บทที่ 26 วิชาทัณฑ์อัสนีเก้าวิถี
หลังจากนั้นไม่นาน เยี่ยเฟิงที่อยู่ด้านล่างก็ได้รับแสงแห่งจิติญญาดวงแรกอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขากลับขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะโยนแสงแห่งจิติญญาในมือทิ้งไปอย่างไม่ใยดี
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจกับระดับของวิชาที่เพิ่งได้รับมา
เวลาหนึ่งก้านธูปกำลังผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ใน่เวลานี้ เยี่ยเฟิงจับแสงแห่งจิติญญาได้ทั้งหมดสองดวง แต่เขาก็ปล่อยทิ้งไปทั้งคู่
ด้วยนิสัยที่ทะเยอทะยานของเขา คงจะไม่สนใจวิชาระดับล่างหรือระดับกลางอย่างแน่นอน
ฉับ!
ทันใดนั้นเยี่ยเฟิงยื่นมือคว้าแสงสีทองดวงหนึ่ง แต่แสงทองนั้นกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน หลุดพ้นจากปลายนิ้วของเขาไป
เยี่ยเฟิงไม่ยอมแพ้บังคับร่างกายให้หมุนตัวกลางอากาศ พุ่งเข้าหาแสงสีทองอีกครา
ทว่าในชั่วพริบตานั้น สองมือของเขาก็ยื่นออกไปคว้าแสงแห่งจิติญญาอย่างรวดเร็ว!
หลี่กวนฉียิ้มเล็กน้อย คิดว่าเยี่ยเฟิงคงจะเลือกคัมภีร์วิชานี้
เพราะวิชานี้มีพลังแก่กล้าที่สุดในบรรดาแสงแห่งจิติญญาทั้งหมด
แน่นอน เมื่อเยี่ยเฟิงเห็นวิชาในแสงแห่งจิติญญานั้น สีหน้าก็แสดงความยินดีทันที
และแล้วเวลาหนึ่งก้านธูปก็หมดลงในที่สุด
เยี่ยเฟิงออกแรงที่เท้าะโขึ้นไป ร่างของเขาลอยขึ้นไปยืนบนแท่นพิธีอย่างคล่องแคล่ว
“เฮ้อ แสงแห่งจิติญญาเหล่านี้ช่างว่องไวยิ่งนัก ข้าเกือบจะคว้าตำราวิชาระดับเซียนชั้นสูงสุดมิได้แล้ว”
เขากล่าวพลางทอดสายตามองยังหลี่กวนฉีราวกับ้ายั่วยุ
หลี่กวนฉี้าจะรู้ว่าตำราวิชาที่เยี่ยเฟิงได้ไปนั้นคืออะไร ดังนั้นเขาจึงเพ่งสายตาไปยังแสงแห่งจิติญญาในมือของอีกฝ่าย
“วิชาจิตฤทัยทอง”
ดูเหมือนว่าจะเป็วิชาที่เหมาะกับรากิญญาของเยี่ยเฟิงเป็อย่างยิ่ง …ไม่เลวเลย
หลี่กวนฉีส่ายหน้าแสร้งทำท่าทางเสียดาย ก่อนจะเอ่ยอย่างเสียดาย “โอ้! น่าเสียดายยิ่งนัก ดูท่าแล้วหินิญญาของข้าคงมิอาจรักษาไว้ได้เสียแล้ว”
เยี่ยเฟิงหัวเราะลั่นพลางตบไหล่ของหลี่กวนฉี “ฮ่าฮ่าฮ่า ไม่เป็ไรหรอก”
“ข้าชอบการเดิมพันยิ่งนัก ในสายตาข้าทุกสิ่งล้วนสามารถนำมาเดิมพันได้”
“ดังนั้นถ้าหากเ้าแพ้จริง ๆ ข้าก็จะเอาหินิญญาของเ้าแค่ครึ่งเดียวก็พอ”
“เยี่ยเฟิงผู้นี้ยึดมั่นในคำสัตย์ พูดคำไหนคำนั้น!"
