พอสังเกตุเห็นว่า หลินยวี่ฮั่น เหมือนใจกำลังหวาดหวั่น คุณนายหลิน ก็ถอนหายใจ ก่อนหันกลับไปมอง เฉิงหยู่ พลางพูด “เฉิงหยู่ จริงๆวันนี้ยังมีอีกเื่ที่จะพูดกับเธอ”
“คุณน้าพูดมาเถอะครับ” พอเห็นปฏิกิริยาของทั้งสองแล้ว เฉิงหยู่ ก็รู้สึกว่าบรรยากาศชักไม่ดีซะแล้ว อีกทั้งยังพอจะรู้ว่าอีกฝ่ายคงคุยเื่ระหว่างเขา และ หลินยวี่ฮั่น
“เสี่ยวหยู่ เธอชอบ เสี่ยวฮั่น จริงๆหรือเปล่า?” คุณนายหลิน ไตร่ตรองมาแล้วพักหนึ่ง รู้สึกว่าต้องเปิดใจคุยดูสักตั้ง
“ใช่ครับ” เฉิงหยู่ ตอบไปตามตรง ถ้าจะให้พูด ผู้หญิงที่อบอุ่นและแสนดีแบบนี้ ถ้าไม่ชอบแล้วจะให้ไปชอบหมาแมวที่ไหน
“ถ้าเช่นนั้น ฉันก็จะขอพูดในมุมมองของฉันบ้างนะ สำหรับฉันแล้ว ความจริงก็ไม่ได้เห็นด้วยเื่จะมีความรักกันในตอนนี้ เพราะพวกเธอยังเด็กเกินไป ยังอยู่แค่ชั้นมัธยมปลาย แล้วก็ต้องสอบไล่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว อีกอย่างไม่รู้ว่าการเรียนของเธอเป็ยังไงบ้าง ถ้าหากว่าพวกเธอไม่สามารถสอบเข้ามหาลัยเดียวกันได้ ก็เป็ไปได้ที่จะต้องแยกจากกัน งั้นจะทำยังไงต่อล่ะ เพราะฉะนั้นฉันหวังว่าพวกเธอตอนนี้จะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด ไว้รอจนกว่าจะสอบเข้าเสร็จเราค่อยมาคุยกัน”
“คุณน้าครับ ผมรู้ว่าคุณน้าหมายความว่ายังไง วางใจเถอะครับ ผมไม่มีทางฉุดเื่เรียนของ ฮั่นฮั่น ให้ตกต่ำแน่นอน แล้วที่สำคัญผมก็จะพยายามสอบเข้ามหาลัยเดียวกับเธอให้ได้”
“นี่……. เสี่ยวหยู่ ฉันพูดตรงขนาดนี้ แถมคำพูดบางคำก็ค่อนข้างทำร้ายจิตใจ ฉันคิดว่าครอบครัวเธอคงอบรมมาได้อย่างดี เพียงแต่เธอก็เห็นสภาพของพวกเราแล้ว ฉันก็รู้ว่าครอบครัวที่มีฐานะหน้าตาอย่างพวกเธอค่อนข้างให้ความสำคัญกับเื่นี้ เพราะฉะนั้นขอพูดตามตรงนะ ฉันไม่ค่อยเห็นด้วยที่จะให้ เสี่ยวฮั่น คบกับเธอ เสี่ยวฮั่นเป็เด็กไร้เดียงสา มีชีวิตที่แสนลำบาก ฉันก็กลัวว่าชีวิตเธอจะต้องพังเพราะความรัก หวังว่าเธอจะเข้าใจหัวอกคนเป็แม่ แน่นอน ฉันไม่ได้หมายความว่าไม่ให้พวกเธอได้เจอกัน ฉันรู้ดีว่าเธอดีกับพวกเรามาก ฉันเองก็ซาบซึ้งใจมากเช่นกัน แต่ฉันก็หวังไว้ว่าให้เวลาเป็เครื่องพิสูจน์แล้วเราค่อยมาคุยเื่นี้กัน”
