หลังจากการเจรจาต่อรองได้ข้อยุติ ไฟแห่งสงครามจึงได้มอดดับลง ผู้รุกรานได้เปลี่ยนสถานะเป็นลูกค้าผู้เช่าผ่านทาง เมื่อเวลาได้ผ่านพ้นไปการเตรียมการจึงแล้วเสร็จ กองทัพแห่งคัมเบียจึงได้เดินผ่านประตูเมืองเข้ามา เส้นทางเดินทัพหนึ่งบนดินแดนฝั่งบูรพาก็ได้ถูกจัดเตรียมขึ้น เส้นทางนี้ยาวเลื้อยไปจนถึงที่ราบลุ่มอันเป็นประตูเมือง เป็นสถานที่สำหรับมุ่งหน้าไปสู่แนวเทือกเขาทิศอุดร กิจการรถม้าที่สืบทอดมาจากบิดาผู้ล่วงลับ ก็ได้ใช้สำหรับเดินทางขนเสบียงให้แก่อีกฝ่าย
แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้นั้นรวมอยู่ใน 4,500 ล้านเหรียญทองแล้ว เหล่าผู้สูญเสียต่างก็ได้รับการเยียวยาจากสินสงครามนี้อย่างเท่าเทียม ส่วนที่เหลือในอนาคตชายหนุ่มย่อมต้องทวงแน่เมื่อโอกาสนั้นมาถึง เหตุการณ์ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบในแบบที่สมควรจะเป็น กองทัพชาวคัมเบียทั้งหลายเดินทางไปตามเส้นทางโดยที่มีชายหนุ่มเดินคุมเชิงตามหลังห่างออกไป ไม่มีผู้ใดกล้าเดินออกนอกเส้นทาง เพราะมีคนลองของแล้วเจอดี จนเกิดเป็นเสียงตูมตามดังขู่ให้ตกใจ
การขนเสบียงผ่านที่ราบทางบกย่อมไวกว่าการขนส่งเดินตัดผ่านในป่าเขาที่รกทึบ ดังนั้นรถม้าพาซัคทั้งหมดก็ได้ขนส่งเสบียงถ่ายโอนเสบียงทั้งหมดโดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง เป็นเส้นทางที่ตัดผ่านตัวเมืองหลวงเพื่อมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศเหนือโดยตรง ไม่ได้ถูกจำกัดเส้นทางดังเช่นที่ชาวคัมเบียทั้งหลายโดนตีกรอบเอาไว้ เวลาที่ใช้ขนถ่ายเสบียงจึงรวดเร็วเป็นอย่างมาก เมื่อกองทหารชาวคัมเบียทั้งหลายเดินทางมาถึงประตูเมือง ด้านนอกกำแพงเมืองก็มีกองเสบียงจำนวนมากรอคอยพวกมันอยู่ก่อนแล้ว
ราชาวรมันที่ 2 ไม่กล่าวคำใดให้มากความ มันนั่งอยู่บนหลังอสรพิษศึกอย่างเงียบงัน ปล่อยให้เหล่าทหารจัดแจงขนเสบียงศึกเดินตามมา แหวนมิติเก็บสิ่งของที่ชาวคัมเบียเหล่านั้นมี ย่อมเป็นวัตถุวิเศษเก็บสิ่งของที่มีพื้นที่ให้ใช้สอยจำนวนมาก แต่พื้นที่เหล่านั้นก็ไม่ได้มีมากเท่ากับสมุดเล่มเขียวที่แอสคลีเพียสใช้สิงสถิต การต้องเสี่ยงทำสงครามที่ห่างจากดินแดนบ้านเกิด ยิ่งกักตุนเสบียงไว้ได้มากเท่าไหร่ เหล่าทหารทั้งกองทัพยิ่งสามารถแสดงพลังที่แท้จริงได้มากเท่านั้น
