ดูเหมือนเหวินซิ่วจะไม่ได้สนใจหรือไม่ เขาก็ลืมไปแล้วกับเื่เมื่อคืน มีแต่เธอ ที่เพ้อเจ้อ ชิงหลิน ยิ้มเก้อๆ ไม่ค่อยรู้เื่ของเหวินซิ่วนัก นอกจากคำบอกเล่าของอาซันแล้ว เธอแทบไม่ได้พูดคุยเื่ส่วนตัวกับเขาเลย และเขาเองก็ไม่สนใจไต่ถามเื่ของเธอและน้องชายเหมือนกัน
หิมะเริ่มหยุดตกและรถราก็เริ่มมากขึ้นเกือบหนึ่งอาทิตย์ที่เธอ อาซันและเหวินซิ่วได้พบกัน เขาและคนของเขากำลังจะขึ้นเครื่องบินลำเดียวกับเธอและน้องชายเพื่อไปสิงคโปร์ ชิงหลินนั่งรอจนสองหนุ่มต่างวัยจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อย เธอไม่เห็นทู้เต่อและพวกที่คิดว่าเป็บอดี้การ์ดของเหวินซิ่วแต่คิดว่าคนพวกนั้นคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องนี้ ถึงตอนนี้ชิงหลินชักอาย ว่าเมื่อคืนคนของเขาจะเห็นหรือเปล่าที่เขาและเธอจูบกัน
บริเวณห้องอาหารแห่งนี้มีส่วนที่ยื่นออกไปเป็ระเบียง่ที่หิมะตกหนักจึงถูกปิดเอาไว้ และมันเพิ่งจะได้รับการทำความสะอาด ตกแต่งใหม่แต่มันคงหนาวและลมแรงพอดูจึงไม่มีแขกสนใจที่จะออกไปนั่งกินลมชมวิวในส่วนนั้น หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จเขาก็พาเธอและอาซันกลับขึ้นห้อง เพื่อเก็บกระเป๋าเตรียมเดินทาง
อาซันไม่ตามเหวินซิ่วเข้าไปในห้องเหมือนเคย น้องชายกลับมานอนดูการ์ตูนจากโทรทัศน์ในห้องกับเธอ ชิงหลินเก็บเสื้อผ้าจัดกระเป๋า
“พี่รู้หรือเปล่าพี่เหวินซิ่ว เป็พวกมาเฟียด้วย” จู่ ๆ อาซันก็พูดขึ้น ชิงหลินเงยหน้ามองเ้าของเสียงนิดหนึ่งก่อนจะสนใจกับการพับเก็บเสื้อผ้าที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป กะว่าจะทิ้งไว้ที่บ้านที่สิงคโปร์เลยเที่ยวหน้าจะได้ไม่ต้องเตรียมมา
“พี่ไม่เชื่อเหรอ” น้องชายผุดลุกขึ้น
อาซันยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ป้องปากใส่หูเธอกระซิบกระซาบ
“ผมได้ยินพี่เหวินซิ่วคุยโทรศัพท์ มีใครก็ไม่รู้กำลังจะตายพี่เหวินซิ่วร้อนใจมาก ต้องรีบไปจัดการ พี่ไม่เห็นหน้าพี่เหวินซิ่วเมื่อเช้าเหรอ” อาซันบอกจ้องหน้าเธออย่าง้าให้เชื่อ
ชิงหลินมองหน้าน้องชายที่ทำตัวเป็สายลับแอบฟังเหวินซิ่วคุยโทรศัพท์ เด็กชายนั่งลงข้างเธอ หน้าตาจริงจังมากเหมือนกำลังอินจัดกับเื่ที่พูด
“ต้องมีการแก้แค้นกันเกิดขึ้นแน่ พี่เหวินซิ่วบอกว่าเขาจะแก้แค้น เมื่อคืนพี่เหวินซิ่วอยู่แต่ข้างนอกคอยฟังข่าวและก็คุยโทรศัพท์กับใครบ้างก็ไม่รู้” ที่แท้ที่อาซันมีอาการนอนไม่เต็มอิ่มเมื่อเช้าก็เพราะอย่างนี้นี่เอง
“นิสัยไม่ดีแอบฟังเื่ของผู้ใหญ่” เธอตำหนิน้องชาย รูดซิบปิดกระเป๋าเดินทาง
