาดใจสลับไปมา ใครก็ได้บอกฉันทีว่าสองคนนี้อยู่แก๊งเดียวกันจริงหรือเปล่า? จะวางแผนลักพาตัวใครนี่ไม่ประชุมหารือกันเลยหรือไงถึงเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ขนาดนี้ เฮ้อ ปวดหัวแทนคนเป็เ้านาย
“ แต่ในรูปของนักสืบยังเห็นรูปอีนี่ไปเที่ยวกับมันอยู่เลย หรือว่า… ”
“ จะได้เห็นเมียหลวงตบชู้แล้วว่ะ ฮ่าๆ ”
ที่งี้ล่ะต่อปากต่อคำเข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ย ฉันทนฟังเสียงหัวเราะสะใจด้วยความเอือมระอา เหลือบมองคนข้างๆเ้าตัวเองก็แสดงสีหน้ารำคาญแบบเดียวกับฉันอยู่
“ เสียใจด้วยนะ นายเข้าใจผิดแล้วล่ะ ฉันไม่เกี่ยวอะไรกับเขาเลย ” ฉันดับความฝันอีกฝ่ายที่หวังจะได้เห็นฉากเหมือนในละคร ด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ แต่สายตาน่ากลัวของพวกเขากลับจ้องเขม็งมาจนฉันต้องสงบปากสงบคำ
“ ใครใช้ให้พูดวะ! อยากโดนตบหรือไง ” ชายหน้าโหดคนนั้นง้างมือขึ้นพลางตะคอกอย่างเกรี้ยวกราด ฉันรีบยกแขนกันด้วยความกลัว แต่เสียงเอะอะจากข้างนอกดึงความสนใจของทุกคนในห้องไปก่อน
“ ลูกพี่มา ” ทุกคนที่ยืนกระจายตัวกันอยู่กลับมายืนเรียงแถวหน้ากระดานเป็ระเบียบยิ่งกว่าพวกทหาร เมื่อได้ยินเสียงพูดคุยซุบซิบซึ่งเกิดจากการบอกต่อกันจากคนหนึ่งสู่อีกคน
ฉันกอดอกยืนรอดูหน้าตัวการโดยไม่นึกหวาดวิตกเลยสักนิด ผู้ที่เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับชายร่างกายบึกบึนอีกสองคน คือชายมีอายุผู้ซึ่งผมขาวกินไปแล้วเกินครึ่งศีรษะ
เสื้อโค้ทขนสัตว์สีดำสนิทขึ้นเงาเข้ากับหมวกฮอมบวร์กผ้าสักหลาดสีเดียวกัน ผ้าพันคอกันความหนาวจากภายนอก ดวงตาที่หมองลงตามอายุไม่อาจทำให้ความอาฆาตที่คุกรุ่นอยู่ภายในเบาบางลง เขามองลูเช่นิ่งจนอึดอัด ก่อนจะย้ายมามองฉัน การถูกมองด้วยสายตาแบบนี้จากคนสูงกว่าก็ไม่ต่างอะไรกับการโดนเหยียดหยามแม้ไม่ต้องเอ่ยอะไรออกมาสักคำเดียว
“ นี่มันหมายความว่ายังไง ? ” น้ำเสียงแหบทุ้มเอ่ยถามเรียบนิ่ง คล้ายพยายามสะกดกลั้นความไม่พอใจ
ไม่มีใครกล้าส่งเสียงตอบ แม้แต่เสียงหายใจยังแ่เบา เขาเดินเข้ามาหาฉันเชื่องช้า จ้องมองั้แ่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณาจนฉันต้องถอยหลังหนี ก้าวไม่ทันไรหลังก็ชนเข้ากับกำแพงแต่อีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีจะหยุด ฉันจึงฟุบลงนั่ง ใช้สองแขนยกกันเพราะกลัวเขาจะทำร้าย
“ รู้ตัวไหมว่าทำอะไรลงไป!? ”
ฉันค่อยๆลดแขนลงและเงยหน้ามองตามเสียงดังที่เกิดขึ้น เขาฟาดมือตบหน้าชายหน้าโหดซึ่งน่าจะเป็คนที่จับฉันมาอย่างแรง จนแก้มคล้ำแดดขึ้นรอยมือชัด
“ มึงรู้ไหมว่าจับใครมา จะได้ซวยกันหมดก็เพราะความโง่ของมึงเนี่ย! ” ผู้เป็หัวหน้ากระชากคอเสื้อคนด้อยกว่าพลางตะคอกใส่อย่างหมดความอดทน อีกฝ่ายทำได้เพียงก้มหน้าขอโทษ ไม่กล้าสบตาเ้าชีวิตของตน แต่แค่นั้นไม่พอจะทำให้เขาใจเย็นลงได้
