ตอนที่ 16 เปิดจุดลมปราณ
มู่จิ่นเหยียนมั่นใจว่า การที่ตนตัดสินใจมาปรึกษาเื่ลี้ลับกับชายชราผู้นี้ เป็การตัดสินใจที่ถูกต้อง คนผู้นี้ถึงแม้จะดูเหมือนไม่แยแสกับความเป็ไปของโลกภายนอก
แต่กลับเป็ผู้ที่รอบรู้ทุกสิ่งอย่าง บ่อยครั้งที่ทำให้มู่จิ่นเหยียนมองเห็นความเป็จริงในโลกใบนี้ เข้าใจความลึกซึ้งของมัน หากบอกสถานที่ซ่อนเร้นตัวของอาจารย์ตนคือหุบเขาเทวดา อย่างที่ชาวบ้านร่ำลือ ก็คงจะพอเป็ไปได้
แต่หากบอกว่าชายชราผู้นี้คือเทพเซียนที่ผู้คนกล่าวถึงนั้น อาจจะดูห่างไกลอยู่มาก เขาอยู่กับอาจารย์มานานไม่เคยเห็นอาจารย์ใช้อาคม อาจารย์มักจะเดินด้วยเท้า มิเคยจะขี่กระบี่เหาะไปมา บางครั้งออกไปข้างนอกกว่าจะกลับถึงเรือนก็รุ่งขึ้นของอีกวัน โดยให้เหตุผลว่าเดินเหนื่อยจึงพักนอนกลางป่า
แต่หากบอกว่าเรือนไผ่แห่งนี้เป็เรือนไผ่ธรรมดา แต่มู่จิ่นเหยียนกลับััได้ถึงพลังงานบางอย่าง
ทุกครั้งที่กลับมาเรือนนี้ ตนจะรู้สึกว่าร่างกายเหมือนมีพลัง เืลมไหลเวียน ความเหนื่อยล้าจากการขี่ม้าแทบจะไม่มีให้เห็น
หรืออาจจะเป็เพราะบรรยากาศอันเงียบสงบของเรือนไผ่ ด้านหลังเป็ูเา ด้านข้างเป็ลำธาร ความงดงามของทิวทัศน์ตรงหน้า จึงส่งผลให้ร่างกายของมู่จิ่นเหยียนรู้สึกเบาสบายทุกครั้ง
“เ้าถามข้า แค่เื่ที่ถามได้ เล่าแค่เื่ที่เล่าได้ เื่ใดต้องเก็บเป็ความลับก็มิต้องเอ่ยออกมาให้ข้าได้ยิน”
มู่จิ่นเหยียนเบิกตาโตอีกครั้ง เหตุใดอาจารย์ของตนทำเหมือนรับรู้ และเดาจิตใจของผู้คนได้อย่างแม่นยำเพียงนี้ ทั้งๆ ที่เื่พวกนี้มู่จิ่นเหยียนยังไม่เคยกล่าวกับผู้ใดเลย แม้กระทั่งคนในจวนสกุลมู่ก็ยังไม่มีผู้ใดรับรู้
“งั้นข้าถามท่านหน่อย ข้าควรจะเริ่มจากตรงไหน หากข้าเดินทางไปแล้วจะไม่เอาชีวิตไปทิ้ง”
อาจารย์หลี่ได้ฟังลูกศิษย์ของตนถามขึ้นมา ก็อดเอ็นดูกับคำถามไม่ได้ มู่จิ่นเหยียนไม่สนใจหลักการ ไม่สนใจสิ่งที่เป็นามธรรมทั้งหลาย สนใจแค่ผลลัพธ์ของตนเท่านั้น
อาจารย์หลี่เห็นเป็เช่นนั้นเลยอดหยอกเย้าไม่ได้ คำถามนี้เขาไม่ได้ตอบออกมาเพียงแต่ชี้ไปที่ด้านข้างศีรษะของตนแทน
“โอ๊ย …ท่านก็รู้ว่าในหัวข้าเนี่ย สติปัญญาเหลือน้อยเต็มที หากจะต้องใช้เพื่อเอาชีวิตรอดเกรงว่า ข้าคงตายก่อนที่จะทำภารกิจสำเร็จ ท่านช่วยพูดในสิ่งที่เป็ไปได้หรือไม่”
