สายลมเหมันต์พัดพาหอบเอาความเหน็บหนาวเข้ามาสู่ใจของดรุณีน้อยวัย8 หนาว ที่กำลังยืนชมเหมยแดงออกดอกสะพรั่งเต็มต้นท้าลมหนาวอยู่กลางหิมะขาวโพลนในสวน
แม้ผู้ที่ยืนชมดอกเหมยจะเป็เพียงเด็กน้อยแต่แววตาของนางกลับให้ความรู้สึกหนาวเหน็บไม่ต่างจากอากาศกลางฤดูเหมันต์เท่าใดนัก ประกายตาที่แสนจะเ็าและราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึกใดๆแต่แอบซ่อนความอ้างว้างเดียวดายไว้ในดวงตากลมโตคู่นั้น
ดรุณีน้อยนางนี้นามว่า ‘หลินเยว่ชิง’ นางยังคงยืนมองต้นเหมยแดงด้วยสายตาเรียบเฉยคล้ายดังกับกำลังจมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิดของตนเอง
“ท่านหญิงเ้าคะอากาศเริ่มหนาวมากแล้ว เข้าด้านในเถอะเ้าค่ะ” เสี่ยวอวี้นางกำนัลผู้ภักดีวัย13 หนาว คลี่เสื้อคลุมขนกระต่ายตัวหนามาห่มร่างเล็กของเด็กสาวเพื่อให้ความอบอุ่น
“พี่เสี่ยวอวี้ดูสิ! วันนี้หิมะก็ตกหนักเช่นวันนั้นเลยสีแดงของดอกเหมยท่ามกลางหิมะคล้ายกับสีของเืยิ่งนัก” หลินเยว่ชิงชี้นิ้วเรียวเล็กของตนไปยังต้นเหมยแดงกลางหิมะ
หลินเยว่ชิงเป็บุตรสาวเพียงคนเดียวของฉีหวาง‘หลินเฟยหลิง’ แม่ทัพปราบอุดรแห่งแคว้นหลิน นางเป็ท่านหญิงน้อยจวนอ๋องที่เกิดจากชายาเอกสกุลเหอ ‘เหอไฉ่อิ่ง’ ด้วยความที่มารดาเป็ชายาเพียงหนึ่งเดียวที่บิดารักมากทำให้หลินเยว่ชิงไม่มีพี่น้องร่วมสายเือีกเลย เพราะบิดาไม่รับชายารองหรืออนุชายาเข้ามาในจวนอีกหลังจากคลอดนาง มารดาก็ร่างกายอ่อนแอลงมากจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ถึงแม้บิดาจะถูกกดดันจากเหล่าขุนนางเื่การมีท่านอ๋องน้อยไว้สืบทอดบรรดาศักดิ์แต่อาเตี่ยของนางก็หาได้สนใจเื่เหล่านี้ไม่ นางจึงเป็ที่รักของทุกคนใจจวนฉีหวางแต่แล้วความสุขของดรุณีน้อยผู้หนึ่งก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อนางมีวัยได้เพียง 5หนาวเท่านั้น ราวกับความสุขที่เคยมีทุกอย่างเป็แค่ฝันตื่นหนึ่ง
วันนั้นเมื่อ 3 ปีก่อนความสูญเสียและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้มาเยือนนางในวันเกิดครบรอบ 5 หนาว หลินเยว่ชิงได้ขอร้องและรบเร้ามารดาให้พาตนไปวัดเหยียนฟู่ที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงไปราว 20 ลี้ [1] แต่ผู้ใดจะรู้ว่าการออกนอกเมืองหลวงครั้งแรก จะเปลี่ยนชีวิตนางไปตลอดกาล
“อาเหนียง [2] วันนี้ชิงเอ๋อร์อายุครบ5 หนาวแล้ว อาเหนียงสัญญาว่าจะพาลูกไปเที่ยววัดเหยียนฟู่ จะพาชิงเอ๋อร์ไปจริงหรือไม่เ้าคะ?”เด็กน้อยตัวกลมแก้มป่องคล้ายซาลาเปากำลังกอดเอวมารดา แล้วเอาหน้าถูไถไปกับหน้าท้องของมารดาเพื่อเป็การออดอ้อน
“เ้าอยากไปรึ? หากอยากไป วันนี้ชิงเอ๋อร์ต้องหัดคัดอักษรให้ได้ยี่สิบจบก่อนแล้วเหนียงจะพาไป”เหอไฉ่อิ่งตอบบุตรสาวตัวน้อยของนางด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พร้อมกับลูบศีรษะทุยๆนั้นของลูกน้อยอย่างรักใคร่