มีปราชญ์โบราณท่านหนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า เมื่อสังขารหมดแรงจึงต้องเติมสารอาหารให้ร่างกาย ดังเช่นต้นไม้ที่สู้กับแสงแดด แผดเผาเป็นพลังให้ขยายไปทั่วร่างเสมือนรากที่หยั่งไปทั่วกาย และใช้พลังที่ได้มานี้ขยับกิ่งก้านให้เติบโต จะเห็นได้ว่าสารอาหารนี้ก็คือสิ่งหล่อเลี้ยงของสรรพชีวิต จึงไม่แปลกที่ราชาแห่งคัมเบียจะใส่ใจในส่วนนี้มากเป็นพิเศษ มันจึงล่วงรู้ได้ทันทีที่เหล่าทหารตรวจนับเสร็จ ว่าชายหนุ่มที่กำลังตามมาห่างๆ นั้น ได้ดูแลลูกค้าของตนเป็นอย่างดี แม้จะเคยระเบิดข่มขู่ แต่ก็ยังเลือกแถมเสบียงส่งเพิ่มเข้ามาให้อีกสิบคันรถแยกต่างหาก
ราชาวรมันที่ 2 ที่นั่งอยู่บนอสรพิษศึกต้องยอมรับจากใจจริงๆ ว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่ธรรมดา สังเกตได้จากการที่มันได้ยินเสียงร้องทรมานประสานเสียงดังแว่วลอยมาจากที่ไกล และที่น่าขนลุกที่สุดก็คือเสียงร้องทั้ง 3 เสียงนี้ มักจะดังขึ้นทุกวันในยามก่อนฟ้าสาง ตลอดการเดินทางผ่านกรุงซัลวาโตเรแห่งนี้ เหล่าทหารชาวคัมเบียต่างก็ขนลุกขนพอง ล่ำลือกันไปต่างๆ นานา บ้างก็บอกว่าเป็นเสียงของภูตผี บ้างก็พูดเล่าไปถึงตำนานเทพแห่งความตาย คงมีเพียงระดับครึ่งเทพ และเหนือมนุษย์ที่เก่งกาจมากพอเท่าที่จะรับรู้ได้ว่าเสียงนี้ลอยมาจากที่ไหน และเหตุใดผู้ที่กรีดร้องเหล่านี้จึงดูทรมานนัก
จากคำบอกเล่าของแม่ทัพคุมเสบียงนายหนึ่ง ดูเหมือนว่าสัตว์เลี้ยงที่เคยโดนขโมยจะถูกลงโทษ ความโหดเหี้ยมอำมหิตที่ได้ฟังมานี้ ทำให้ราชาแห่งคัมเบียต้องลอบกลืนน้ำลาย ลดความเป็นศัตรูลงอยู่มากโข มิเนอร์วาแค่กวาดตามองท่าทางของวรมันที่ 2 ก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายนั้นคิดสิ่งใดอยู่ ในคราแรกนั้นชายหนุ่มเองก็คิดจะสู้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
แต่ในเมื่อตกลงกันได้ อีกทั้งยังได้รับสัตว์เลี้ยงทั้งสามกลับคืนมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นนั้นเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยให้เสียชื่อ การฆ่าโดยที่ไม่ต้องฆ่าจะอย่างไรก็ดีกว่า แต่ที่ฆ่าไปแล้วก็เหตุสุดวิสัยช่วยไม่ได้ ดันกล้ามารุกรานผู้อื่นก่อนเอง ตกตายไปบ้างก็ถือว่าได้พยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว เมื่อกองทัพชาวคัมเบียทั้งหลายพากันเดินจากไปไกลแล้ว มิเนอร์วาที่เดินตามมาทางด้านหลังก็เอ่ยเสียงพูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“ข้ามาส่งได้เพียงเท่านี้ หากท่านต้องการรบกับอาณาจักรเลวาก็ไปรบกันให้ไกล อย่าให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมาเดือดร้อนเพราะความอยากของพวกท่าน แม้อาณาจักรที่เคยโสมมนี้จะไม่ใช่แผ่นดินที่เป็นของข้า แต่ข้าก็นับถือพวกเขาเป็นเพื่อนร่วมเผ่าผู้หนึ่ง หากไม่อยากให้ทางเดินกลับบ้านถูกตัดขาด ก็อย่าได้คิดท้าทายในตัวข้า จ่ายมาเสียอีก 1,500 ล้านเหรียญทอง และเจ้าก็ต้องส่งสัญญาชำระหนี้มาให้ข้าด้วย ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเป็นเพียงซากร่างที่ตายลงในสงครามก็ตาม อาณาจักรคัมเบียจะชดใช้ในส่วนนี้ให้แก่ข้าในภายหลัง”
วรมันที่ 2 ไม่ได้สั่งให้หยุดเดินทัพ อสรพิษศึกยังคงเลื้อยต่อไป เพียงไม่นานก็มีวัตถุปริศนาพุ่งเป็นเงาดำเข้าหามิเนอร์วา ชายหนุ่มหรี่ตาจ้องมองไปที่ท่าทางสะบัดมือของอีกฝ่าย ร่างกายก็ขยับแขนตวัดมือรับสิ่งของที่พุ่งเข้าหานี้อย่างแม่นยำ ไม่มีความเกรงกลัวว่าจะโดนลอบทำร้ายเลยสักนิด เมื่อแบมือออกก็พบหยกสลักก้อนหนึ่ง ที่ถูกแกะเขียนเอาไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรในสัญญา ที่อาณาจักรคัมเบียได้ติดค้างไว้ รวมไปถึงเงื่อนไขทั้งหมดที่ชายหนุ่มเอ่ยเสนอ
ตัวมันผู้เป็นราชาเองก็ไม่เคยคิดอยากให้อีกฝ่ายนั้นติดตามมา เลือกที่จะเดินทัพจากไปอย่างสงบ มุ่งหน้าเดินไปตามทางที่แผนที่อันเป็นลายแทงได้ระบุไว้ สถานที่เป้าหมายนั้นยังคงอยู่ห่างไปอีกไกลโข จะอย่างไรก็ต้องรีบเดินทางต่อจึงไม่ยอมให้เรื่องเล็กน้อยนี้มาทำให้เสียการใหญ่ มิเนอร์วาเองก็ไม่ได้สนใจหรือให้ค่ากับการกระทำนี้ เมื่อตรวจนับทุกสิ่งอย่างว่าครบแล้ว ก็ถึงเวลาที่ทั้งสองฝ่ายต้องหันหลังจากกันไปคนละทาง
ชื่อเสียงของมิเนอร์วาได้ถูกร่ำลือกระจายออกไป ว่าเขานั้นคือวีรบุรุษที่ทำให้ไฟแห่งสงครามได้มอดดับลง ชาวบ้านต่างก็พากันแซ่ซ้องสรรเสริญให้กับความกล้าหาญของชายหนุ่ม มองไปก็เห็นเด็กเล็กที่วิ่งไล่จับกัน พวกเขาร้องเพลงสดุดีให้แก่วีรกรรมที่เหล่าผู้เฒ่าเล่าให้ฟัง เสียงทำนองขับขานเล่าถึงอดีต กล่าวถึงความชั่วร้ายที่ได้เคยย่ำยีเหล่าผู้กล้าแห่งซัลวาโตเร