เปลือกตางามงอนกระพือปีกบางเบาค่อย ๆ แง้มออกเผยั์ตาสีรัตติกาลลึกล้ำ ฉีซินอี๋กะพริบตาอีกครั้งอย่างเหม่อลอยเมื่อไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นเบื้องหน้าคืออะไร
นางตายไปแล้วไม่ใช่หรือเหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่...แล้วที่นี่...คือที่ไหนกัน
ก้มมองมือขาวผ่องทั้งตัวยังอยู่ในชุดกระโปรงสีท้องฟ้าอันเรียบง่ายชุดเดิม ปอยผมดำสนิทดุจน้ำหมึกแผ่ยาวถึงกลางหลังพลิ้วไสวไปมาไล้แก้มนวลเหมือนความจริงไม่ผิดเพี้ยน ปลายเท้าเปลือยกำลังก้าวย่างไปบนความว่างเปล่า
สายลมอ่อยๆ ไม่รู้ทิศพัดพาอากาศเย็นสบายโดนตัวนาง ความอ่อนโยนของมันทำให้รู้สึกตัวเบาจนอยากจะเอนกายลง
เกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้นกันแน่นางจำได้ว่าถูกอาจารย์...ฆ่าตายคามือ...แล้วตัวนางมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือทุกสิ่งทุกอย่างเป็เพียงฝันร้าย
หากตอนนี้ลืมตาตื่นใบหน้าเ็าการกระทำอันโเี้ของอาจารย์จะจางหายไปใช่ไหม ต้องเป็เช่นนั้นอาจารย์ม่อเจียลี่ไม่มีทางหักหลังนางและยิ่งไม่มีทางผูกสัมพันธ์กับกู้ซินหยาน
ใช่นางเพียงแค่ฝันไป ฝันไปเท่านั้น
ฉีซินอี๋สอดส่ายตาไปรอบข้างอย่างตื่นกลัวเผยอริมฝีปากแดงฉานร้องเรียกหา “อาจารย์ ท่านอยู่ไหน ข้าฝันร้ายอีกแล้ว...อาจารย์”
แต่ต่อให้ร้องจนคอเหือดแห้งกลับไม่มีแม้เงาของเขาปรากฏกายออกมานางเริ่มหอบ ยังไม่ทันหายใจเข้าความเ็ปจากพิษกำเริบปะทุขึ้นมากลางอกยกมือกุมหน้าอกถ่ายเทพลังปราณสถิตสีแดงมุ่งตรงสู่หัวใจเพื่อบรรเทาความทรมาน
ใบหน้าไร้สีเืค่อยๆ กลับมาแดงเรื่อถึงอย่างนั้นภายในยังคงเจ็บแปลบเป็พัก ๆ อาการเช่นนี้ตามติดนางมาั้แ่หลังออกจากตระกูลฉีเพราะโดนวางยาพิษดับชีพจรเพื่อหวังให้นางไม่สามารถใช้พลังปราณสถิต
ความจริงหากเทียบแค่สถานะลูกอนุในจวนคหบดีย่อมไม่มีสิทธิ์เทียบเทียมกับลูกฮูหยินใหญ่แต่เพราะหลังนางพึ่งเกิดมาไม่นานกลับมีภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งผ่านมาพบเข้าเผลอทำนายว่าให้นายท่านฉีเลี้ยงดูนางให้ดีครั้นเติบใหญ่นางจะกลายเป็ผู้ฝึกตนมากความสามารถที่สุดคนหนึ่งในใต้หล้าเมื่อนั้นโชคลาภมหาศาลจะมาเยือนจวนตระกูลฉี