“เอ่อ คุณน้าครับ ผมเข้าใจในความคิดของคุณน้าครับ คนเป็แม่ก็ย่อมอยากจะเห็นลูกตัวเองได้ดีมีความสุข แต่ผมอยากให้คุณน้าลองฟังในมุมของผม ตัวผมเอง ชอบ ฮั่นฮั่น ด้วยความจริงใจ ส่วนเื่เรียนก็วางใจได้เพราะผมจะไม่รบกวนเธอเื่เรียนเด็ดขาด ที่สำคัญ ความจริงแล้วผมยังไม่คิดเื่ที่จะคบหาเป็คนรัก จนกว่าเธอจะยอมรับ ซึ่งผมไม่มีทางบังคับใจเธอ ถึงกระนั้นผมก็จะไม่ยอมปล่อยให้ใครมารังแกเธอแน่ เพราะฉะนั้นหวังว่าคุณน้าจะเชื่อใจผม อันที่จริงพวกเราสองคนที่กำลังพูกคุยเื่นี้กัน อาจทำให้ฮั่นฮั่นเสียความรู้สึก ผมขอแค่ให้เธอมีความสุขก็พอ อีกอย่างถ้าหาก ฮั่นฮั่น ยอมรับในตัวผมขึ้นมาจริงๆ คุณน้าวางใจได้เพราะว่าพ่อแม่ผมเป็คนมีเหตุผล พวกเขาก็เคยผ่านเื่ที่ยากลำบากมามากมาย ดังนั้นพวกเขาย่อมเข้าใจ และผมก็ไม่เคยคิดที่ทำให้คนรักตัวเองต้องเจ็บช้ำใจ เพราะฉะนั้นที่คุณน้าพูดมาทั้งหมด ล้วนไม่ใช่ปัญหา”
“อืมๆ ในเมื่อเธอพูดมาขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องขอบใจเธอมากที่ยอมเปิดใจพูดคุยตรงๆ” คุณนายหลิน รู้สึกโล่งใจขึ้น ที่สำคัญตอนนี้เธอชักรู้สึกจะชอบ เฉิงหยู่ บ้างแล้ว เขาเป็เด็กที่พูดจาฉะฉาน ทำให้คนที่ฟังรู้สึกสบายใจ กลับกันแล้วเป็ตัวเองที่มีอคติกับลูกหลานที่มีฐานะร่ำรวย พอมองในมุมกลับก็เหมือนเป็ตนเองที่มองผิดไป ก็จริงอย่างที่ลูกสาวพูดไว้ ถึงแม้ภายนอกเขาจะดูทะลึ่งตึงตังไปบ้าง แต่นิสัยจริงๆไม่ใช่คนเลวร้าย
แม้ว่า คุณนายหลิน จะพึงพอใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้เขาคบหากัน เื่นี้คงต้องมาว่ากันทีหลัง เพราะการดูคนมันต้องใช้เวลา ผ่านไปสักระยะก็คงจะได้รู้เอง บางทีอาจจะเป็เพราะเขายังไม่ค่อยสนใจในตัวลูกสาวของตนสักเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งที่ช่วยพิสูจน์คำพูด
“เอาล่ะ ที่อยากพูดน้าก็พูดไปหมดแล้ว น่าจะเรียก ฮั่นฮั่น ออกมาได้แล้วล่ะ ป่านนี้คงจะกังวลแย่”
“เสี่ยวฮั่น! เสี่ยวฮั่น! ออกมาได้แล้วลูก!” เมื่อได้ยินเสียงแม่เรียก หลินยวี่ฮั่น ก็รีบออกมาจากห้อง พอเห็นทั้งสองสีหน้ายิ้มแย้มก็ถอนหายใจออกมา แสดงว่าเหตุการณ์ราบรื่นดี