หลี่กวนฉียักไหล่ ก่อนจะะโลงจากแท่นพิธีย่างก้าวเข้าสู่เขตแดนแห่งการเดิมพัน
สายตาของเขามองตรงไปยังแสงแห่งจิติญญาสีม่วงที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ
ทันใดนั้นรัศมีบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างของหลี่กวนฉี ในขณะที่เขากำลังก้าวเข้าสู่สนามราวกับพยัคฆ์ที่พร้อมจะล่าเหยื่อ
เบื้องล่างเยี่ยเฟิงเบิกตากว้างจ้องมองการเคลื่อนไหวของหลี่กวนฉีด้วยความตกตะลึง
ชายหนุ่มเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้า รวดเร็วกว่าที่เขาเห็นก่อนหน้าถึงสองเท่าพุ่งตรงไปยังแสงแห่งจิติญญาสีม่วงที่อยู่กลางอากาศ
ทว่าแสงแห่งจิติญญาดวงนั้นก็ว่องไวไม่แพ้กัน แม้หลี่กวนฉีจะพยายามเพียงใด แต่ก็ยังมิอาจััมันได้
ทันใดนั้นหลี่กวนฉีก็หันหลังกลับมามองเยี่ยเฟิง แววตาของเขาเปลี่ยนเป็จริงจังทันที
พลันสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่แสงแห่งจิติญญาสีม่วงอีกดวงหนึ่ง ที่กำลังส่องประกายอยู่ไม่ไกล
ร่างของหลี่กวนฉีลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศ ปลดปล่อยโลงกระบี่ที่สะพายอยู่บนหลังออกให้ร่วงหล่นลงสู่พื้นเบื้องล่าง
“เขา้าลดน้ำหนัก เพื่อเพิ่มความเร็วและความคล่องตัวหรือ” เยี่ยเฟิงขมวดคิ้ว พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
“แต่เพียงแค่กระบี่เล่มเดียว... โอ้ ์!”
ตึง!!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว โลงกระบี่ตกลงกระแทกพื้น อิฐสีเขียวบนพื้นปริแตกกระจายเป็เสี่ยง ๆ!
ทันใดนั้นร่างของหลี่กวนฉีพุ่งลงสู่พื้น สองเท้าเหยียบลงบนโลงกระบี่อย่างแรง!
แกร๊ก แกร๊ก!
แผ่นหินบนพื้นแตกละเอียดเป็รอยยาวราวกับใยแมงมุมที่แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ร่างของหลี่กวนฉีก็พุ่งทะยานออกไปดุจลูกธนูทิ้งเพียงภาพติดตาอันเลือนราง มุ่งตรงไปยังแสงแห่งจิติญญาสีม่วงอีกดวงหนึ่งบนท้องฟ้า!
แสงแห่งจิติญญาดวงนั้นราวกับััได้ถึงอันตราย เร่งความเร็วขึ้นอีกเท่าตัว หวังจะหลบหนีจากการไล่ล่า
แต่หลี่กวนฉีมิยอมปล่อยให้เหยื่อหลุดมือไปง่าย ๆ เช่นนั้น!
แสงสีขาววาบขึ้นจากถุงสัมภาระที่เอว หินิญญาสามก้อนปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขาในพริบตา
ข้อมือสะบัดเบา ๆ หินิญญาทั้งสามก้อนก็พุ่งออกไปดุจลูกธนู เร็วกว่าสายฟ้าแลบ!
หินิญญาทั้งสามราวกับเป็กำแพงขวางกั้น บีบให้แสงแห่งจิติญญาต้องเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศอย่างกะทันหัน
และในจังหวะนั้นเอง หลี่กวนฉีก็พุ่งเข้าประชิดคว้าแสงแห่งจิติญญาเอาไว้ได้ในที่สุด!