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าให้เ้าใช้สติปัญญาของเ้าเพียงผู้เดียวเสียหน่อย คนที่เดินทางไปกับเ้านั่นแหละ คนผู้นี้สติปัญญามากกว่ากว่าเ้าตั้งหลายคนรวมกัน”
เหมือนมู่จิ่นเหยียนจะเห็นด้วยกับคำพูดนี้ของอาจารย์ตน ดูเหมือนว่าจินอวิ๋นเซียนที่เก็บตัวอยู่แต่ในพระราชวัง จะมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมมากกว่าตนเสียอีก
“หากเป็เช่นนั้นยังพอมีทาง”
“ข้ารู้ว่าสติปัญญาเ้าลงไปอยู่ที่กล้ามเนื้อหมดแล้ว มันมาไม่ถึงหัวเ้าหรอก”
คำพูดนี้มู่จิ่นเหยียนจะคิดว่าเป็คำชมก็แล้วกัน เขาเองก็รู้ดีว่าตัวเองถนัดใดเื่ใด หากเป็เื่ที่เขาชอบแล้วนั้น เขามักจะฝึกฝนมันจนชำนาญจนหาผู้ใดเทียบมิได้
แต่หากเขามิได้ชอบมัน ต่อให้บังคับฝืนใจสักเพียงใด เขาก็มิสามารถทำมันให้ออกมาดีได้ จนอาจารย์หรือแม้กระทั่งมารดา และพี่ชายของตนยังเอือมระอากับเื่นี้
“งั้นท่านว่าข้าควรจะฝึกกล้ามเนื้อของข้าให้แข็งแรงขึ้นไปอีกใช่หรือไม่”
“กล้ามเนื้อเ้าไม่ต้องฝึกแล้ว มันถึงทางตันแล้ว ที่เ้าต้องฝึกคือของจากข้างใน”
“ท่านหมายถึงจะให้ข้าเริ่มฝึกลมปราณอย่างนั้นหรือ”
มู่จิ่นเหยียนรู้ดีว่าที่ตัวเองร่ำเรียนมาคือวรยุทธ์และกำลังภายในเพียงแต่เขาไม่เคยฝึกลมปราณพวกนั้นมาก่อน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าลมปราณคือสิ่งใด พลังภายในคือสิ่งใด”
“สองอย่างนี้มันต่างกันขนาดนั้นเชียวหรือ”
“จะว่าต่างกันก็ต่าง จะว่าเหมือนก็เหมือนกันอยู่”
“ข้าอุตส่าห์หนีจากท่านโหรหลวงที่พูดอะไรล้วนเข้าใจยากแล้วมาหาท่าน ท่านก็อย่าทำให้ข้าปวดหัวมากกว่าเดิมจะได้หรือไม่…..โอ๊ย”
มู่จิ่นเหยียนเอ่ยคำยังไม่ทันจบก็โดยอาจารย์หลี่เขกที่ศีรษะอีกครั้ง
“เ้านี่ไม่เคยอยากจะทำความเข้าใจเื่ยากๆ เลย ลมปราณนั้นเป็ส่วนหนึ่งของพลังภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยพลังกาย พลังใจ ที่วรยุทธ์ของเ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างทุกวันนี้ก็เพราะว่าเ้าฝึกฝนกล้ามเนื้อ ฝึกอวัยวะของเ้า จนมีพลังกายที่แข็งแกร่ง ว่องไว