“เ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์จะตั้งใจคัดให้เต็มที่แต่อาเหนียงต้องไปขออนุญาตอาเตี่ย [3] แทนชิงเอ๋อร์นะเ้าคะ”หลินเยว่ชิงเอ่ยวาจาต่อรองกับมารดา ก่อนจะฉีกยิ้มหวานจนตาปิดไปให้ไปให้อาเหนียงของนาง
เหอไฉ่อิ่งได้แต่โคลงศีรษะให้กับความออดอ้อนฉอเลาะของบุตรสาวหลินเยว่ชิงเป็เด็กฉลาดเรียนรู้เร็ว มีความน่ารักสดใส ผู้ใดอยู่ใกล้ล้วนตกหลุมรักความน่ารักน่าเอ็นดูของนางปากน้อยๆ ช่างเจรจานั้นก็ชอบเอ่ยถามนั่นนี่ไม่หยุดแต่ความซุกซนก็มีไม่แพ้เด็กผู้ชายเลยเช่นกันแม้จะเกิดเป็หญิงแต่บุตรสาวของนางก็ชอบแอบหนีไปเที่ยวค่ายทหารของบิดาบ่อยครั้งจนนางคร้านจะห้ามปรามเสียแล้วได้เห็นบุตรสาวมีความสุขนางผู้เป็มารดาก็มีความสุขไปด้วย
ถึงแม้ว่าหลินเฟยหลิงบิดาของหลินเยว่ชิงจะเป็เชื้อพระวงศ์มีบรรดาศักดิ์เป็ถึงรัชทายาทลำดับที่2 แต่หลินเฟยหลิงที่เติบโตอยู่นอกวังชอบให้ครอบครัวของเขาเรียกขานกันอย่างเช่นสามัญชนทั่วๆไป
หลินเยว่ชิงมีโครงหน้าคล้ายมารดาถึงแปดส่วนเหอไฉ่อิ่งเคยเป็อดีตยอดพธูแห่งเมืองหลวง บรรดาหนุ่มน้อยใหญ่ทั้งหลายบุตรขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างหมายปองนางแต่เหอไฉ่อิ่งกลับยึดมั่นและปักใจกับรักแรกของนางอย่างหลินเฟยหลิงจนต้องให้บิดาผู้เป็ราชครูของฮ่องเต้ ทูลขอสมรสพระราชทานให้แก่นางและฉีหวางเป็ความโชคดีของเหอไฉ่อิ่งที่สมรสพระราชทานครั้งนี้เป็ของผู้ที่มีใจตรงกัน
ตึก! ตึก! ตึก!
เสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างมั่งคงเป็จังหวะสม่ำเสมอของผู้ที่ฝึกวรยุทธเดินมาหยุดอยู่หน้าเก๋งในสวนที่หลินเยว่ชิงกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการคัดอักษรร่างเล็กของเด็กน้อยถูกอุ้มขึ้นมาด้วยฝีมือของผู้เป็บิดา
“อาเตี่ย! ปล่อยก่อนเ้าค่ะชิงเอ๋อร์จะรีบคัดอักษรให้เสร็จ”
หลินเฟยหลิงมองเ้าซาลาเปาั์ของเขาก่อนจะกดจมูกหอมแก้มยุ้ยๆ ของบุตรสาวไปหนึ่งที
หลินเฟยหลิงเป็ชายหนุ่มรูปงามอายุราวๆ25 หนาว รูปร่างสูงใหญ่ตามแบบฉบับของชายชาติทหารดวงตาเหยี่ยวที่แฝงแววดุดันข่มขวัญศัตรูอยู่เสมอ กำลังจ้องมองบุตรสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยนแววตาเช่นนี้ของเขามีให้เพียงแค่บุตรสาวและชายารักเท่านั้นกับผู้อื่นมีเพียงประกายตาเ็าให้ได้พบเห็น
“จะรีบคัดอักษรไปไหน หืม? ตัวแสบ!” หลินเฟยหลิงเอ่ยถามเด็กน้อย นิ้วแกร่งเคาะไปที่จมูกเล็กๆนั้นของบุตรสาวเบาๆอย่างมันเขี้ยว