ทว่าแม้จะคว้าแสงแห่งจิติญญาได้สำเร็จ แต่ใบหน้าของหลี่กวนฉี กลับมิได้ยินดี คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันแน่น
ทว่าตลอดเวลา หลี่กวนฉีกลับขมวดคิ้วแน่น เพราะเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแสงแห่งจิติญญาดวงนี้ช่างอ่อนแออย่างน่าประหลาด
ร่างกายของเขาลอยลงสู่พื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะใช้มือข้างเดียวยกโลงกระบี่ขึ้นสะพายไว้บนหลังอย่างง่ายดาย
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นเยี่ยเฟิงที่ยืนตะลึงอยู่บนแท่นพิธี ดวงตาเบิกกว้างพร้อมกับปากอ้าค้างราวกับเห็นผี
หลี่กวนฉีออกแรงเพียงเล็กน้อย ร่างกายก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนแท่นพิธีแล้ว
เขาโบกมือเก็บหินิญญาทั้งหมด แล้วเอ่ยอย่างนอบน้อม “ขอบคุณเ้ามากที่กรุณา ข้ารู้สึกเกรงใจยิ่งนัก”
เยี่ยเฟิงเพิ่งจะตั้งสติได้ ชี้นิ้วไปที่หลี่กวนฉีแล้วะโเสียงดัง “เ้า... เ้า เ้า เ้า!!”
หลี่กวนฉีทำหน้าตาใสซื่อเอียงคอมองอย่างงุนงง “ข้าเป็อะไรหรือ?”
เยี่ยเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกพยายามระงับความใ ก่อนจะเอ่ยถาม “โลงกระบี่ที่เ้าแบกอยู่บนหลังนั่น หนักเท่าใดกัน?”
หลี่กวนฉียักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ห้าร้อยจิน”
“ห้า... ห้า! ห้าร้อยจิน!!”
หลี่กวนฉีไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ หากในวันประลองยุทธ์ที่ยอดเขาเทียนสุ่ยเขาได้มาพบเห็น เขาก็คงได้ประจักษ์พยานซึ่งพลานุภาพเหี้ยมหาญของตน เขายกหินบดที่หนักห้าร้อยจินด้วยมือข้างเดียวได้อย่างง่ายดาย
เยี่ยเฟิงตั้งคำถามต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เ้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณแล้วกระนั้นหรือ?”
หลี่กวนฉียักไหล่แล้วตอบว่า “อืม ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหนึ่งแล้ว หากมิใช่เช่นนั้น ข้าคงไม่มาตามหาวิชาฝึกฝนในยามนี้”
“เดิมทีตันเถียนของข้าอัดแน่นไปด้วยพลังิญญา แต่ไร้ซึ่งวิชาฝึกที่สามารถแปรเปลี่ยนพลังิญญาที่ซึมซับไว้นั้นให้กลายเป็พลังปราณ” หลี่กวนฉีกล่าว เสียงของเขาไพเราะราวกับสายน้ำ แฝงไปด้วยความมุ่งมั่น
หลี่กวนฉีรับรู้ได้ด้วยตนเองว่านิ้วมือของเยี่ยเฟิงสั่นเทา
“เ้าไม่ยอมบอกข้า!”
“เ้าก็ไม่ได้ถามนี่…”
“ดี! ข้าจะไม่เอาเื่เ้าในเื่นี้!”
“แต่ก็ชัดเจนอยู่ว่าวิชาของข้ามีแสงแห่งจิติญญาสูงกว่ามิใช่หรือ ข้ามิได้พ่ายแพ้” เยี่ยเฟิงกล่าวด้วยใบหน้าที่ไม่เต็มใจยอมรับความพ่ายแพ้
ทว่าในความคิดของหลี่กวนฉี เขากลับรู้สึกชอบใจบุคคลตรงหน้าผู้นี้อยู่บ้าง
เพราะนับั้แ่ต้นจนจบ เยี่ยเฟิงไม่ได้เอ่ยถึงเื่ได้หรือเสียของหินิญญาเลย แต่กลับให้ความสำคัญกับการแพ้หรือชนะในการเดิมพันเท่านั้น
หลี่กวนฉีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องหยิบยื่นวิชาในมือให้เยี่ยเฟิงได้พิจารณาครู่หนึ่ง บนนั้นจารึกตัวอักษรขนาดใหญ่ไว้ชัดเจนว่า
“วิชาทัณฑ์อัสนีเก้าวิถี! ตำราระดับกลาง ฉบับไม่สมบูรณ์… ครึ่งแรก”
“เนื่องจากปราศจากวิชาหลังขอบเขตจินตาน จึงถูกจัดอันดับเป็วิชาระดับลึกลับขั้นสูงสุด”
เยี่ยเฟิงแสดงสีหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด กล่าวด้วยความเสียดายว่า “โอ้! โชคชะตาของข้าน่าเวทนาเสียจริง! ข้าแพ้เดิมพันอีกแล้วหรือ? แม้แต่เื่นี้ก็ยังพ่ายแพ้ได้!”