แต่ถึงเ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด เคลื่อนไหวรวดเร็วสักแค่ไหน หากเ้าต้องยืนสู้กับศัตรูทั้งวัน สุดท้ายแล้วเ้าก็จะเหนื่อยล้า หมดกำลังในที่สุด
อีกทั้งความรู้ที่เหมือนมีพลังไหลเวียนอยู่ภายในตัวเ้านั้น อันที่จริงก็เป็เพียงเพียงพลังภายในขั้นพื้นฐานของชาวยุทธ์เท่านั้น
มนุษย์เรานั้นประกอบไปด้วย กาย ลมปราณ และจิติญญา ตอนนี้สิ่งที่เ้ามีคือกาย และลมปราณพื้นฐาน หากเ้าอยากมีชีวิตรอด ทำภารกิจให้สำเร็จ เ้าต้องฝึกฝนลมปราณ และจิติญญาของเ้าด้วย”
“ดูเหมือนงานนี้ข้าต้องเหนื่อยอีกเท่าตัวสินะ….โอ๊ย….ท่านเขกหัวข้าอีกแล้ว”
“ก็เ้าน่ะสิ….ยังไม่ทันจะเริ่มฝึกก็บ่นแล้ว หากเ้าอยากรอดก็จงฝึกฝนตามที่ข้าบอก หากเ้าสามารถควบคุมจิต ควบคุมลมปราณได้มั่นคงแล้ว วรยุทธ์ของเ้าที่มีอยู่ก็จะทรงอานุภาพมากยิ่งขึ้น มิเหนื่อยง่ายเหมือนแต่ก่อน ดังโบราณกล่าวว่าใช้จิตสู้ มิใช่กำลัง
เอาล่ะรีบกินให้อิ่ม เสร็จแล้วหลังจากนี้ข้าจะเปิดจุดชีพจรเ้า ต่อไปการฝึกลมปราณของเ้าก็จะง่ายขึ้น”
“ข้าว่าแล้ว ว่าคืนนี้ต้องไม่ได้นอนแน่”
หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันจนเข้าใจ ก็ลงมือดื่มกินอาหารที่มู่จิ่นเหยียนหอบหิ้วมาจากเมืองหลวง เขาเองก็รู้ดีว่าเื่พวกนี้ต้องเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็สิ่งที่เขา้ามากกว่าการนั่งฟังหลักคำสอน หรือหลักทฤษฎีต่างๆ
ฟังเข้าใจ ไฉนเลยจะสู้ลงมือทำ มู่จิ่นเหยียนที่ตั้งใจแล้วว่าครั้งนี้ที่เขาควบม้าไม่ได้พัก เพื่อมาหาอาจารย์ของตน จะต้องมีวิธีย่นระยะเวลาในการฝึกฝนเป็อย่างแน่นอน
ครั้นหนึ่งชายชรา หนึ่งผู้เยาว์กินดื่มจนอิ่มหนำสำราญแล้ว อาจารย์หลี่ก็เดินนำหน้ามู่จิ่นเหยียน ตรงไปด้านหลังของเรือนไผ่ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งพวกเขาเคยใช้สั่งสอนวรยุทธ์ให้กัน
“ไม่ได้มาลานด้านหลังเสียนาน ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเลย”
“ไว้รอเสี่ยวเป่าโตก่อน แล้วมาเรียนกับข้า ข้าก็จะเปลี่ยนลานด้านหลังเสียใหม่”
“นี่ท่านจะรับเสี่ยวเป่าเป็ศิษย์อีกหรือ ตอนนี้เขาเพิ่งจะห้าขวบ”
“ก็ทำไมจะไม่ได้ ตอนที่เ้ามาหาข้าก็โตกว่าเสี่ยวเป่าไม่เท่าไหร่หรอก เอาล่ะไม่ต้องพูดมาก นั่งลง!”