“ถ้าเขารู้ว่าอาซันทำนิสัยไม่ดี แอบฟังความลับของเขา ระวังเถอะ ถ้าเขาเป็เ้าพ่อจริง ๆ เขาอาจไม่เอาเธอไว้ก็ได้” ชิงหลินทำสีหน้าจริงจัง อาซันหน้าแหย ชิงหลิงแทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ ต้องปล่อยคิกออกมา
“พี่แกล้งกันนี่นา” อาซันหน้างอกระแทกตัวลงนั่งขัดสมาธิ แล้วสองพี่น้องชะงักเมื่อ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
และร่างของทู้เต่อก็เข้ามา คงถึงเวลาที่จะออกจากที่นี่ ทั้งเธอและอาซันลุกจากเตียง นั่งเรียบร้อย
ทู้เต่อคำนับชิงหลิง แจ้งว่าเ้านายของเขารออยู่ข้างล่างแล้วและให้คนมาช่วยยกกระเป๋าเธอออกไป สองพี่น้องเดินตามทู้เต่อลงมายังชั้นล่างเงียบ ๆ
ชิงหลินเห็นเหวินซิ่วยืนคุยโทรศัพท์อยู่มุมหนึ่งตรงประตูกระจกหน้าโรงแรม เขาเป็คนที่มีบุคคลิกโดดเด่นจริง ๆ เล่นเอาฝรั่งสาวๆ มองกันเป็แถว แต่ใบหน้าเครียด ๆ ของเขาก็ไม่ชวนให้เข้าใกล้นักหรอก เขาเงยหน้าขึ้นมองเธอกับอาซันที่เดินมายืนรอเขาอยู่ที่รถ เหวินซิ่วกรอกคำพูดอะไรอีกสองสามคำก่อนจะปิดโทรศัพท์ เดินตรงมาที่เธอและอาซัน
“ขึ้นรถเถอะ”
เขาพยักหน้าให้ ชิงหลินจึงก้าวขึ้นไปเป็คนแรกตามด้วยอาซันและร่างสูง ๆ ของเขา มีทู้เต่อขึ้นไปนั่งหน้าคนขับเช่นเคย คนของเขาทั้งหมดที่ยืนกระจายอยู่ก็ขึ้นรถคันหลังและรถก็แล่นตามกันออกมาจากโรงแรมในย่านใจกลางกรุงนิวยอร์กแห่งนั้นไปตามถนนมุ่งหน้าสู่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดีที่ห่างออกไปราวสิบเก้ากิโลเมตร
ชิงหลินลอบมองใบหน้าเครียดขรึมของเหวินซิ่วเขาอาจเป็อย่างที่อาซันพูดก็ได้ เพราะผู้ชายตัวโตๆ หลายคนที่ห้อมล้อมเขา และบุคคลิกบางอย่างในตัวของเหวินซิ่วก็ชวนให้คิด
เหวินซิ่วเหมาชั้นเฟิร์สคราสทั้งหมดที่มีจำนวนสิบสองที่นั่งเพื่อบินตรงจากนิวยอร์กสู่ประเทศสิงคโปร์ ที่ตลกคืออาซันถามเขาตอนอยู่ในเลาจน์ว่าทำไมเหวินซิ่วไม่ซื้อเครื่องบินส่วนตัว ชิงหลิงจึงได้รู้ว่าเขามี แต่ไม่ชอบนั่ง เหวินซิ่วบอกชอบนั่งเครื่องบินลำใหญ่ ๆ คนเยอะ ๆ มากกว่าเพราะ ปลอดภัยกว่า แล้วก็มีเพื่อนร่วมตายมากกว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น
“พี่เหวินซิ่วเป็คนขี้เหงาเหรอฮะ” อาซันพาดแขนกับเก้าอี้จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาของเหวินซิ่ว เขายิ้มและหันมองชิงหลินที่นั่งอยู่ไม่ไกล ฟังการสนทนาของเขากับอาซันอยู่ เธอหลบตาแกล้งมองแก้วน้ำส้มในมือ
“คงอย่างนั้นล่ะ” เขาตอบยิ้ม ๆ เหวินซิ่วพอจะอารมณ์ดีขึ้นหลังจากได้คุยกับบิดาของเขาถึงอาการของเหวินหยูเหว่ย
“พี่เหวินซิ่วมีพี่น้องหรือเปล่าฮะ อาซันมีพี่ญาหลัน พี่ชิงหลินแต่อาซันอยากมีพี่เหวินซิ่วเพิ่มอีกคนได้ไหมฮะ”