“คุณน้า ทีนี้ก็รับยานี้ไว้ได้แล้ว” เฉิงหยู่ ยิ้มพลางพูดถึงเื่ยาอีกรอบ
ตอนนี้ คุณนายหลิน ไม่ได้ปฏิเสธ รับไว้ด้วยความเต็มใจ “เสี่ยวหยู่ บอกน้าหน่อยได้ไหมว่าทำไมถึงมียาประหลาดพวกนี้?” คุณนายหลิน ประหลาดใจมาก ยาที่ เฉิงหยู่ มันต้องขายได้ในราคาสูงล้ำ แล้ว เฉิงหยู่ เองก็ดูไม่หวงมันเลย ขนาด หลินยวี่ฮั่น ที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังทำหน้าประหลาดใจ
“ฮ่าๆ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ยานี้ผมคิดค้นเอง ซึ่งทำการค้นคว้าวิจัยร่วมกับบริษัทหยุนไห่ของว่านเหม่ยกรุ๊ป อีกไม่กี่วันนี้จะเริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาด แต่ผลิตภัณฑ์สินค้าพวกนั้นประสิทธิภาพย่อมไม่เท่าของสิ่งนี้ เพราะว่าสินค้าพวกนั้นผมได้ปรับขนาดส่วนประกอบ คิดว่าไม่นานคงจะได้เห็นยาที่ผมคิดค้นตามท้องตลาด ที่ล้วนผ่านการผลิตภายใต้การดูแลของผมทั้งหมด”
พอทั้งสองได้ยินว่า เฉิงหยู่ เป็คนทำยานั้นขึ้นเอง ก็พูดอะไรไม่ออก ที่จริงคิดพวกเธอคิดว่ามันคงเป็ยาที่หายากและมีราคาแพง แต่คิดไม่ถึงจริงๆว่าเขาจะเป็คนสร้างมันขึ้นเอง ไม่น่าล่ะทำไมถึงได้ให้ยานั้นมาง่ายๆ
เฉิงหยู่ เห็นว่าสมควรแก่เวลากลับแล้วจึงลุกขึ้น
“เสี่ยวฮั่น ไปส่งเสี่ยวหยู่หน่อย” คุณนายหลิน พูดกับ หลินยวี่ฮั่น
“ไม่เป็ไร เธออยู่บ้านเถอะ ออกไปตอนนี้คงไม่ปลอดภัย ขืนไปส่งมีหวังฉันจะต้องวนกลับมาส่งเธออีก”
“งั้นฉันส่งหน้าบ้านนะ” หลินยวี่ฮั่น พูดพร้อมชี้ไปที่ข้างนอกถนน
ทั้งสองเดินตรงไป “เมื่อกี้คุยอะไรกับแม่ฉันหรอ?”
“แม่เธอบอกให้ฉันดูแลเธอดีๆ รอจนกว่าจะเรียนจบมหาลัยค่อยยกเธอให้แต่งกับฉัน!” เฉิงหยู่ พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ชิร์! อย่าแม้แต่จะคิด แม่ฉันไม่มีทางยอมรับหรอก” หลินยวี่ฮั่น หน้าแดง แต่ก็ไม่คิดจะเชื่อ
“เหอะๆ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปถามแม่เธอเอาเอง ถ้าคุยกันไม่รู้เื่ แม่เธอจะยอมรับยาจากฉันหรอ?”
“หึ นายคิดว่าจะฉันหลอกได้ง่ายๆหรอ เมื่อกี้ไม่เห็นพูดอย่างนี้”
“อ่ะๆ ฮั่นฮั่น ครอบครัวเรา ฉลาดแบบนี้กันหมดสินะ?”
