“อีกวันเดียวพวกเราก็จะออกจากภูเขาลึกแล้ว” ก่อนเข้านอนเหล่าผู้คุมได้ประกาศข่าวนี้
ทุกคนต่างดีอกดีใจมีเพียงหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่รู้สึกหดหู่ใจเล็กน้อย
การออกจากภูเขาลึกหมายความว่าทรัพยากรที่หามาได้จะน้อยลงเรื่อยๆแต่กลับต้องเผชิญอันตรายมากขึ้น
นางจำได้ว่าหลังออกจากภูเขาลึกหากเดินทางต่อไปอีกสักพักก็จะถึงพื้นที่ศักดินาของชิ่งอ๋อง
ชิ่งอ๋องผู้นี้ต่างจากเหยี่ยนอ๋องเขาเป็นคนมีความคิดละเอียดรอบคอบและใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่า ถือเป็นศัตรูที่จัดการได้ยากนางจำได้ว่าในนิยายระบุว่าระหว่างที่หยวนซิวเดินทางขึ้นเหนือได้ถูกชิ่งอ๋องส่งคนมาตามฆ่าคาดว่าน่าจะเป็นคำสั่งของฮ่องเต้สุนัข
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็นวดจุดไท่หยาง[1]ที่บวมเป่ง นางวางแผนว่าพรุ่งนี้จะพยายามรวบรวมทรัพยากรอีกวัน
ตอนนี้เองหูอี้ถ่งก็เดินเข้ามาหานางแล้วเอ่ย “คุณหนูเสวี่ยจู๋เรื่องที่ท่านสั่งให้ทำ พวกเราทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านจะไปดูหรือไม่ขอรับ?”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินตามหูอี้ถ่งไปที่รถม้า
นางเห็นบนหลังคารถม้ามีแท่งไม้ไผ่ล้อมเป็นรั้ววงกลมภายในรั้วมีตะกร้าสองใบวางอยู่ตรงข้ามกัน บนตะกร้ามีเชือกป่านเส้นเล็กถักเป็นตาข่ายมันใหญ่จนสามารถคลุมรั้วไม้ไผ่ได้
“ตาข่ายนี้เอาไว้ป้องกันไม่ให้ของในตะกร้าหล่นสามารถถอดออกได้ตลอดเวลาขอรับ” หูอี้ถ่งอธิบาย
ส่วนบริเวณเหนือหน้าต่างทั้งสี่ด้านของรถม้ามีแท่งไม้ไผ่สี่ท่อนถูกยึดเอาไว้บนแท่งไม้ไผ่แขวนหนังสัตว์กับเนื้อตากแห้งไว้เรียบร้อยแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
ดียิ่งนักเวลาทำงานรู้จักใช้ความคิดแล้ว สามพี่น้องสกุลหูนับวันยิ่งเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋พยักหน้าหูอี้ถ่งก็ดีใจ จึงรีบถาม “คุณหนูเสวี่ยจู๋มีอันใดจะสั่งอีกหรือไม่ขอรับ?”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ย “ตอนนี้ไม่มีแล้วพวกท่านไปช่วยเหยียนต้ากับลู่โม่ทำงานเถิด หากออกจากภูเขาลึกแล้วคงล่าสัตว์ได้ไม่มากพรุ่งนี้ต้องคอยมองหาสัตว์ป่าน่าจะดีที่สุดเจ้าค่ะ”
“เข้าใจแล้วขอรับ” หูอี้ถ่งรับคำ “คุณหนูเสวี่ยจู๋พักผ่อนแต่หัวค่ำเถิดพวกเราไม่รบกวนแล้ว”
หลินเสวี่ยจู๋พยักหน้ายิ้มๆทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงหลินอวี่เซวียนเรียก
“พี่หญิง!” มือของเขาถูกเจี่ยงฉีซวงจูงอยู่ ดูแล้วน่าจะเพิ่งออกมาจากป่าหลังทำธุระส่วนตัวเสร็จเด็กน้อยรีบรุดเข้ามาหาอย่างสนิทสนมทันที
“ล้างมือก่อนหากยังไม่ล้างมือห้ามโดนตัวพี่หญิงของเจ้า” เจี่ยงฉีซวงรีบรั้งเด็กน้อยที่กำลังกระตือรือร้นเอาไว้