มู่จิ่นเหยียนจึงนั่งลงหันหลังให้กับอาจารย์หลี่ ทันทีที่เริ่มหลับตาประสานมือทำมุทราบนหน้าขาของตัวเอง เขาก็รู้สึกถึงกระแสลมปราณที่ซัดเข้ามาทางด้านหลัง
“ธรรมชาติรอบตัวเ้าล้วนมีพลัง ข้าจะเปิดจุดชีพจรทั้ง108ของเ้า หลังจากนั้นค่อยให้เ้าััถึงพลังที่ไหลเวียนทั้งภายในกายเ้า และพลังงานรอบนอก”
อาจารย์หลี่ใช้ลมปราณตัวเองกระตุ้นที่จุดตันเถียนของมู่จิ่นเหยียนจากทางด้านหลัง ซึ่งจุดนี้ถือเป็จุดกึ่งกลางที่รวบรวมลมปราณของร่างกายเอาไว้
ทันทีที่จุดนี้ถูกกระตุ้น ทั่วร่างกายของมู่จิ่นเหยียนก็รู้สึกถึงกระแสความอุ่นสายหนึ่ง วิ่งไปตามจุดชีพจรต่างๆ ทั่วร่างกาย
“ต่อไปเ้าก็ฝึกลมหายใจ ทำส่วนบนให้ว่างเปล่า ทำส่วนล่างให้หนักแน่น ปล่อยใจให้ว่าง ปล่อยจุดชีพจรให้เป็อิสระ”
มู่จิ่นเหยียนค่อยๆ ทำตามคำสั่งของอาจารย์หลี่ไปทีละขั้นตอน จนเขานั้นรับรู้ได้ถึงลมปราณสายหนึ่งที่อัดแน่นอยู่ที่ช่องท้อง และดูเหมือนว่ามันกำลังจะดันออกไปทั่วทั้งร่างกาย
จากช่องท้อง มายังหน้าอก ลำคอ กระแสอุ่นนั้นไหลวนไปทั่วทั้งร่างกายในเวลาไม่นาน
ผ่านไปสองเค่อ (30นาที) มู่จิ่นเหยียนก็รู้สึกว่าร่างกายของตนนั้นเบาสบายมากยิ่งขึ้น เริ่มััได้ถึงจิตของตนเอง มู่จิ่นเหยียนทำได้เพียงเฝ้ามองดูจิตของตัวเอง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน
มู่จิ่นเหยียนที่เริ่มโคจรลมปราณไปทั่วร่างกายนั้น ก็เริ่มััได้ถึงสิ่งต่างๆ รอบตัวชัดเจนมากยิ่งขึ้น ลมหายใจของอาจารย์ที่อยู่ด้านหลัง เสียงใบไม้ที่ต้องลมยามค่ำคืน นกเค้าแมวที่ส่งเสียงร้องออกมา หรือแม้กระทั่งเสียงน้ำไหลจากลำธารด้านข้าง เขาล้วนได้ยินชัดเจนยิ่งกว่าแต่ก่อน
อาจารย์หลี่ที่เฝ้ามองมู่จิ่นเหยียนโคจรลมปราณทั้ง7สายทั่วร่างกายนั้น ก็พยักหน้าให้กับความสามารถของลูกศิษย์ผู้นี้ ในบรรดาคนสกุลมู่เขานั้นเอ็นดูมู่จิ่นเหยียนมากที่สุด
อาจจะเป็เพราะว่าร่างกายของนางเป็ผู้หญิง ทั้งยังกำพร้าบิดาั้แ่ยังเล็ก ดังนั้นแรงกดดันที่มีย่อมมากกว่าผู้อื่นเป็หลายเท่าตัว
แต่มู่จิ่นเหยียนก็ไม่เคยเอาสิ่งพวกนี้ มาเป็ข้ออ้างในการฝึกฝน ตรงกันข้ามนางรู้ตัวดีว่าร่างกายของตนไม่ได้แข็งแกร่งอย่างพี่ใหญ่และพี่รอง