นายท่านฉีได้ฟังยิ้มกว้างไปถึงใบหูรีบสั่งให้บรรดาบ่าวรับใช้อุ้มคุณหนูใหญ่ที่กำลังเล่นขี้ดินบนพื้นขึ้นมากำกับบ่าวไพร่ให้คอยดูแลปรนนิบัติพัดวีเป็อย่างดี ปกป้องดุจไข่ในหินริ้นไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม
จางฮูหยินเฝ้ามองความทุ่มเทที่นายท่านฉีมอบให้เด็กน้อยวัยสามขวบไม่ว่าอะไรก็ประเคนให้ ทั้งเครื่องประดับ ของเล่น และลูกกลอนิญญาราคาแพงแสนแพงยังหามาเต็มกล่องไม้ทั้งที่ไม่ถึงคราวจำเป็ต้องใช้
บุตรชายคนโตซึ่งเคยนับว่าเป็ความหวังของวงตระกูลถูกลืมเลือนละทิ้งไว้ข้างหลังความหวาดกลัวจะถูกแย่งทุกอย่างไปก่อเกิดขึ้นมาในใจอย่างเงียบเชียบ ตอนนั้นที่อนุเหมยยังอยู่นางก็ถูกอนุผู้นั้นแย่งชิงความโปรดปรานไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่สามารถทำอะไรได้
เพื่อตำแหน่งผู้สืบทอดของลูกชายและผลประโยชน์ของลูกสาวตัวน้อยจางฮูหยินจึงไม่ลังเลซื้อตัวบ่าวไพร่ข้างกายฉีซินอี๋ลอบซื้อยาพิษร้ายแรงเข้ามาใส่ปะปนกับมื้ออาหารที่นางรับประทาน เริ่มจากน้อยค่อย ๆเพิ่มปริมาณเพื่อไม่ให้ผู้ใดสงสัย
พิษดังกล่าวสะสมอยู่ในกายวันละนิดเมื่อทบกันเป็เดือนลากยาวมาเป็ปีเส้นชีพจรสำหรับรวบรวมพลังปราณสถิตย่อมติดขัด
ครั้นนางเติบโตจนรู้ความนายท่านฉีได้ว่าจ้างผู้ฝึกตนด้วยราคาแพงหูฉี่มาสอนนางหวังเตรียมความพร้อมส่งเข้าสำนักประจำราชวังกลับพบว่านางกลายเป็คนไร้ความสามารถ!
นายท่านฉีมารู้เื่ทีหลังพลันเ็ปร้าวรานเงินทองมหาศาลที่ทุ่มเทให้ฉีซินอี๋ไปกลับไหลดั่งสายน้ำไม่มีวันย้อนกลับความโกรธเกรี้ยวยิ่งสุมอยู่เต็มอกเมื่อระลึกได้ว่าทุกวันยามออกไปพบปะญาติมิตรสหายตนเที่ยวโอ้อวดว่าในที่สุดจวนตระกูลฉีที่ไม่เคยมีผู้ฝึกตนระดับสูงจะได้เชิดหน้าชูตาในสังคมชั้นสูงสักที
ทว่าเพียงคำพูดคำเดียวจากปากอาจารย์ฟ้า์คล้ายพังครืนลงมาชั่วพริบตา คำพูดที่พูดออกไปไม่มีทางเก็บคืนข่าวลือเื่นายท่านฉีกลายเป็จอมหลอกลวงกระจายไปทั่วเมืองหลวงทนกักเก็บความอับอายขังตัวเองอยู่ในบ้าน