หลินอวี่เซวียนแลบลิ้นแล้วกระโดดโลดเต้นไปที่ริมลำธารเนื่องจากพวกแม่นมหม่าอยู่ที่นั่น เจี่ยงฉีซวงจึงไม่ได้ตามไป
หลินเสวี่ยจู๋ดึงเจี่ยงฉีซวงให้เข้ามาใกล้ “ท่านอาสะใภ้ข้าตกลงกับหลิวขุยแล้ว ครั้งหน้าที่พวกเขาเข้าไปซื้อของในเมืองจะพาข้าไปด้วยท่านกับท่านอาลองปรึกษากันดูว่าต้องการสมุนไพรหรือเครื่องมืออันใดบ้าง แล้วบอกข้ามาได้เลยเจ้าค่ะ”
เจี่ยงฉีซวงครุ่นคิดแล้วเอ่ย “ของที่ขาดมีอยู่มากมายจดบันทึกเอาไว้จะดีกว่า”
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดเล็กน้อย “ในรถม้ามีกระดาษแต่ไม่มีพู่กันกับหมึกลองใช้ขี้เถ้าผสมกับน้ำทำเป็นหมึกแทนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ความจริงแล้วพู่กัน หมึกกระดาษ และจานฝนหมึกเป็นสิ่งที่นางมีอยู่ในมิติทั้งหมดเพียงแต่ถ้าหยิบออกมาจะสะดุดตาเกินไป ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะเคลือบแคลงสงสัย
เจี่ยงฉีซวงพยักหน้า “ดีเช่นนั้นพวกเราก็ไปเตรียมกันเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋ไปหยิบกระดาษในรถม้า
ส่วนเจี่ยงฉีซวงเรียกหลินเฉิงเหยามาทั้งสองคนช่วยกันหาก้อนหินเพื่อใช้แทนพู่กัน จากนั้นก็นำน้ำมาผสมกับขี้เถ้า
ทันทีที่หลินเสวี่ยจู๋วางกระดาษลงก็เห็นหลินอวี่เซวียนวิ่งดุ๊กดิ๊กกลับมา
“พี่หญิง” คราวนี้เด็กน้อยพุ่งเข้าไปในอ้อมแขนของหลินเสวี่ยจู๋อย่างกล้าหาญ
หลินเสวี่ยจู๋อุ้มเด็กน้อยขึ้นเขาใช้แขนสองข้างที่อ้วนป้อมกอดคอของหลินเสวี่ยจู๋เอาไว้ศีรษะเล็กซุกอยู่ที่ลำคอของนาง ขณะที่สองพี่น้องกำลังกอดกันลู่โม่ก็เดินออกมาจากป่า
“พี่สะใภ้ ข้าเจอบึงแห่งหนึ่งในนั้นมีเป็ดป่าอยู่จำนวนไม่น้อยเลยขอรับ” ลู่โม่พูดเสียงเบากับหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋ดวงตาเป็นประกายในทันที
เป็ดป่านี่ดีจริงๆไม่เพียงแต่เนื้อจะกินได้ ขนของมันยังนำมายัดใส่ผ้าห่มได้อีก
“เจ้ามั่นใจหรือว่าจะจับกลับมาได้ทั้งหมด?” นางเอ่ยถาม
ลู่โม่ทำสีหน้าลำบากใจ “ข้ากำลังอยากปรึกษาเรื่องนี้กับพี่สะใภ้อยู่พอดีมันมีอยู่ประมาณยี่สิบกว่าตัว คงจะจับยากขอรับ”
“ใช้ตาข่ายสิ” หลินเสวี่ยจู๋กล่าว “ลองหาแถวๆบึงน้ำว่ามีถ้ำหรือกอต้นกกบ้างหรือไม่ ที่นั่นอาจเป็นรังของพวกมัน เจ้าเพียงนำอาหารไปโปรยไว้รอจนพวกมันมารวมกัน แล้วใช้ตาข่ายดักจับทีเดียวเลย”
ขณะพูดนางก็บุ้ยปากไปที่หลังคารถม้าบนนั้นมีตาข่ายอยู่สองอันพอดี เป็นอันที่หูอี้ถ่งเพิ่งทำเสร็จวันนี้
ลู่โม่ดีอกดีใจยิ่งรีบปีนขึ้นไปบนหลังคารถม้าแล้วถอดตาข่ายออกมา
ส่วนหลินเสวี่ยจู๋ก็มุดเข้าไปในรถม้าเพื่อหยิบขนมปังหลายอันที่เหลือจากตอนเช้าแล้วถามหลินอวี่เซวียน “เสี่ยวเซวียนเอ๋อร์ไปจับเป็ดกับพี่หญิงดีหรือไม่?”