“ใครเป็ครอบครัวนายกัน หน้าไม่อาย เอาล่ะ ส่งถึงตรงนี้แหละ กลับระวังๆล่ะ” หลินยวี่ฮั่น กล่าวกับเฉิงหยู่ จบก็ไม่คิดจะเสวนาต่อ เพียงหันหลังเดินกลับไป
เฉิงหยู่ ขากลับก็ติดสินใจนั่งรถประจำทาง แต่ทว่าขากลับมันช่างน่าผิดหวัง เพราะว่าคนในรถน้อยเหลือเกิน แทบจะว่างเปล่า ไม่แออัดเหมือนขามาเลยสักนิด
พอกลับถึงบ้านเขาก็ทักทายอาชายอาหญิงก่อนจะเข้าห้องนอน เฉิงหยู่ อยู่บ้านไม่เคยจะดูทีวี ส่วนใหญ่ก็หมกตัวอยู่ในห้องเพื่อฝึกฝน ฝึกรากฐานเพิ่มเติมจากคราวที่แล้ว กว่าจะบรรลุขอบเขตได้ไม่ใช่แค่วันสองวัน ถึงแม้เขาเองจะเป็เ้าแห่งการปรุงยา แต่ก็ต้องมีการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญ ก็ไม่ควรข้ามขั้นตอน แต่ยังไงก็ย่อมใช้ทางลัดนิดหน่อย เพื่อจะลดเวลา
วันรุ่งขึ้น เฉิงหยู่ ไม่ได้ไปโรงเรียน เพราะมีสอบภาษาอังกฤษ่บ่าย ถึง เฉิงหยู่ รีบไปก็มีแต่นอนกับนอน อีกทั้งหลายวันมานี้ก็ไม่ได้แวะไปหา หยางลั่วเซวียะ เขาคิดว่าบางที หยางลั่วเซวียะ อาจจะกำลังคิดถึงเขาอยู่ ถ้าจะให้เทียบกับ หลินยวี่ฮั่น แล้ว ลั่วเซวียะ เป็ผู้ใหญ่ และมีวุฒิภาวะมากกว่า ไม่ใช่เพียงแค่เสน่ห์ที่ดึงดูดแต่รูปร่างหน้าตาก็ยังน่าดึงดูดเช่นกัน ด้วยหุ่นและทรวดทรงที่เย้ายวน ไม่ใช่แค่ความมั่นใจในตัวเองเท่านั้น ด้วยอารมณ์บุคลิกของเธอมันช่างแตกต่างจากความน่ารักไร้เดียงสาของ หลินยวี่ฮั่น โดยสิ้นเชิง ที่แน่ๆตัวเขาก็ไม่สามารถตัดสินได้ว่าใครสวยกว่าใคร พวกเธอมีเอกลักษณ์เฉพาะเป็ของตัวเอง มีวัยที่แตกต่าง ความสวยจึงแตกต่างกัน
หยางลั่วเซวียะ อยู่ห่างจากบ้านของอาค่อนข้างไกล เฉิงหยู่ ต้องใช้เวลามากกว่าชั่วโมงครึ่ง พอมาถึงหน้าบ้าน หยางลั่วเซวียะ ก็กดออดที่หน้าประตู ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่บ้านจาง ก็เดินมาเปิดประตู “เป็คุณเฉิง นี่เอง”
“อืม แม่บ้านจาง ผมมาหา ลั่วเซวียะ เธออยู่บ้านไหมครับ?”
“ไม่อยู่หรอกค่ะ เธอไปออฟฟิศแล้ว มีเื่อะไรหรือเปล่าคะ?”