สิ่งนี้จึงเป็แรงกระตุ้นให้นางหมั่นฝึกฝนอย่างหนัก สำหรับเด็กผู้หญิงอายุเพียงสิบขวบ ต้องตื่นมาฝึกั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง กว่าจะหยุดพักก็หลังตะวันตกดินไปแล้ว ทุกสิ่งที่นางกระทำล้วนตกอยู่ในสายตาของอาจารย์หลี่เสมอมา
“เคลื่อนลมปราณมาไว้กลางฝ่ามือ”
อาจารย์หลี่เห็นว่าตอนนี้ลมปราณของมู่จิ่นเหยียนเริ่มมั่นคง จึงออกคำสั่งให้ลองบังคับลมปราณมาไว้ที่จุดต่างๆ
มู่จิ่นเหยียนได้ยินดังนั้นก็เริ่มควบคุมลมปราณที่อยู่ในร่างของตนเอามาไว้กลางฝ่ามือ ความรู้สึกอุ่นร้อนเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
ก่อนหน้านั้นตนใช้วรยุทธ์แฝงไปด้วยกำลังภายในขั้นพื้นฐาน แต่กลับคิดว่าฝีมือของตนล้ำหน้ากว่าผู้อื่น มาบัดนี้เข้าใจแล้วว่า หากเทียบกับคนในยุทธภพแล้วตนเองอาจจะเป็เพียงผู้ที่มีฝีมือแค่เพียงขั้นกลางเท่านั้น
“ตอนนี้กลางฝ่ามือของเ้าร้อนขึ้นเรื่อยๆ ใช่หรือไม่ ััได้ถึงเสียงลม เสียงใบไม้ใช่หรือไม่ ทีนี้ลองรับมือจากข้าดู”
ทันทีที่อาจารย์หลี่เอ่ยเสร็จ มู่จิ่นเหยียนที่เพิ่งลืมตาขึ้นมากะทันหัน ในดวงตากลับเปียกชุ่มไปด้วยน้ำที่ถูกชายชราสาดออกมา
“ซ่า!!”
“ท่านทำอะไรเนี่ย แล้วไหนบอกให้ข้ารับมือท่าน”
“ก็นี่อย่างไร”
“ท่านสาดน้ำข้านี่นะหรือ”
“ก็ใช่แล้วอย่างไร เ้าไม่รู้หรือว่าจะมีน้ำสาดมาที่ตัวเ้า เ้าควบคุมน้ำพวกนี้ไม่ได้หรือ”
มู่จิ่นเหยียนได้แต่ถอนหายใจ อาจารย์ผู้อื่นจะสั่งสอนศิษย์แบบอาจารย์ของตนหรือไม่ หากไม่หาเื่กลั่นแกล้งเขา อาจารย์ก็คงจะเบื่อหน่ายชีวิตจนเกินไปสินะ
แล้วยิ่งครั้งนี้ เขาเพิ่งเริ่มที่จะััลมปราณ ััพลังธรรมชาติได้อย่างแท้จริง อาจารย์หลี่ก็สาดน้ำมายังตนทันที ตอนนี้ทั้งตัวั้แ่ศีรษะลงมา ล้วนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ
“หนาวหรือ เปียกหรือ เมื่อสักครู่เ้ายังทำให้มือของเ้าร้อนได้เลย เหตุใดไม่ทำให้ตัวของเ้าอุ่นเล่า อุ่นจนร้อน ร้อนจนเสื้อผ้าแห้ง”
มู่จิ่นเหยียนเข้าใจแล้วว่า วัตถุประสงค์ของอาจารย์ที่ทำเช่นนี้คือสิ่งใด จึงลองโคจรลมปราณผ่านจุดชีพจรต่างๆ ทั่วร่างจนร่างกายร้อนขึ้น ขับไล่ความหนาวเย็นจากน้ำที่สาดมาเมื่อครู่ ร้อนจนเสื้อผ้าบางส่วนเริ่มแห้ง