“ดีขอรับ!” หลินอวี่เซวียนตอบอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกาย
หลินเสวี่ยจู๋ยิ้มแล้วเอ่ย “เช่นนั้นประเดี๋ยวเจ้าต้องอยู่เฉยๆห้ามส่งเสียงเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะทำให้เป็ดตกใจกลัวจนหนีไปหมด”
“ทราบแล้วขอรับ” หลินอวี่เซวียนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
ลู่โม่เรียกเหยียนต้ากับสามพี่น้องสกุลหูมาจากนั้นห้าบุรุษ หนึ่งสตรี และหนึ่งเด็กน้อยก็อาศัยความมืดลอบออกเดินทางไปอย่างเงียบเชียบ
เดินไปไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็เห็นแสงสะท้อนของน้ำอยู่รำไร
แสงจันทร์ส่องกระทบผืนน้ำทั้งงดงาม ทั้งบริสุทธิ์
“ข้าจะไปดูลาดเลาก่อน” ลู่โม่ขยับปากโดยไม่มีเสียง จากนั้นก็ค่อยๆ ย่องไปด้านข้าง
สายตาของพวกหลินเสวี่ยจู๋จับจ้องไปที่เขาไม่นานก็เห็นเขายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามบึงน้ำแล้วโบกมือให้
หลินเสวี่ยจู๋โบกมือกลับทีหนึ่งแล้วพาทุกคนย่องไปหาลู่โม่
“พี่สะใภ้ ตรงนี้มีถ้ำหินอยู่แห่งหนึ่งข้างในกว้างมาก ข้าเจอมูลสัตว์อยู่แถวนี้” ลู่โม่ชี้ไปยังบริเวณที่ไม่ไกลนัก
หลินเสวี่ยจู๋หยิบขนมปังออกมาส่งให้เขา
ลู่โม่นำขนมปังไปฉีกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วโปรยไว้ตามทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปในถ้ำหิน รวมถึงโปรยไว้ในถ้ำด้วยจากนั้นวิ่งกลับมานั่งยองๆ ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้ากับพวกหลินเสวี่ยจู๋
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามก็มีเสียงกรอบแกรบดังแว่วมาจากบึงน้ำ
ทุกคนมองไปตามเสียงก็เห็นเป็ดป่าฝูงหนึ่งเดินเตาะแตะเข้ามา
หลินอวี่เซวียนเห็นท่าทางของเป็ดป่าเหล่านั้นดูน่าขันจึงคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมา
เป็ดป่าพบอาหารบนพื้นอย่างรวดเร็วทันใดนั้นเป็ดป่ายี่สิบกว่าตัวก็ล้อมวงกันแย่งอาหารจนกระทั่งพวกมันเข้าไปในถ้ำทั้งหมด
“ใช้ตาข่าย!” หลินเสวี่ยจู๋ออกคำสั่งทันที
ลู่โม่ เหยียนต้าหูอี้ถ่ง และหูเอ้อร์ถ่งจับตาข่ายไว้คนละมุม แล้วดึงตาข่ายรอที่ปากถ้ำ ส่วนหูซานถ่งยืนอยู่นอกถ้ำตั้งใจว่าจะรอให้เป็ดป่าวิ่งออกมาแล้วค่อยหักคอพวกมัน
ไม่คาดคิดว่าเป็ดป่ายี่สิบกว่าตัวจะเดินวนเวียนกินเศษขนมปังอยู่ในถ้ำไม่มีตัวไหนสังเกตเห็นเลยว่าปากถ้ำถูกตาข่ายปิดเอาไว้แล้ว
หูซานถ่งหันกลับมาอย่างจนคำพูดราวกับจะถามหลินเสวี่ยจู๋ว่าควรทำอย่างไรต่อไป
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดเล็กน้อยหากโยนหินออกไป เกรงว่าพวกมันจะแตกตื่นจนวิ่งออกมาพร้อมกัน ทำให้ทั้งสี่คนที่ดึงตาข่ายเอาไว้จับตาข่ายไม่อยู่หลินเสวี่ยจู๋มองไปรอบๆ ในที่สุดนางก็พบหินก้อนหนึ่งที่มีขนาดใหญ่พอที่จะปิดปากถ้ำได้ครึ่งหนึ่ง
จากนั้นนางก็ทำมือให้หลินอวี่เซวียนส่งสัญญาณบอกให้เขารออยู่ที่เดิม ส่วนตนเองเดินย่องไปที่ก้อนหินแล้วยกมันขึ้นมา
การกระทำนี้ทำเอาพวกลู่โม่ตกใจจนตาค้าง
พวกเขาไม่คิดเลยว่าหลินเสวี่ยจู๋ซึ่งเป็นสตรีที่ดูบอบบางจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลถึงเพียงนี้
.............................
[1] จุดไท่หยางหมายถึง จุดฝังเข็มที่บริเวณหางคิ้ว