เมื่อหอกอันเลื่องชื่อทั้งสองถูกแอบหักโค่นลง ผู้เป็นนายที่กลับมาเห็นสภาพนั้นจึงกวาดล้างทรมานจนแทนลายัสได้ล่มสลาย ใช้เสียงปลุกร้องแทนไก่ขันในยามเช้า เป็นเสียงที่มังกรเงาแห่งบูรพาทิศมอบเป็นบทบรรเลงส่งวิญญาณ บูชายัญสังเวยแด่เหล่าผู้กล้าที่ใช้นามแห่งซัลวาโตเร บรรณาการนี้ย่อมมอบให้พวกเขาที่จากไปในสงครามฆ่าล้างครอบครัว
แต่แล้วทำนองเพลงก็เปลี่ยนไปเป็นเสียงแตกตื่น เมื่อมีเด็กกลุ่มใหม่ยกพวกวิ่งเข้าหา เด็กน้อยผู้หนึ่งวิ่งหนีอีกฝ่ายมาโดยประมาทต้องการหนีไปจากที่นี่ เขามัวแต่หันหลังไม่ดูข้างหน้าปากก็กล่าวอ้างขู่ไปว่าตนนั้นคือซัลวาโตเร วิ่งจนร่างผอมบางที่มองเห็นกระดูกไหปลาร้าได้อย่างชัดเจนของเด็กหนุ่มผู้นี้ชนชายหนุ่มเข้าอย่างจัง ด้วยความมั่นคงดั่งภูผามิเนอร์วาย่อมปักหลักยืนได้อย่างมั่นคง แต่เด็กน้อยที่วิ่งมากระแทกนี้กลับโชคร้าย หงายหลังร้องโอดโอยอย่างมึนงง
เพียงกวาดตามองโดยรอบหนึ่งครั้ง ชายหนุ่มก็ยกยิ้มแลตามองลงต่ำไปยังเด็กหนุ่มผู้นี้ เมื่อมองใบหน้าให้ชัดเจนมิเนอร์วาจึงจำได้ว่าเด็กน้อยผู้นี้คือใคร สถานที่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากโบสถ์มากนัก ย่อมหมายความว่าบ้านเด็กกำพร้าเองก็ตั้งอยู่ด้วยกัน เด็กหนุ่มผู้ที่เอาแต่อ่านหนังสือโดยไม่แยแสในสิ่งรอบข้างคนนั้นนี่เอง มิเนอร์วาส่งเสียงเฮอะในลำคอไปหนึ่งทีแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ชื่อของซัลวาโตเรนั้นหนักนัก ครอบครัวของข้าไม่เคยหันหลังหนีศัตรูเช่นเจ้า หากเจ้าเลือกที่จะหนีเพื่อนของเจ้าที่หวาดกลัวอยู่ตรงนั้นก็จะถูกรังแก ซัลวาโตเรที่แท้จริงย่อมปกป้องพวกพ้องของตัวเองดุจญาติมิตรในครอบครัว จงแสดงให้ข้าเห็นว่าชื่อที่เจ้ากล่าวอ้างนั้นองอาจกล้าหาญได้มากสักแค่ไหน อย่าได้หวาดเกรงกับกลุ่มคนเพียงแค่นี้ หากนามแห่งซัลวาโตเรที่เจ้าต้องการแบกรับหนักได้แค่นี้ เช่นนั้นก็น่าหัวร่อต้องเป็นตัวตลกในสายตาของผู้อื่นแล้ว”
“ใครว่าข้าหนีกัน! ปราชญ์โบราณกล่าวเอาไว้ว่า ในการสงครามผู้ชนะคือผู้ที่จะออกรบโดยที่รู้วิธีเอาชนะแล้ว ต่างจากผู้แพ้ที่มักจะรบก่อนแล้วค่อยไปหาวิธีเอาทีหลังในสนามรบ ข้าเพียงแค่ต้องการอาวุธก็เท่านั้น ในการสงครามข้าจะอาศัยความได้เปรียบทุกประการ ใช้ออกด้วยกลยุทธ์ร้อยแปดพันวิธี ไม่สนวิธีการ ท่านรอดูก็แล้วกัน!”