วันหนึ่งขณะออกมาเดินเล่นในสวนดันเจอะเจอกับตัวต้นเหตุของความอับอายเข้าเด็กน้อยไม่รู้ประสาวิ่งไล่ผีเสื้อรอยยิ้มยังประดับประดาเต็มดวงหน้า ท่าทางนั้นไม่ต่างไปจากกำลังดูถูกความโง่เขลาของเขาเลยสักนิด
โทสะคุกรุ่นปะทุขึ้นมานายท่านฉีกัดฟันกรามกำหมัดแน่นพอฉีซินอี๋เห็นใบหน้าท่านพ่อหลังจากไม่เห็นเป็เดือนจึงวิ่งเข้ามาพร้อมความคิดถึงเต็มเปี่ยมแต่เพียงเสี้ยววินาทีที่อยู่ใกล้มือเขากลับสะบัดมือใส่แก้มแดงปลั่งของนางเต็มแรง
เด็กน้อยถลาไปกับพื้นแก้มนวลเป็รอยนิ้วผู้ใหญ่ทั้งห้า ศีรษะโขกโดนก้อนหินเืไหลซิบออกมา กระนั้นความเ็ปทางกายไม่เท่ากับสายตาเยียบเย็นที่พร้อมจะฆ่าแกงทุกเมื่อของท่านพ่อ
ค่ำคืนนั้นหลังกลับเรือนนางหวาดกลัวจนนอนซมไม่ได้สติยาพิษในร่างกายเริ่มออกฤทธิ์
ิัที่เคยเนียนละเอียดค่อยๆ มีแต้มสีดำคล้ำผุดออกมาเต็มแขนสองข้างเมื่อนายท่านฉีรับรู้แทนที่จะตามหมอมารักษาเขากลับส่งนางไปอยู่กระท่อมกลางป่าห่างไกลจากจวนตระกูลฉีเพียงเพราะคำพูดเพียงประโยคเดียว
‘อย่าให้ตัวไร้ค่าเช่นนางแพร่โรคร้ายนี้ให้คนอื่นเป็อันขาด!”
นับแต่นั้นความทรงจำในวัยเด็กจึงมีเพียงกระท่อมหลังเล็กผืนป่ากว้างใหญ่ไพศาลจนน่ากลัว เสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังก้องกังวานในยามค่ำคืน
นางขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มพยายามข่มตาให้หลับทว่าความน่ากลัวยังตามหลอกหลอนไปถึงในฝัน คิดว่าชีวิตทั้งชีวิตคงต้องติดแหง็กอยู่ในขุมนรกนี้แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีชายหนุ่มรูปงามปรากฏกายตรงหน้าเขายื่นมือใหญ่มาพร้อมน้ำเสียงไพเราะเสนาะหู
“อาซินเอ๋ยนับจากนี้ไปเรียกข้าว่าอาจารย์”
จำได้ว่าวันนั้นเป็วันท้องฟ้าเปิดแสงแดดสีส้มสะท้อนกับเรือนร่างสูงเพรียว กลิ่นอายบริสุทธิ์อ่อนโยนแผ่มาจากเขาราวกับเป็เทพเซียนนางค่อย ๆ ส่งมือไปแววตาเลื่อนลอยเพราะตกตะลึงในความงาม กระแสอบอุ่นไหลผ่านนิ้วเรียวยาวเข้ามาในร่างกาย
เป็ครั้งแรกที่เข้าใจว่าความอบอุ่นที่แท้จริงเป็เช่นไร
ผ่านมาแล้วเกือบยี่สิบปีความทรงจำงดงามยังติดตรึงอยู่ในใจ แต่บุรุษที่ครั้งหนึ่งเคยมอบความทรงจำดังกล่าวกลับกลายเป็คนทำลายภาพจำของนาง
อาจารย์เป็คน...ฆ่านางเองกับมือ...