แต่ชุดที่สวมใส่ยังไม่ทันแห้งสนิทดี ความเย็นรอบใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“เ้าใช้เวลานานไป ลองใหม่อีกครั้ง”
มู่จิ่นเหยียนทำเช่นนี้ วนเวียนไปจนกระทั่งตัวเขาเองก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า การเดินลมปราณของตนนั้นรวดเร็วและแม่นยำขึ้นมากกว่าแต่ก่อน
จากเดิมที่ใช้เวลามากกว่าหนึ่งก้านธูป (15นาที) ตอนนี้เหลือเพียงแค่ไม่กี่่ลมหายใจ เขาก็สามารถสร้างลมปราณให้ร่างกายร้อนจนเสื้อผ้าแห้งได้แล้ว
เพียงแต่เขายังไม่สามารถหยุดยั้งสายน้ำที่อาจารย์สาดออกมาได้ ถึงแม้จะจับพลังของน้ำพวกนั้นได้แล้ว แต่เขายังไม่สามารถควบคุมมันจากระยะไกลได้
สองอาจารย์อยู่ในลานฝึกหลังเรือนไผ่อยู่ค่อนคืน อาจารย์หลี่เห็นความคืบหน้าของศิษย์คนเล็กก็ให้รู้สึกพอใจอยู่ไม่น้อย
“วันนี้พอก่อน มากไปกว่านี้เ้าได้ตายแน่ งานวันแต่งงานของเ้า ข้าจะไปร่วมด้วย เมื่อนั้นข้าจะดูสิว่าเ้าจะหยุดน้ำที่ข้าสาดมาได้หรือไม่”
“ท่านจะไปงานแต่งงานจริงๆ หรือ”
“อืม”
“ข้ารักท่านที่สุด”
มู่จิ่นเหยียนดีใจจนบอกไม่ถูก ได้แต่วิ่งไปกอดร่างกายของชายชราตรงหน้า เหมือนอย่างที่ชอบทำสมัยตอนยังเป็เด็ก
“เอาล่ะ พอได้แล้ว นี่ก็ดึกแล้วเ้าจะค้างที่นี่ หรือกลับเลย”
“ข้าว่าจะขอไปล้างเนื้อล้างตัวเสียหน่อย แล้วจะกลับเลย ท่านไม่ต้องเป็ห่วง เข้านอนเถิด”
“อืมๆ กลับดีๆ ระวังตัวด้วย”
มู่จิ่นเหยียนที่หายเข้าไปในห้องที่ตัวเองเคยอาศัยอยู่เมื่อครั้งที่ใช้ชีวิตที่นี่ ในนั้นยังมีชุดเก่าของตน ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี
เขาหายเข้าไปล้างหน้าล้างตัว จนรู้สึกสดชื่น จึงเดินออกจากเรือนไผ่ ตรงไปยังคอกม้า จูงเ้าเสี่ยวเฮยเดินออกไปอย่างเงียบๆ ปล่อยให้ผู้เฒ่าชราพักผ่อนอยู่ด้านใน
การมาครั้งนี้ของมู่จิ่นเหยียนไม่เสียเที่ยวทีเดียว นอกจากลมปราณภายในร่างยังดูกระตุ้นจนสามารถเดินลมปราณได้อย่างที่ตั้งใจแล้ว
อีกทั้งยังได้พูดคุยหยอกล้ออาจารย์หลี่ให้หายคิดถึง กลับไปเมืองหลวงครานี้ เขาต้องให้หานผู่จัดเตรียมเรือนสำหรับพักผ่อนเอาไว้เสียหน่อย ในเมื่ออาจารย์รับปากแล้วว่าวันงานแต่งงานของเขาจะมาร่วมอวยพร