มิเนอร์วาเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ ในใจก็ลอบชื่นชมที่เด็กหนุ่มผู้นี้มีความรู้ที่กว้างขวาง รู้จักแม้กระทั่งปราชญ์โบราณที่บันทึกพิชัยยุทธการสงคราม แม้ภายในจะชื่นชมสนใจ แต่ภายนอกกลับนิ่งเงียบไม่พูดสิ่งใด อีกฝ่ายมีอาการฮึดฮัดไม่พอใจอยู่เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยงอแงหรือแก้ตัวอีก เมื่อเด็กกลุ่มนั้นวิ่งไล่ตามมาทัน ร่างที่นั่งอยู่บนพื้นดินก็ดีดตัวพุ่งหนีไปอีกทาง กลุ่มเด็กผู้มาใหม่นี้ไม่สนใจมิเนอร์วาเลยแม้แต่น้อย พวกเขาดูไปแล้วก็อายุมากกว่าเหล่าเด็กกำพร้าพวกนี้อยู่หลายดี ถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่รู้โดยละเอียดว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ก็พอจะเดาได้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
ผู้ที่คิดว่าตนเองนั้นเหนือกว่ามักจะหาเรื่องเหยียดหยามผู้อ่อนแอ เหล่าเด็กกำพร้าทั้งหลายเองก็ไม่ต่างกัน บ้างก็ถูกเด็กในวัยเดียวกันเอ่ยล้ออย่างน่าสงสาร บ้างก็ถูกกลั่นแกล้งจากผู้ที่มีปมด้อย ซัลวาโตเรนั้นบริจาคช่วยเหลือเด็กกำพร้าเหล่านี้ทุกปี ให้ความรู้ มอบอาหาร และสิ่งของที่เด็กในวัยนี้สมควรได้รับ คอยสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาสามารถออกไปเผชิญกับโลกที่โหดร้ายได้อย่างปลอดภัย ยิ่งไม่เคยมีก็ต้องขวนขวายหามาเองให้ได้ และความรู้คือแก่นสำคัญที่ชายหนุ่มมักเอ่ยบอกอยู่บ่อยๆ
เด็กน้อยผู้นี้เองก็ฉลาดนัก เขาวิ่งไปอย่างรวดเร็วแล้วใช้ร่างกายปะทะชนเข้ากับไม้ไผ่ต้นหนึ่ง ไม่สนใจว่าร่างกายของตัวเองจะบาดเจ็บมากแค่ไหน ไม้ต้นนี้มีโค้งงอแต่ก็ไม่ได้หักโค่นลง เด็กน้อยหักกิ่งไผ่ต้นนี้ลงได้ด้วยร่างกายแยกมันออกจากต้นจนกลิ้งกระเด็นไปไกล เสียงโอดโอยดังขึ้นอยู่ชั่วครู่ก็รีบกลั้นเก็บเอาไว้ เด็กหนุ่มลุกขึ้นคว้ากิ่งไผ่ที่อยู่ในมือขึ้นมารูด โดยที่ไม่สนใจว่ามือที่รูดเอากิ่งเล็กกิ่งน้อยออกนั้นจะบาดเจ็บโชกเลือดสักแค่ไหน เป็นดังเช่นการรูดก้านมะยมที่ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่หากจิตใจไม่โหดเหี้ยมมากพอย่อมไม่อาจจะกระทำได้อย่างแน่นอน
ภาพของกระบี่ไม้ไผ่ที่ถูกรูดออกมาจากปลอกโลหิตนี้ ทำให้อีกฝ่ายที่วิ่งไล่ตามมามีอันต้องหยุดเท้าลงอย่างกะทันหันแต่ดูท่าจะไม่ทันเสียแล้ว ในมือของเด็กหนุ่มนั้นคือกิ่งไผ่ที่ยาวประมาณครึ่งวา กิ่งไผ่เขียวชุ่มไปด้วยเลือดที่แดงฉาน เสียงของเนื้อที่ถูกฟันจึงดังขึ้นเมื่อเด็กหนุ่มตวัดกิ่งไผ่ฟาดใส่ร่างกายของอีกฝ่าย แม้ท่าทางจะดูเงอะงะดังเช่นคนที่ไม่เคยฝึกกระบี่ แต่ก็ต้องยอมรับว่ากระบี่นั้นอยู่ที่ใจ แค่กิ่งไผ่ก็สามารถไร้เทียมทานได้