น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำฉันใดคนเราก็กลายเป็คนฉลาดใน่เวลาลำบากฉันนั้น
ความจริงข้อนี้ผุดขึ้นมาฉีซินอี๋พลางเย็นสะท้านไปถึงกระดูก มุมปากซีดเซียวยกขึ้นเย้ยหยันกับความโง่เขลาที่แม้จะถูกทำร้ายจนสิ้นชีวียังหลงคิดว่าอีกฝ่ายจะปกป้อง
ทันใดนั้นเบื้องหน้าพลันเกิดแสงสว่างวูบนางใรีบใช้พลังปราณสถิตห่อหุ้มกาย ก่อนจะยกมือบังแสงจ้าดังกล่าว พอแสงอันเรืองรองค่อยๆ จางหายก็มีชายชราหนวดเครายาวไปถึงเอวมือข้างหนึ่งถือพัดปรากฏออกมาแทน
“เด็กน้อยเอ๋ยเ้าเรียกหาข้าประสงค์สิ่งใด”
ฉีซินอี๋ฉงนขนตาโค้งงอสั่นไหว เป็เขาต่างหากที่เรียกนางมา ไม่เช่นนั้นยามนี้นางสมควรจะอยู่ปรโลก
ผู้เฒ่าผู้นั้นส่ายหัว“ความ้าอันแรงกล้าของเ้าเป็ฝ่ายเรียกหาข้า” กล่าวพลางชี้มายังแขนซ้าย
นางหลุบสายตาตามการชี้นำของผู้เฒ่าความสงสัยเปล่งประกายเรืองรองในแววตาดำขลับ บนตัวนางไม่มีเครื่องประดับอื่นใดนอกจาก...กำไลหยกสีขุ่นที่มีค่าแค่ไม่กี่อีแปะเท่านั้น
เห็นเขามองตรงมายังกำไลหยกในมืออย่างไม่วางตาฉีซินอี้สะท้านเฮือก หรือว่า!
ผู้เฒ่าหนวดยาวพยักหน้ายกมือลูบหนวดเครา มุมปากยิ้มบาง คล้ายกำลังจะบอกว่าในที่สุดนางก็เข้าใจเสียที ปล่อยให้เสียเวลาอยู่นาน
นางส่ายหัวไม่อยากจะเชื่อหยกไร้ราคาชิ้นนี้...จะเป็ไปได้อย่างไร!
“แต่มันก็เป็ไปแล้ว”ผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นมาช้า ๆ และหนักแน่น
“...ข้าไม่เข้าใจ”ลำคอรู้สึกแห้งผาก
ผู้เฒ่าชุดขาวก้าวเพียงเล็กน้อยก็วาบมาอยู่ต่อหน้านาง
“เ้าไม่เข้าใจย่อมไม่แปลกเพราะเดิมทีมันไม่ได้เป็สีนี้”
สิ้นคำเขาจรดปลายนิ้วลงบนกำไลหยกวาดผ่านแ่เบาจากกำไลธรรมดาสามัญชิ้นหนึ่งกลับกลายเป็หยกสลักสีแดงเข้มประหนึ่งคั้นด้วยเืกระนั้นกลับมองเห็นทะลุไปถึงผิวเนื้อเนียนละเอียดรอบวงแขนแสงสว่างเปล่งประกายเลื่อมทองวิบวับรอบกำไลจนแสบตา
นางตกตะลึงราวกับภาพที่เห็นเมื่อสักครู่คือภาพลวงตา จากกำไลไร้ราคากลายเป็มีค่าคู่ครองเมืองบ้าไปกันใหญ่แล้ว!
“ปะเป็ไปไม่ได้”
“จริงคือลวงลวงคือจริง อย่าตัดสินทุกอย่างที่เห็นจากภายนอก”เหลือบมองนางก่อนจะผงกหัวให้ตัวเอง “แต่ดูจากปฏิกิริยาของเ้าคงไม่ทราบถึงสมบัติล้ำค่าชิ้นนี้...หยกแห่งจันทรานิรันดร์”
“หยกแห่งจันทรานิรันดร์?”นางทวนคำ หว่างคิ้วผูกกันเป็ปม คำคำนี้เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน ไม่สิ! “หยกแห่งจันทรานิรันดร์!”ไม่ผิดแน่! นี่คือหยกที่อาจารย์ของนางกำลังตามหา!!