หลี่กวนฉีปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ โบกมือแล้วเตรียมตัวจะจากไป
“ยินดีต้อนรับสหายมาเดิมพันกับข้าอีกครั้งในโอกาสหน้า”
เยี่ยเฟิงพยักไหล่มองตามเงาร่างของหลี่กวนฉีแล้วกล่าวว่า “การสอบคัดเลือกเข้าสำนักครั้งแรกในอีกสามเดือนข้างหน้า พวกเราจะลองเดิมพันกันอีกสักตั้งไหม?”
หลี่กวนฉีส่งรอยยิ้มบาง ๆ พร้อมเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นเ้าประสงค์จะเดิมพันสิ่งใด?”
เยี่ยเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเกาศีรษะด้วยความกังวลพลางตอบว่า “ข้ายังนึกไม่ออกในตอนนี้ เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังแล้วกัน”
“คราวหน้าข้าจะต้องคว้าชัยชนะกลับคืนมาให้ได้”
หลี่กวนฉีมองประกายในดวงตาเยี่ยเฟิงแล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “เ้า้าให้ข้าเหลือหินิญญาส่วนหนึ่งไว้ให้เ้าสำหรับการฝึกฝนหรือไม่?”
ทว่าเยี่ยเฟิงกลับไม่สนใจหินิญญาเ่าั้แม้แต่น้อย เขาโบกมืออย่างไม่ใส่ใจพร้อมกล่าวว่า “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวข้าจะให้ทางบ้านส่งมาให้เอง”
ทั้งสองเดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกัน
เหล่าศิษย์พี่ที่อยู่ชั้นสองยังคงลังเลใจในการเลือกวิชา เมื่อเห็นหลี่กวนฉีเดินลงมา พวกเขาก็แกล้งทำเป็ไม่เห็น
ทว่าขณะที่ทั้งคู่กำลังจะก้าวออกจากหอตำรา หลิงเต้าเหยียนก็ปรากฏตัวขึ้นขวางทางไว้เสียก่อน
เขาจับจ้องหลี่กวนฉีด้วยสายตาไม่พอใจพร้อมเอ่ยว่า “จ่ายเงินมา”
“หินิญญาสิบก้อน!”
หลี่กวนฉีเข้าใจสถานการณ์ในทันทีจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอดทนว่า “ท่านหลิง เื่นี้มิใช่ความผิดของข้าโดยแท้จริง เยี่ยเฟิงเป็ผู้ประสงค์จะเดิมพันกับข้าเอง”
“และข้าก็ได้ใช้พลังมากเกินไป ทำให้มันเสียหายไปเล็กน้อย”
“แต่ก็ไม่เป็ไร… เยี่ยเฟิงยินดีจะชำระหนี้แทนข้าเอง”
เยี่ยเฟิงแสดงสีหน้าแปลกใจ ดวงตาใสแจ๋วเต็มไปด้วยความไม่เชื่อมองมายังหลี่กวนฉี
ขณะที่หลิงเต้าเหยียนเตรียมที่จะเอ่ยปาก หลี่กวนฉีก็รีบเผ่นหนีไปอย่างว่องไว
ทิ้งให้เยี่ยเฟิงยืนงงอยู่เื้ั…
ในท้ายที่สุด เยี่ยเฟิงจำต้องจ่ายหินิญญาสิบก้อนแทนหลี่กวนฉี
“หลี่กวนฉี! เ้าเป็หนี้ข้าสิบหินิญญา!”
“เ้าไม่รู้หรือว่านักพนันที่เป็หนี้ผู้อื่นนั้นมักโชคร้าย!”