ฉันเริ่มมองเห็นโอกาสรอดพ้นจากเื่เข้าใจผิดนี้ จึงรีบลุกขึ้นเดินไปพูดกับชายคนนั้น
“ รู้ก็ดี งั้นก็ปล่อยฉันไปได้แล้ว ” ฝ่ามือใหญ่หันกลับมาฟาดเข้าที่แก้มฉันรวดเร็วและรุนแรงโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
มันเจ็บจนชาลามไปทั่วหน้า ฉันช็อกพูดอะไรไม่ออก ั้แ่เกิดมาไม่เคยมีใครกล้าตบฉันมาก่อน
“ อย่าพูดแทรก! ” ดวงตาสีฟ้าวาวโรจน์ด้วยความโกรธ เขาใช้มือเพียงข้างเดียวบีบคอฉันแน่น นิ้วใหญ่กดทับแค่จะร้องออกมาด้วยความเจ็บยังทำไม่ได้
“ พวกมึงเป็แค่ตัวประกอบ จะจับมาอีกเป็สิบ แผนก็ไม่เปลี่ยน เมื่อไรก็ตามที่ไอ้พรีโม่กับพรรคพวกของมันเข้ามาในฐานใต้ดินแห่งนี้ ฉันจะกดะเิฝังพวกมึงทั้งหมดรวมกันในคราวเดียว หมดเสี้ยนหนามชีวิตไปเยอะเลย! ”
ไม่ต้องหันไปมองก็รู้เลยว่าลูเช่เองก็กำลังใกับคำว่าะเิไม่น้อยไปกว่าฉัน
“ ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วย พวกฉันไปทำอะไรให้ ” เธอพูดเสียงเบาคล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่าเอ่ยถาม แต่ชายตรงหน้ากลับตอบสนองต่อประโยคนั้นด้วยการปล่อยมือจากคอของฉัน และก้าวย่างไปหาเธอด้วยรอยยิ้มน่ากลัว
“ อยากรู้เหรอ ฉันจะบอกให้ก็ได้ ” เขายืนประจันหน้ากับอดีตบอสอัลโกบาเลโน่ใกล้ชนิดที่รับรู้ได้ถึงลมหายใจที่กำลังคุกคามความมั่นคงภายในจิตใจ
“ ไอ้ผู้ชายที่พวกเธอคิดว่าดีนักหนา มันมาถล่มแก๊งฉันจนไม่เหลือซาก ฆ่าลูกน้องฉันตายไปไม่รู้กี่สิบคน ห้องทำงานแสนสวยของฉันเปื้อนไปด้วยเื น้องชายฉันทั้งร่างพรุนไปด้วยลูกะุ ”
เขาถกเสื้อเชิ้ตขึ้นให้เห็นรอยผ่าตัดที่ท้องและร่องรอยซึ่งแสดงให้เห็นถึง ประสบการณ์ในการต่อสู้มาอย่างยาวนาน
“ มันยิงฉันเข้าท้องสองนัด เข้าซี่โครงอีกสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ตอนแรกฉันก็คิดว่าตัวเองคงตายแล้ว แต่ก็รอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ สงสัยพระเ้าจะอยากให้ฉันได้แก้แค้น ”
ฉันไม่รับรู้อะไรอีกเลยหลังจากประโยคที่ว่า ‘ ยิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ’ สมองชาวาบ หูดับ เมื่อนึกภาพใบหน้าอ่อนโยนกับรอยยิ้มอบอุ่นมือเปื้อนไปด้วยเืของคนอื่น เพียงแค่กลืนน้ำลายลงคอยังยาก
“ ไม่จริง… จอตโตไม่มีทางทำแบบนั้นได้หรอก ” ฉันคงช็อกจนเผลอพูดสิ่งที่คิดออกมา แต่สิ่งที่ได้รับคือรอยยิ้มเหยียดหยามแทนคำพูดที่ว่า ฉันยังอ่อนหัดกับความจริงของโลกใบนี้
“ ถ้าได้เจอกันในนรกก็ลองถามดูนะ ว่างานที่ต้องมาทำถึงที่นี่คืองานอะไร ” เขาพูดทิ้งท้ายไว้เท่านั้นก่อนจะออกจากห้องไปพร้อมกับลูกน้องคนอื่นๆ
ฉันหันไปมองเพื่อนร่วมห้องอีกคน บังเอิญเธอหันมาพอดี เมื่อสบตา บรรยากาศในห้องก็กระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
เรานั่งกันคนละมุมห้อง พื้นคอนกรีตทั้งแข็งและเย็น นั่งท่าไหนก็เจ็บก้นไปหมด จะบ้าตาย แล้วถ้าอยากไปเข้าห้องน้ำต้องะโบอกใครเนี่ย!