นางช้อนั์ตาสับสนมองผู้เฒ่าชุดขาว“ข้า...ข้าไม่เข้าใจ” ทำไมมันถึงมาอยู่กับนาง
“เดิมทีนี่เป็สมบัติตกทอดของตระกูลเฟิ่งมาช้านานแต่เพราะความวิเศษของมันจึงทำให้เป็ที่ต้องตาของเหล่าผู้ฝึกตน เ้าคงจะเดาออกว่าขุมพลังมหาศาลล้ำค่าปานใดในแผ่นดินต้าเซียนหากคิดไม่ออกก็ดูอาจารย์ของเ้าเป็ตัวอย่าง”น้ำเสียงเบาสบายกล่าวอธิบายด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย
“ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี”
ผู้เฒ่าเดินวนรอบตัวนาง“อืมมม เพราะหลงลืมตัวตนเดิมย่อมทำให้เ้าสับสน”
“ท่านกำลังพูดถึงเื่อะไรกันแน่...”แววตาสับสนสั่นไหว
“เดิมทีเ้ามีสายเืของตระกูลเฟิ่งตระกูลที่ล่มสลายเพราะภัยพิบัติจากการแย่งชิงหยกแห่งจันทรานิรันดร์ครั้งนั้นเกิดการสู้รบทั้งภายในและภายนอกตระกูลนายน้อยเฟิ่งจึงฉวยจังหวะที่ยังอยู่ใน่ชุลมุนเปิดทางลับให้ฮูหยินที่กำลังอุ้มท้องหนีออกมาพร้อมกับรับปากว่าเมื่อทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมจะไปรับนางแต่สุดท้าย” เขาทอดถอนใจ
“...นายน้อยตระกูลเฟิ่งก็ไม่รอด”ฉีซินอี๋คาดเดาจากท่าทีของอีกฝ่าย
“อืมด้วยเหตุนี้หยกแห่งจันทรานิรันดร์จึงหายสาบสูญไปจากแผ่นดินต้าเซียนผู้คนเชื่อกันว่าหยกล้ำค่าชิ้นนั้นแตกออกเป็เสี่ยง ๆ พร้อมเ้าของบ้างก็ว่ามันหายไปเพราะ้าหานายใหม่หลังสิ้นนายเก่าแต่ไม่มีใครรู้ว่าที่แท้นายน้อยเฟิ่งได้มอบให้ฮูหยินไว้ใช้ปกป้องตัวเองกับลูก”
นางก้มมองความมันเงาของกำไลหยกบนข้อมือเลียริมฝีปากแห้งของตัวเอง
“หากมันล้ำค่าจริงเหตุใดนายน้อยเฟิ่งถึงไม่ใช้ป้องกันตัวเองกับครอบครัวเล่า”
“เด็กน้อยเอ๋ยเ้าจะพูดเช่นนั้นก็ไม่ถูก สมบัติหรือศัสตราวุธต่อให้ล้ำค่าแค่ไหน หากผู้ใช้ไม่อาจดึงเอาศักยภาพสูงสุดออกมาย่อมไม่ต่างไปจากเครื่องประดับชิ้นหนึ่ง แม้นายน้อยเฟิ่งจะเป็ผู้มากความสามารถแต่ยังคงดึงพลังของมันออกมาใช้ได้บางส่วนแต่นั่นก็เพียงพอสำหรับผู้ฝึกตนแล้ว”
ผู้เฒ่าชุดขาวกวาดสายตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
“อีกประการหนึ่งเพราะได้รับความช่วยเหลือและพลังจากหยก ฮูหยินน้อยจึงสามารถปกป้องเ้าสองแม่ลูกจากศัตรูที่ตามไล่ล่าเป็เวลายี่สิบกว่าปี”
ไม่จริงน่าก้มมองตัวเองตามสายตาของผู้เฒ่า ความรู้สึกตื่นตระหนกหวาดหวั่นและว่างโหวงปรากฏในใจ
“ทะท่าน มะ หมายความว่า...” แววตาไหววูบสบกับผู้เฒ่า หัวใจเริ่มเต้นกระหน่ำเป็ไปไม่ได้! นางกำลังคิดมากไปเอง ั้แ่จำความได้นางก็เป็คนของตระกูลฉีมาโดยตลอด