เด็กชายช่างเจรจา ชิงหลินรอฟังว่าเหวินซิ่วจะตอบว่าอย่างไร ...... ชิงหลินยกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่ม
เสียงเล็ก ๆ ของอาซันยังจ้อไม่หยุด “อาซันจะยกพี่ชิงหลินให้เป็ของขวัญ”
“อึก!” ชิงหลินสำลัก ไอแค่ก ๆ หน้าแดง น้ำส้ม หกลดเลอะชุดเธอ เหวินซิ่วหยิบกระดาษเช็ดปากส่งให้ ฉวยแก้วในมือมาวางไว้บนโต๊ะกลมข้างตัว อาซันงุนงง ๆ ว่าตนพูดอะไรผิดไป
“ไปเปลี่ยนชุดดีกว่านะ” เหวินซิ่วบอก ประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น
“ค่ะ” ชิงหลินรับคำ เคอะเขินต่อการเอาใจใส่ของเหวินซิ่ว ทู้เต่อ นำกระเป๋าของเธอมาส่งให้ถึงหน้าห้องน้ำหญิง โดยมีเหวินซิ่วยืนรออยู่หน้าห้อง ชิงหลินจำต้องเปลี่ยนชุดใหม่ในเลาจน์ ก่อนถึงเวลาที่เครื่องจะออก เป็ชุดที่เรียกสายตาเหวินซิ่วให้มองได้บ่อยครั้ง และชิงหลินออกจะเขินเล็กน้อย เหวินซิ่วจะรู้ไหมนะว่าเธอแต่งเพื่อเขาโดยเฉพาะ
จากนิวยอร์กมาสิงคโปร์จะใช้เวลาราวสิบแปดชั่วโมงก็จะถึงสนามบินหลักซางกิ อาซันนั่งติดกับเหวินซิ่ว และเธอนั่งอยู่แถวเดียวกันแต่มีทางเดินเว้นเก้าอี้ฝั่งของเธอและเขาให้ห่างกันในเคบินแห่งนี้
เหวินซิ่วลุกออกจากที่นั่งเมื่อทู้เต่อเข้ามากระซิบบางอย่างแก่เขา เบาแสนเบา สิ่งหนึ่งที่อันเป็ลักษณะของเขาและคนของเขาคือการเคลื่อนไหวในความเงียบ และการพูดคุยกันเบาราวกับกลัวใครจะได้ยินความลับของพวกเขา เหวินซิ่วกลับเข้ามาอีกครั้งเธอมองเขาที่กำลังขยับกายนั่งลงข้าง ๆ อาซัน เขาหันมองเธอ ดวงตา เปล่งประกายดุดันแปลกออกไป ชิงหลินเบือนหน้ากลับและมองออกไปนอกหน้าต่างทันที นิ่วหน้ากับกระจก สายตาของเหวินซิ่วเมื่อครู่ดูน่ากลัว........
เธอได้ยินอาซันชวนเขาคุยเกี่ยวกับเกมที่มีให้เล่นผ่อนคลายบนเครื่อง และได้ยินเสียงห้าวกังวาลของเขาอธิบาย เหวินซิ่วลอบรู้เื่ต่าง ๆ มากมายเขาอธิบายเกี่ยววิธีการเล่นเกมตัวใหม่ล่าสุดที่เด็ก ๆ ชอบกันและเธอก็เพิ่งรู้อีกนั่นแหละว่าเขาเป็เ้าของบริษัทที่คิดค้นเกมพวกนั้นขึ้นมา อาซันตาโตยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เขาคงคาดหวังจะได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงงานที่ผลิตเกมที่เขาชอบและได้รับของฝากเป็เกมหลาย ๆ ตัวที่ชื่นชอบ
เครื่องกำลังทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเธอมองเห็นเครืองบินและหิมะที่กำลังโปรยปราย......พายุหิมะที่ตกหนักทำลายบรรยากาศแห่งความรื่นเริงของเทศกาลไปหมดสิ้น และผู้คนหมดหวังที่จะกลับไป เฉลิมฉลองกับครอบครัว ทว่าวันเดือนปีร่วงเลยผ่านนี้ได้ก่อเกิดความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ของผู้คนมากมาย
แอร์สาวยิ้มอย่างสง่างามท่ามกลางภาระหนักอึ้ง เข้ามาเสริฟ์น้ำและอาหาร