การเตรียมใจที่โหดเหี้ยมกับตัวเองเช่นนี้ ย่อมน่าประทับใจเป็นอย่างมาก ความกล้าเช่นนี้แม้แต่ในผู้ใหญ่บางคนยังหาได้ยาก มองดูอีกฝ่ายจากที่ถูกไล่ล่าก็เปลี่ยนมาเป็นทุบตี ฟาดใส่ร่างของอีกฝ่ายไม่ยั้งมือ แต่สองแขนหรือจะสู้กับสิบมือ เพียงไม่นานเด็กหนุ่มก็เพลี่ยงพล้ำตกเป็นรอง แต่เคราะห์ดีที่สมองของเด็กผู้นี้นั้นชาญฉลาด เขาวิ่งหนีหายเข้าไปภายในซอยแคบ กว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวก็ติดอยู่ในแผนของเขาแล้ว คนหมู่มากที่ทำได้เพียงเข้ามาทีละคนจึงถูกทุบตีอย่างทารุณ ถูกไล่ตะเพิดจนเด็กพวกนั้นวิ่งหนีไป ปากก็ตะโกนร้องแล้วข่มขู่ว่าจะฟ้องบิดาให้มาจัดการพวกเขาเหล่าเด็กกำพร้า
เด็กหนุ่มที่เห็นว่าตนเองปลอดภัยแล้วก็น้ำตานองหน้าเพราะเจ็บปวด เขากัดฟันเดินกลับมาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งที่ตกอยู่บนพื้น แล้วล้มลงเพราะหมดแรง เพื่อนของเขาที่จับกลุ่มเพราะความหวาดกลัวต่างก็กรูกันเข้ามาห้อมล้อมด้วยความเป็นห่วง มีบ้างที่เอ่ยฟ้องต่างๆ นานาเกี่ยวกับเด็กอันธพาลกลุ่มเมื่อสักครู่ มิเนอร์วาจึงได้รู้ว่าพวกเขานั้นถูกรังแกมาช้านาน โดยที่ในแต่ละครั้งก็จะเป็นเด็กหนุ่มผู้นี้ที่ไล่พวกเขาไป แม้ชายหนุ่มจะกว้างขวางในเรื่องของการค้า แต่ปัญหาเช่นนี้ก็มีอยู่มากเพราะสังคมที่แบ่งแยก จึงไม่อาจรู้ได้หมดในทุกเรื่องที่เกิดขึ้น
“โลกบัดซบใบนี้ไม่เคยใจดีกับพวกข้าเลยสักครั้ง เกิดมาเป็นกำพร้าก็นับว่าโชคร้ายแล้ว แต่เหตุใดผู้คนจึงยังคิดรังเกียจแบ่งแยก ชอบทารุณพวกเราดั่งต้นหญ้าไร้ค่าที่ขึ้นอยู่ริมทาง…”
เมื่อกล่าวคำตัดพ้อต่อชีวิตจบเด็กหนุ่มก็เป็นลมสลบไป มิเนอร์วาสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นไม่พอใจต่อชะตาชีวิตได้อย่างชัดเจน เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุด แม้เขาจะสลบไปแล้วแต่หางตาก็ยังเปียกชื้นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ควบแน่นไหลออกมาเป็นหยดน้ำแห่งความโศก มิเนอร์วาถอนหายใจยาวเข้าใจดีว่าอีกฝ่ายนั้นรู้สึกเช่นไร เขาหยุดยืนมองอยู่สักครู่ก็ขยับปากพ่นลมออกมาเป็นคำพูด
“เดิมทีโลกใบนี้มันก็บัดซบอยู่ก่อนแล้ว หากปัญหามันรุมเร้าเจ้าก็แค่เผามันทิ้งเสีย จะเทวาหรือยักษาซัลวาโตเรก็จะสยบเขี่ยออกให้พ้นทาง เด็กน้อยเอ๋ย… ต่อจากนี้ไปเจ้าคือผู้ถือหอกแห่งปัญญา”