ใช่!นางคือบุตรสาวคนโตของฉีฟู่ ผู้นำตระกูลคหบดีแห่งเมืองเกาเหยียนเื่ราวที่บุคคลตรงหน้าเล่ามาอาจไม่ใช่ความจริง หรือบางทีนางยังไม่ตื่นจากฝัน
“สิ่งที่ออกมาจากปากข้าล้วนเป็ความจริงเสมออีกอย่างที่นี่คือมิติว่างเปล่าในกำไลหยกหากเ้าลองหลับตาแล้วใช้ใจมองจะััถึงกลิ่นอายปราณสถิตอันเข้มข้นในนี้”
เมื่อนั้นฉีซินอี๋พลันตระหนักถึงความเบาสบายที่ได้ััก่อนหน้าความเ็ปจากพิษในร่างกายค่อย ๆ หดหาย ลองเพ่งสายตามองดูดี ๆก็พบว่าพลังบริสุทธิ์มากมายหลั่งไหลเข้ามาในตัว
“ข้าจะถามเ้าอีกครั้งว่าสาเหตุที่เรียกข้ามา้าอะไรหากไม่เกินกำลังข้ายินดีรับใช้สุดความสามารถ”
รับใช้?
“อ้อข้าลืมแนะนำตัว เฮ้อ เพราะอยู่มานานเลยหลง ๆ ลืม ๆ ไปบ้าง หวังว่าเ้าจะไม่ถือสา”ผู้เฒ่าชุดขาวกระแอมไอ ยึดอกผายไหล่ผึ่ง มือโบกพัดไปมา “ข้าคือจิตที่สิงสถิตอยู่ในหยกแห่งจันทรานิรันดร์ก่อกำเนิดมาจากความ้าอันแรงกล้าของหยกที่เ้าถือครองอยู่”
นางจ้องผู้เฒ่าที่อ้างตัวว่าเป็จิตแห่งหยกสลับกับกำไลข้อมือจำไม่ได้ว่าไปทำสัญญากับอีกฝ่ายเมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีก็โผล่มาที่นี่
“สัญญาผูกมัดของหยกแห่งจันทรานิรันดร์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเ้ากรีดเอาเืจากหัวใจมาเป็เครื่องสังเวยในตอนที่เ้ากระอักเืจากหัวใจขนานใหญ่ออกมา เืนั้นได้หยดลงบนกำไลหยก การทำสัญญาจึงสำเร็จลุล่วง”
ฉีซินอี๋ตะลึงงันอดก้มมองกำไลหยกอีกครั้งไม่ได้หากอ้างอิงตามคำพูดของอีกฝ่ายแสดงว่าเวลานี้นางสามารถกลับไปได้แต่ถ้ากลับไปแล้วจะเป็อย่างไร ไม่ใช่ว่าถูกอาจารย์ฆ่าซ้ำไปซ้ำมาอีกหรือ
เพียงแค่คิดแผ่นหลังพลันเย็นวาบ
“ต่อให้ข้าจะสามารถช่วยให้เ้ากลับไปได้จริงเกรงว่าอาจชักช้าเกินกาล เพราะหลังได้รับาเ็สาหัสเ้าเผลอเค้นเอาพลังของหยกแห่งจันทรานิรันดร์ออกมาใช้ทำให้ร่างกายจมอยู่ในความหลับใหลและย้ายจิตเข้ามาในหยกแห่งจันทรานิรันดร์ส่วนกายหยาบของเ้ายามนี้...” ผู้เฒ่าถอนหายใจระคนสังเวช
“เนื่องจากไม่อยากให้เื่การวางแผนสังหารเ้าเล็ดลอดออกไปอาจารย์และศิษย์น้องของเ้าจึงรีบเผาร่างเนื้อของเ้าแหลกสลายเป็จุณ”
แค่ได้ฟังยังรู้สึกเ็ปหนักอึ้งในอก หากได้เห็นด้วยสองตาตัวเองนางคงทุกข์ตรมจนไม่อยากมีชีวิตอยู่
“ถ้าเช่นนั้นที่ท่านมาพูดเช่นนี้กับข้าเพียงเพราะ้าบอกลาเ้านายที่พึ่งทำสัญญาไปหมาดๆ ใช่หรือไม่” น้ำเสียงสั่นเครือ
“นั่นก็ไม่ใช่อีกเช่นกันแม้ข้าไม่มีกำลังพอสร้างร่างเนื้อแต่ยังเหลือทางเลือกสุดท้าย”
ดวงตากลมโตลุกโชนความหวังก่อตัวในใจ
“สิ่งนั้นคือ...”