ในขณะที่ฉันกำลังคิดนู่นนี่เรื่อยเปื่อยเพื่อไม่ให้เป็ประสาท เวลาต้องอยู่ในห้องขังที่เงียบจนได้ยินเสียงวิ้งๆในหู ลูกเช่ก็พูดขึ้น “ เจ็บหรือเปล่า ”
ฉันนึกประหลาดใจแต่ก็ส่ายหน้าแทนคำตอบ ก่อนถือโอกาสถามข้อมูลจากอีกฝ่าย
“ งานของวองโกเล่ต้องทำเื่แบบนี้ด้วยเหรอ ? ”
ดวงตาคู่สวยเลื่อนมองเพดานก่อนจะถอนหายใจด้วยความหนักใจ
“ ยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็หัวหน้าแก๊งมาเฟียที่ทรงอิทธิพลที่สุด มันหลีกเลี่ยงกันไม่ได้หรอก ”
ฉันฟังคำตอบโดยไม่มองหน้าเธอ ไม่รู้ว่ามีความจริงอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกบ้าง แล้วฉันจะได้ออกไปจากที่นี่เมื่อไร จะหาทางบอกคนข้างนอกยังไงว่าในนี้มีะเิ
คิดเพลินๆกับตัวเอง ก่อนจะรู้ตัวก็ผล็อยหลับไป
.
.
.
อีกด้านหนึ่ง ณ โรงพยาบาล
“ เป็พ่อบ้านประสาอะไรถึงปล่อยให้ลูกฉันโดนจับตัวไป ” เสียงทุ้มตวาดอย่างเหลืออด สลัดคราบาาผู้อ่อนโยนในสายตาของลูกสาวไปแทบหมดสิ้น ถ้าไม่ใช่เพราะห้องพักพิเศษเก็บเสียงได้ดี คนด้านนอกคงสะดุ้งไปด้วย
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มวาวโรจน์ขณะจ้องมองโรจิโซจิในร่างมนุษย์ซึ่งกำลังหมอบกราบแนบพื้นด้วยความรู้สึกผิดเต็มอก แม้ท่านาาอเดลเบลจะได้ชื่อว่าเป็าาผู้เที่ยงธรรม เมตตาและอ่อนโยน แต่หากเป็เื่เช่นนี้แล้ว เขาสามารถกลายเป็าาผู้ใช้อำนาจได้น่ากลัวที่สุดด้วยเช่นกัน
“ ขอประทานอภัยครับท่าน ” สองแฝดกล่าวพร้อมกัน ในใจทั้งร้อนรนและเป็ห่วงเ้านายของตนไม่น้อยไปกว่าคนตรงหน้า
ท่านาาพยายามสงบสติอารมณ์เพราะไม่อยากรบกวนจีซึ่งกำลังนอนหลับพักผ่อนหลังรับการผ่าตัด
จอตโตรีบลุกขึ้นจากโซฟา ก่อนโค้งจนลำตัวแทบตั้งฉากให้ผู้มีอำนาจกว่าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ อย่าโทษโรจิโซจิเลยครับ เื่นี้ผมผิดเองที่ไม่รอบคอบ ถ้าจะลงโทษอะไร ผมขอรับผิดชอบคนเดียวครับ ”
ท่านอเดลเบลเหลือบมองท่าทีของบอสก่อนจะรีบเบือนหน้าและเดินหนีไปทางอื่นอย่างไม่สบอารมณ์
มือเรียวเหี่ยวย่นเล็กน้อยตามอายุทุบขอบหน้าต่างขณะสายตามองออกไปไกลผ่านแว่นทรงเหลี่ยมกรอบบาง
“ ลูเช่โดนจับไปยังพอเข้าใจ แต่แคนดี้เกี่ยวอะไรด้วย?! ” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างหัวเสียแต่เพราะความเงียบทุกคนจึงได้ยิน
จอตโตหันมาสบตากับฝาแฝดเทพแห่งดวงอาทิตย์ก่อนจะมองร่างของเพื่อนสนิท เขายืนเงียบ ไม่อาจสรรหาถ้อยคำเพื่อตอบคำถามได้
“ แล้วทีนี้จะทำยังไง ? ” แววตาดุดันหันกลับมาจ้องหน้าคนอายุน้อยกว่าเขม็ง แม้ท่านาาจะกำลังคาดคั้นความรับผิดชอบจากทั้งสามคน แต่คำตอบยังคงเป็ความเงียบ
จังหวะเดียวกันนั้นเองที่เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์ของจอตโตดังขึ้น ทุกสายตาจึงเบนมาทางเขาโดยอัตโนมัติ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทเพื่อดูชื่อคนโทร ก่อนจะรีบโค้งคำนับเป็เชิงขออนุญาตรับสาย
“ ขออนุญาตนะครับ ”
วองโกเล่พรีโม่เดินเลี่ยงออกมายืนคุยกับปลายสายด้วยเสียงแ่เบาอยู่มุมห้อง พูดคุยกันเพียงไม่กี่ประโยค เขาก็รีบวางสายและเดินมาด้วยแววตามีความหวัง
“ ผมทราบแล้วครับ ว่าต้องทำอย่างไร ”