“อืม ก็มีเื่จะคุยด้วยนิดหน่อยครับ ออฟฟิศอยู่ที่ไหนหรอ แม่บ้านจาง ช่วยเขียนที่ตั้งให้ผมได้ไหมครับ? เดี๋ยวผมจะแวะไปดูสักหน่อย”
“ออฟฟิศอยู่ที่ ถนนจงไห่ เลขที่ 88 ถ้าจะเรียกรถไปก็บอกว่าไปที่ หวานเหม่ยกรุ๊ป ก็น่าจะไปถูกแล้ว” แม่บ้านจางก็ อธิบายให้ เฉิงหยู่ ฟัง
“อืม จำได้แล้วล่ะครับ ขอบคุณมากครับ”
จากนั้น เฉิงหยู่ ก็รีบเรียกรถคันหนึ่ง ก็ใช้เวลาอีกชั่วโมงครึ่งในการเดินทาง ตอนลงรถก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองนั้นไม่มีเงินพกติดตัว เมื่อกี้ที่ไปบ้าน ลั่วเซวียะ ก็เป็ร้อยสุดท้ายที่เหลือ
“พี่ชาย คงไม่คิดว่าจะนั้งรถฟรีหรอกนะ!” คนขับเห็น เฉิงหยู่ ล้วงไปล้วงมาในตัวเขาคิดว่าไม่น่าจะมีเงินแน่ๆ
“ไอ้หย่า โทษทีครับ ตอนนี้เงินติดตัวมาหมดแล้ว งั้นขึ้นไปกับผมได้ไหมครับ เดี๋ยวให้เพื่อนเอาเงินให้” เฉิงหยู่ เพิ่งเจอปัญหาครั้งแรก ตัวเขาเองก็ใข้แต่เงินของ เฉิงหยู่ คนเก่า คราวก่อนที่ให้ หลินยวี่ฮั่น ไปสองพันที่โรงอาหารนั้นก็เหลือติดตัวแต่สองร้อย ไม่กี่วันมานี้ก็ใช้ไปร้อยหนึ่ง เมื่อกี้ก็เลยเพิ่งใช้ร้อยสุดท้ายไป
ดูเหมือนว่าการหารายได้จะเป็เื่ใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ คงต้องใส่รายละเอียดเื่นี้ในการประชุมหารืออย่างจริงจังซะแล้วล่ะ
“แบบนี้ก็แย่สิ เอาเป็ว่าโทรศัพท์เรียกเพื่อนมาละกัน ให้เขาลงมาจ่ายตรงนี้จะสะดวกกว่า” ใครจะไปรู้ว่าเ้าหนุ่มนี่คิดจะทำอะไร ถ้าเข้าไปแล้วโดนปล้นจะทำยังไง เื่นี้เพิ่งจะเกิดไป หนังสือพิมพ์ก็เพิ่งลงข่าวไป
เฉิงหยู่ ก็ตบๆไปที่กระเป๋า ไม่ใช่ว่าเขามีโทรศัพท์อยู่เครื่องไม่ใช่หรือ แต่เหมือนกับว่าไม่เคยใช้มาก่อน ก็คราวที่แล้ว หยางลั่วเซวียะ เพิ่งจะเอาให้เขา
เฉิงหยู่ ก็ล้วงเจอแล้วโทรศัพท์ แต่พอกดไปแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเขาพกเอาไว้แต่ไม่เคยได้ใช้จึงไม่ได้ชาร์จแบตเอาไว้ ทำให้แบตหมดเกลี้ยงเครื่องดับสนิท
“นี่ไง ดูสิ ไม่มีแบตแล้วล่ะ ตอนนี้ไม่มีวิธีอื่นแล้วล่ะครับ คุณต้องไปเข้าไปใน หว่านเหม่ยกรุ๊ป กับผมโดยรออยู่แค่ชั้นล่าง แล้วผมจะให้คนลงมาดีไหมล่ะ”
“นี่มัน……. เอาเถอะ!” คนขับรถมองไปที่ เฉิงหยู่ และที่ออฟฟิศของหว่านเหม่ยกรุ๊ป ก็คิดว่าไม่น่าจะเป็อะไร ดีกว่าไม่ได้ตัง นอกจากนี้ชั้นล่างของตึก ก็มียามตั้งหลายคน ก็ไม่น่าจะมีเื่อะไร
ทั้งสองเดินมาถึงล๊อบบี้ของออฟิศแล้ว ยามก็เปิดประตูให้เข้ามา “สวัสดีครับท่าน! ที่นี่ หว่ายเหม่ยกรุ๊ป ท่าน้าจะพบใครครับ?” ถึงแม้ว่า เฉิงหยู่ จะมีอายุแค่สิบแปด แต่ยามก็ทำหน้าที่ได้อย่างมีมารยาทไร้ข้อตำหนิ เพราะว่าเป็พนักงานของ หว่านเหม่ยกรุ๊ป คุณภาพต้องมาก่อนเสมอ
“สวัสดี ผมเป็เพื่อนของประธานหยาง บังเอิญว่าเงินติดตัวหมดจึงไม่มีเงินจ่ายค่ารถ ช่วยเรียกเธอมาหาผมหน่อยสิ”
จบตอน