“หากท่าน้าข้าสามารถส่งดวงจิตย้อนไปสมัยท่านยังเด็ก”
ชั่วแวบนั้นความหวังพลันริบหรี่แล้วมันจะมีความหมายอะไรหากไม่อาจฟื้นคืนชีพ
หว่างคิ้วที่ผูกกันคลายออก
อ๊ะ!อาจเป็ผลดีต่อนางก็ได้ ถ้าย้อนไปตอนนั้นบางทีนางสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้พบกับบุรุษใจร้ายผู้นั้นหลีกเลี่ยงชะตากรรมอันโหดร้าย ใช่! ต่อให้ชีวิตวัยเยาว์จะทุกข์ทรมานสักเพียงใดอย่างน้อยยังดีกว่าถูกคนที่รักหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ว่าอย่างไร”เสียงของผู้เฒ่าดังขึ้น นางเหลือบตามองเม้มริมฝีปากจนเป็เส้นตรง
เอาเถอะชีวิตมนุษย์ย่อมเป็เช่นนี้หากได้รับโอกาสแสนหายากนี้จริงนางยินดีจะเลือกเส้นทางใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม
ฉีซินอี๋คลายริมฝีปากออกถอนหายใจอย่างหนักหน่วง ก่อนจะพยักหน้าน้อย ๆ
“เอาตามที่ท่านว่ามาเถอะข้าพร้อมแล้ว” ต่อให้ไม่พร้อมยังไงก็ต้องพร้อม แม้จะย้อนไปได้เพียงแค่ดวงจิตอย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
“ขอบอกก่อนว่าการช่วยเหลือท่านครั้งนี้ต้องใช้พลังครึ่งหนึ่งของข้าดังนั้นเมื่อเราพานพบอีกครั้งข้าอาจไม่ได้ทรงพลังอย่างที่ท่านเห็นอีก”
“ไม่ว่าหยกชิ้นนี้จะอ่อนลงสักแค่ไหนข้าไม่มีวันละทิ้งท่านแน่นอน”
“อืม”ผู้เฒ่าชุดขาวยิ้มรับอย่างพึงพอใจ “เอาล่ะ หลับตา”
หลังหลับตาตามคำบอกฝ่ามือเหี่ยวย่นของดวงจิตแห่งหยกแตะลงบนหน้าผากแ่เบา รับรู้ถึงกระแสพลังอบอุ่นไหลผ่านเข้ามาในร่างกายหลังจากนั้นไอร้อนพลันร้อนระอุขึ้น
และเพิ่มมากขึ้น!ดุจกำลังเผชิญกับเปลวไฟมรณะ!
นางอยากกรีดร้องออกมาเพื่อบรรเทาความทรมานแต่กลับไร้เสียงจะว่าไปแค่ลืมตายังทำไม่ได้คล้ายติดอยู่ในความว่างเปล่าอันเวิ้งว้างล่องลอยสะเปะสะปะเฉกเช่นฝุ่นธุลี
ชั่วขณะนั้นความคิดหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัว
อย่าบอกนะว่านางถูกหลอกอีกแล้วนี่นางจะต้องตายเพราะความโง่เขลาอีกกี่ครั้ง
วาบ!!
ภาพตัดไปพร้อมสติอันเลือนราง