กล่าวจบมิเนอร์วาก็ย่อตัวก้มลงไป ชายหนุ่มกรีดนิ้วป้ายเลือดเข้าไปที่บาดแผลบนฝ่ามือของอีกฝ่ายโดยตรง ไม่ได้ใช้โอสถใดมารักษา โลหิตของมิเนอร์วาที่ใช้สำหรับรักษาผู้อื่น ย่อมมีสรรพคุณดีเยี่ยมยิ่งกว่าโอสถใด เมื่อปรับให้เหมาะกับร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว พิษสำหรับการรักษาก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งร่างกายอย่างรวดเร็ว จนบาดแผลทั้งหมดสมานตัวเข้าหากันจนหายสนิท ผ่านไปเพียงไม่นานก็มองไม่เห็นบาดแผลที่เคยมี เมื่อเห็นว่าการรักษาสำเร็จผลแล้วเขาก็เตรียมจะลุกยืน แต่แล้วก็ต้องรีบหันหน้ากลับมาจ้องมองร่างของเด็กหนุ่มอย่างตกใจ
เด็กน้อยผู้นี้ร่างสั่นกระตุกกัดฟันร้องอย่างเจ็บปวดโดยไร้สาเหตุ ชายหนุ่มรีบคว้าข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นมาจับอย่างรวดเร็ว เมื่อหลับตาส่งพลังสะกดปกคลุมร่างนี้ให้หยุดกระตุกชัก สักพักชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นอย่างแปลกใจ ในร่างของอีกฝ่ายเกิดการต่อต้านพิษแห่งการรักษานี้อย่างรุนแรงโดยธรรมชาติ แต่เนื่องจากไม่อาจหยุดให้พิษของมิเนอร์วาแพร่กระจายไปทั่วร่าง กลิ่นอายที่ทรงพลังรุนแรงมากเกินไปนี้ จึงทำให้ร่างกายนี้เกิดการต่อต้านทั่วตัวอย่างรุนแรง เกิดเป็นอาการให้เห็นดังเช่นเมื่อครู่ เหล่าเด็กน้อยที่เห็นเช่นนั้นก็กรีดร้องตกใจ บ้างก็สติหลุดกล่าวหาว่ามิเนอร์วานั้นฆ่าเด็กแล้ว
ชายหนุ่มสีหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้ รีบหาสาเหตุให้ได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงรีบกลั่นพิษอีกชนิดหนึ่งออกมา เป็นพิษแห่งการทำลายนั่นเองที่ถูกเติมเพิ่มเข้าไป กลุ่มเด็กน้อยที่เคยหวาดกลัวอยู่ก็พากันเงียบเสียงลงเมื่อเห็นชายหนุ่มขยับกาย การใช้พิษปรับพิษให้กลายเป็นไร้พิษนั้นเป็นเรื่องสามัญของผู้ใช้พิษ เมื่อสภาวะปั่นป่วนภายในร่างสงบลง ชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เกือบจะถูกเด็กจดจำว่าเป็นฆาตกรแล้ว แอสคลีเพียสเองก็แปลกใจกับเหตุการณ์นี้เช่นกัน จนเผลอหลุดปากพึมพำถามตัวเองออกมา
“เอลฟ์โบราณ? ...”
***ก็อดโอ : หลังจบเล่มที่สองจะเริ่มติดเหรียญแล้วนะครับ ขอขอบคุณเหล่าผู้มาเยือนจากต่างโลกทุกคนด้วยนะครับ ที่คอยกดให้กำลังใจ และติดตามเดินทางค้นหาคำตอบไปด้วยกัน ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