“อาเตี่ยเ้าขา วันนี้วันเกิดชิงเอ๋อร์”เด็กน้อยพูดจบพลางเอามือโอบคอผู้เป็บิดา ก่อนจะซบหน้าลงกับบ่าแกร่งอย่างเอาใจ“ชิงเอ๋อร์กับอาเหนียงว่าจะไปขอพรที่วัดเหยียนฟู่ด้วยกัน อาเตี่ยให้ชิงเอ๋อร์ไปนะเ้าค่ะ..นะเ้าค่ะ อาเตี่ยให้ชิงเอ๋อร์ไปน๊า” หลินเยว่ชิงมองหน้าอาเตี่ยของนางอย่างออดอ้อนเด็กน้อยกระพริบตาปริบๆ เอียงคอเล็กๆอย่างน่ารักน่าชังพร้อมส่งยิ้มประจบไปให้ผู้เป็บิดา
“แต่ว่า..อาเหนียงเ้าจะไม่สบายเอาได้นะหิมะก็เริ่มตกแล้วด้วยคงเดินทางไม่สะดวกนัก เอาไว้วันใดที่อากาศดีกว่านี้ แล้วอาเตี่ยจะพาไปเองนะเด็กดี”หลินเฟยหลิงกล่าวห้ามเ้าตัวยุ่งของเขา ่นี้มีข่าวจากวงในมาว่ามีพวกที่คิดการใหญ่เริ่มมีความเคลื่อนไหวตัวเขาเองแม้จะไม่ได้สนใจบัลลังก์ั แต่ตำแหน่งรัชทายาทลำดับที่ 2 ที่ค้ำคออยู่ก็ทำให้เขาอดเป็ห่วงภรรยาและลูกน้อยไม่ได้เช่นกัน
แคว้นหลินเป็แคว้นเล็กๆ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรมากมายทั้งยังมีเหมืองแร่เงินและเหมืองพลอยอยู่ในแคว้น จึงถือเป็แคว้นที่มีความมั่งคั่งในระดับหนึ่งหากเทียบกับแคว้นใหญ่ๆถึงจะเป็เพียงแคว้นเล็กๆ แต่กำลังทางการทหารก็มิได้อ่อนด้อย เพียงแต่เป็แคว้นที่รักสงบจึงเลือกใช้วิธีเจริญสัมพันธไมตรีกับแคว้นข้างเคียงด้วยการค้าหรือการสมรสแทนที่จะทำาให้เสียเืเนื้อถึงแม้ศึกนอกจะดูสงบสุขแต่ศึกในนั้นก็มิอาจดูเบาได้ ยังคงมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างเงียบๆในหมู่องค์ชาย
หลินเฟยหลงฮ่องเต้มีโอรสทั้งหมดห้าพระองค์โดยหลินเฟยหลิงเป็โอรสองค์ที่สามในหลิวฮองเฮา มีพี่ชายร่วมมารดาคือ ‘หลินเฟยเทียน’ ผู้เป็องค์ชายใหญ่ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็รัชทายาทลำดับที่1 ส่วนบรรดาพี่น้องที่เหลือของฉีหวางต่างกำเนิดมาจากสนมขั้นเฟยและขั้นผินในบรรดาพี่น้องทั้งหมด เขาสนิทกับพี่ชายใหญ่ของตนมากที่สุด
หลินเฟยหลิงเป็ผู้สนับสนุนองค์ชายใหญ่ให้นั่งในตำแหน่งรัชทายาทได้อย่างมั่นคงตัวเขาเองไม่ชอบเื่ชิงดีชิงเด่นอันใด จึงอาสาออกรบั้แ่วัยเพียง 12 หนาว เพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากวังหลวง จนเมื่อวัยได้ 19 หนาว ชายหนุ่มจึงกลับมาประจำการที่เมืองหลวง ก่อนจะแต่งงานกับหญิงอันเป็ที่รักมีพยานรักเป็เ้าซาลาเปาั์ตัวแสบมาหนึ่งคน
หลินเฟยหลิงมองหน้าบุตรสาวที่ทำแก้มพองปากยู่อย่างไม่พอใจเมื่อโดนห้ามมิให้ออกไปข้างนอกใน่ที่หิมะกำลังโปรยปรายเยี่ยงนี้ เขาไม่ได้ห่วงเื่ความหนาวเย็นของอากาศแต่ห่วงเื่การลอบสังหารต่างหาก ในแคว้นหลินนี้ผู้ใดมิรู้บ้างว่าเขารักและหวงแหนภรรยากับบุตรสาวเพียงใดแต่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงเช่นนี้เขาก็มิอาจไว้ใจผู้ใดได้เช่นกัน ฉีหวางไม่ได้บอกความกังวลใจในเื่นี้แก่ภรรยาคู่ใจของเขาหลินเฟยหลิงไม่้าให้ชายารักของตนมีเื่ทุกข์ใจเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มของสองคนที่เขารัก ก็ทำให้พร้อมจะสู่กับปัญหาทุกอย่างที่รุมเร้าอยู่ในตอนนี้ได้แล้ว
“ว่าอย่างไรตัวแสบ อาเตี่ยมิได้บอกว่าจะไม่พาไปเสียหน่อยแต่รอให้เตี่ยจัดการงานในค่ายทหารให้เสร็จก่อนแล้วเราก็ไปด้วยกัน” หลินเฟยหลิงกล่าววาจาต่อรองกับบุตรสาวที่เขายังคงอุ้มอยู่ไม่ยอมปล่อย
“เ้าค่ะ ชิงเอ๋อร์จะเชื่อฟังอาเตี่ย แต่ว่า..ชิงเอ๋อร์ขอไปเรียนวรยุทธกับท่านอาควนที่ค่ายด้วยได้หรือไม่เ้าคะ?”หลินเยว่ชิงรับคำบิดาอย่างว่าง่าย แต่ก็มิวายจะต่อรองเื่เรียนวรยุทธ
“ได้สิ แต่ลูกต้องไม่ซุกซนจนทำตัวเองเจ็บตัวนะ”
หลินเยว่ชิงเมื่อได้ฟังคำอนุญาตจากบิดานางก็ยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเต็มปาก ก่อนจะกดจมูกเล็กๆ นั้นลงบนแก้มสากของบิดา"ฟอด! อาเตี่ยใจดีที่สุดเลย ชิงเอ๋อร์รักอาเตี่ยที่สุดแต่น้อยกว่าอาเหนียงนิดหนึ่ง”
“ฮาๆ อาเตี่ยก็รักชิงเอ๋อร์ที่สุดแต่ก็น้อยกว่าอาเหนียงของชิงเอ๋อร์นิดหนึ่งเหมือนกัน” หลินเฟยหลิงหยอกเย้าบุตรสาวพอหอมปากหอมคอก่อนจะว่างเด็กน้อยของเขาลง แล้วจึงปลีกตัวไปตรวจงานที่ค่ายทหารต่อ
หลินเยว่ชิงมองตามแผ่นหลังกว้างของบิดาไปจนลับตาถึงนางชอบไปวิ่งเล่นในค่ายทหารของบิดา ทุกครั้งที่ไปอาเตี่ยก็จะจับนางแต่งกายเป็คุณชายน้อยก่อนจะพาไปค่ายด้วยกันจนบางครั้งทหารบางนายที่ไม่รู้จักนางคิดว่าฉีหวางมีท่านอ๋องน้อยแทนที่จะเป็ท่านหญิงน้อยแม้นางจะเป็หญิง แต่ด้วยความที่ั้แ่จำความได้ นางก็ถูกบิดาหอบหิ้วไปยังค่ายทหารบ่อยๆทำให้นางซึมซับนิสัยเยี่ยงบุรุษมาโดยไม่รู้ตัว นางชื่นชอบการต่อสู้และขี่ม้าแต่นางยังเยาว์วัยเกินไปอาเตี่ยจึงให้นางขี่ม้าไม้ไปก่อน แต่ความเป็กุลสตรีหลินเยว่ชิงก็มิได้ทิ้งถึงนางจะมีวัยแค่ 5 หนาวแต่ศาสตร์ทั้งสี่ที่สตรีพึงมีนางก็ต้องเรียนรู้ั้แ่วัยเพียง 3 หนาว
เหตุที่หลินเยว่ชิงต้องร่ำเรียนเื่เหล่านี้ั้แ่เยาว์วัยเพราะอาเหนียงของนางอยากเป็คนสั่งสอนเื่พวกนี้ให้แก่นางด้วยตัวเอง อาเหนียงสุขภาพร่างกายอ่อนแอนับวันมีแต่จะย่ำแย่ลง
เหอไฉ่อิ่งเองก็กลัวว่าตัวนางเองจะลาโลกนี้ไปก่อนจะได้เห็นบุตรสาวเติบโตจนกลายเป็ท่านหญิงที่สง่างาม นางจึงตั้งใจสั่งสอนสิ่งที่ตนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่บุตรีโดยหวังว่าหากนางจากไปแล้ว ลูกสาวตัวน้อยของนางจะสามารถเติบโตเป็สตรีที่ดีพร้อมได้
ในชีวิตนี้ของหลินเยว่ชิงไม่ได้้าสิ่งใดมากนางขอแค่เพียงมีครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียว มีอาเตี่ยอาเหนียงที่รักมากอยู่เคียงข้างก็พอแล้วแต่ดูเหมือน์จะโหดร้ายกับเด็กน้อยวัย 5 หนาวผู้นี้เหลือเกิน จึงให้นางต้องเผชิญกับความทุกข์อย่างแสนสาหัสเช่นนี้
*******
[1] 1ลี้ = 500 เมตร
[2] เหนียง = แม่
[3] เตี่ย = พ่อ