เซนเทียน่ามารีอาร์
สายลมพัดผ่านผิวของเด็กหญิงราวกับคมมีดที่เย็นเฉียบ เนื่องจากความเร็วและอากาศที่หนาวจัดทำให้เนย่าซึ่งบัดนี้นั่งอยู่บนหลังของสิ่งมีชีวิตที่เธอคิดว่าเป็เื่โกหกมาตลอดนับั้แ่จำความได้ บัดนี้มันพาเธอทะยานข้ามม่านเมฆ ข้ามูเา ข้ามมหาสมุทรที่เธอไม่เคยคิดฝันว่าสักวันหนึ่งจะได้เอื้อมถึง
เนย่าใช้ความพยายามอย่างยิ่งที่จะเกาะลำคอที่เต็มไปด้วยเกล็ดและหนามแหลมขนาดใหญ่ที่สะท้อนแสงจันทร์วิบวับนี้ให้อยู่ แต่จนแล้วจนรอดเธอก็ต้องคอยพึ่งพาแผ่นอกอบอุ่นของชายชราที่อยู่ด้านหลังเป็เครื่องช่วยประคองกันตกอยู่ดี
ความเร็ว ความสูง และเสียงคำรามเป็ระยะ ๆ ทำให้เนย่าขนลุกเกรียวเสี้ยวไส้อยู่บ่อยครั้ง เธอไม่อยากทำอะไรขัดใจมันรึจับมันแรงไปจนมันเจ็บ เพราะมันอาจจะสลัดเธอทิ้งก็เป็ได้
“ทะ ท่าน” เนย่าพยายามขยับริมฝีปากพูดแข่งกับลมที่ปะทะใบหน้าเธอ
“ว่ายังไง” ชายชราเอ่ยถาม
“เรา เราจะลงเมื่อไรกัน” เนย่าแหงนหน้าขึ้นเพื่อให้เสียงของเธอไปถึงคนข้างหลัง
“ใกล้แล้วล่ะเนย่า แสงสุดท้ายแห่งจันทราจะพาเราเข้าสู่โลกของเธอ” สิ้นคำของคนที่อยู่ด้านหลัง เนย่าก็พยายามลืมตาขึ้นเพื่อมองไปข้างหน้า ดวงจันทร์ขนาดมหึมาส่องแสงสว่างราวกับเวลากลางวัน แต่ลำแสงของมันกลับให้ความรู้สึกหนาวสะท้านมากกว่าอากาศรอบกาย วีโนสพุ่งทะยานเข้าไปหาดวงจันทร์กลมใหญ่ที่ใกล้จะลับขอบทะเลอันไกลโพ้น และเพียงไม่นานแสงสุดท้ายของจันทราก็สะท้อนสีเงินวาวเป็เส้นและดับลง
“มองดูข้างล่างสิเนย่า” ชายชราบอก เมื่อเธอทำตามความอัศจรรย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ราวกับดวงดาวบนพื้นพิภพ แผ่นน้ำที่เธอเห็นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ตอนนี้กลับกลายเป็หมู่บ้าน ไม่ใช่สิ! นครต่างหากถ้าจะพูดให้ถูก เพราะมันทั้งกว้างใหญ่ และสว่างไสวราวกับดวงเทียนนับล้าน สวยงามยิ่งนัก วีโนสร่อนลงต่ำทำให้เนย่ามองเห็นภูมิประเทศมากขึ้น
ใจกลางของนครนี้ดูเหมือนจะเป็ปราสาทสีขาวขนาดใหญ่ข้างหน้าเธอแถมมีหอคอยสูงลิบเป็ยอด แต่ที่สูงกว่าหอคอยของปราสาทนั้นคือหอคอยสีน้ำเงินที่อยู่ถัดไปจากปราสาทนั่นต่างหาก มันตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งกว้างแต่ก็ยังมีูเาล้อมมันไว้อีกชั้นคล้ายกับกำแพง
ตัวหอคอยสูงนั่นมันส่องแสงสีน้ำเงินเรือง เมื่อกระทบกับแสงจันทร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าในโลกของเธอถึงสองเท่าแถมมีวงแหวนสีม่วงอ่อนล้อมรอบดวงจันทร์นั้นอย่างสวยงาม นี่เธอข้ามมาไกลจนใกล้กับ ์ขนาดนี้เชียวหรือ เนย่าได้แต่คิด อย่างกับว่าที่แห่งนี้อยู่ติดกับดวงจันทร์ก็ไม่ปาน ภูมิประเทศของที่นี่ดูเหมือนเป็ที่ราบบวกกับหุบเขา มันลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ก็มีบ้านคนอยู่ทุกจุดเลยทีเดียว
“ที่นี่คือที่ไหนหรือ” เนย่าเอ่ยถามคนด้านหลังเมื่อระดับความเร็วของเ้าตัวใหญ่ลดลงแล้ว
“เซนเทีย นี่คือโลกของเธอเนย่า” เมื่อพูดจบเ้าตัวั์ก็ร่อนลงหน้าปราสาทสีขาวที่เธอเห็นลิบ ๆ ในตอนต้นเมื่อเข้ามาใกล้แล้วมันใหญ่โตกว่าที่เธอคิดไว้เป็สิบ ๆ เท่า
เมื่อชายชราอุ้มเนย่าลงจากหลังวีโนส เขาเพียงโบกมือวีโนสก็พยักหน้าลงเพียงนิดแล้วบินจากไป เนย่าถึงกับกลืนน้ำลาย เธอกำลัง ทึ่งในความสามารถของคนตรงหน้าที่บังคับสัตว์ขนาดใหญ่เพียงนั้นให้เชื่อฟังได้
“ฉันขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการนะเนย่า ฉันชื่อทรีบาสเป็ผู้บัญชาการที่ใหญ่ที่สุดของโรงเรียนแห่งนี้ ‘เซนเทียน่ามารีอาร์’ จะเรียกฉันว่าอาจารย์ใหญ่ก็ได้” ทรีบาสก้มหัวนิดหนึ่งราวกับให้เกียรติเด็กน้อย ทำให้เนย่าถึงกับหน้าเสียพยักหน้าแล้วยิ้มเฝื่อนรับ ทรีบาสผายมือไปด้านหลังเพื่อให้เธอได้เห็นหน้าตาของโรงเรียนชัด ๆ
ภายใต้แสงจันทร์ที่สว่างขนาดนี้ เธอแทบจะเห็นครบทุกส่วนหน้าของประตูขนาดมหึมาที่มีเถาวัลย์พันจนเต็มกรอบของบานประตูรูปโดม บานประตูที่ทำจากแผ่นเหล็กขนาดใหญ่สีขาวเรียบเนียนสองบานบดบังทัศนียภาพข้างในจนหมดสิ้น มือจับประตูก็ไม่มีแล้วจะเปิดมันได้ยังไงกันนะ
ทางด้านซ้ายขวาของทั้งสองข้างมีรูปปั้นัสองตัวคล้าย ๆ กับเ้าวีโนสนั่งอยู่ ปีกของมันหุบลู่หัวของมันก้มต่ำลง เหมือนกับพญาเหยี่ยวที่กำลังจะร่อนลงจับเหยื่อ ดวงตาดุ ๆ ที่ปั้นขึ้นนั้นเหมือนจริงอย่างกับว่าพวกมันมีชีวิต แน่นอนสีของพวกมันก็ไม่ได้ต่างไปจากประตูหรอกขาวนวลไปทั้งหมดนั่นแหละ
“แล้วเราจะเข้าไปอย่างไรล่ะท่าน” เนย่าหันไปถามคนข้าง ๆ ซึ่งเขามองกลับมาที่เธอเขายกยิ้มเพียงนิด ก่อนจะหันไปประจันหน้ากับัทั้งสองและทำเพียงพยักหน้าให้พวกมันเท่านั้น
พรึ่บ!!!~รูปปั้นัทั้งสองกางปีกพร้อมกัน และประตูบานหนาหนักก็ค่อย ๆ เลื่อนเปิดให้ในทันที นี่พวกมันมีชีวิตหรอกหรือ?
“ไปกันเถอะวันนี้เหนื่อยมามากแล้วเธอน่าจะได้พักผ่อน” ทรีบาสเดินนำเธอเข้าไป ทันใดนั้นประตูก็ปิดตามหลังเธอและ...
“ก๊าสสสสสสสสสสสสสสสสสส!!!!~” เนย่ายกมือขึ้นปิดหูและรีบวิ่งไปหาทรีบาสที่เดินนำเธออยู่
“ไม่ต้องใหรอก พวกัน่ะที่นี่ไม่ได้มีวีโนสตัวเดียวหรอกนะ ในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไปเธอจะเจออีกหลายร้อยตัวเลยล่ะ” นี่แค่ตัวเดียวเธอก็กลัวจนแทบช็อกอยู่แล้ว ในเซนเทียนี่ยังมีอีกเป็ร้อยเชียวหรือ เนย่าได้แต่คิด เธอยังคงเอามือปิดหูและเดินตามทรีบาสไปอย่างหน้าตาตื่นโดยไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
พื้นกระเบื้องสีขาวทอดยาวเข้าไปในตัวปราสาท สองข้างทางมีคบเพลิงรูปหัวัแก้วพ่นไฟเรียงรายเป็ทิวแถว นี่เธอคิดผิดรึเปล่านะที่ตามเขามาที่นี่
“เนย่า นี่มาดามรีรีนจะพาเธอไปดูที่พักนะ” ทรีบาสหยุดเดินกะทันหันทำให้เนย่าเดินชนหลังเขาจนเกือบหงาย แต่เขาก็ยังหันมายิ้มละไม พร้อมกับผายมือไปยังหญิงวัยกลางคนรูปร่างเล็กที่สวมชุดนอนสีม่วงยาวคลุมถึงเข่า หน้าตาท่าทางใจดี เธอยินดีกับการมาของเนย่าเป็อย่างมากรอยยิ้มเหี่ยวย่นอย่างอารีนั่นทำให้เนย่าเบาใจไม่น้อยเลยทีเดียว
“คนนี้เหรอทรีบาส หน้าตาน่ารักจัง แต่แกมอมแมมไปหน่อยนะ” มาดามรีรีนเดินตรงเข้ามาหาและเชยคางเนย่าขึ้น
“พาเนย่าไปหาที่พักเถอะวันนี้เนย่าคงจะเหนื่อยมามากแล้วพรุ่งนี้ค่อยว่ากันอีกทีนะ” ทรีบาสบอกปัดเพราะดูเหมือนว่าเพื่อนสาวของเขาจะปลื้มกับเด็กน้อยที่เขาพามาจนออกนอกหน้า เธอจับแก้มจับผมเด็กหญิงหมุนซ้ายหมุนขวาไม่หยุดคล้ายกับได้ของเล่นใหม่
“ได้ ๆ เนย่าตามฉันมาสิ” มาดามรีรีนกุมมือเล็ก ๆ ของเธอและพาเดินเข้าตัวปราสาทไป เนย่าหันกลับไปมองทรีบาสซึ่งยืนยิ้มให้เธออยู่ด้านนอก และเพียงแค่เนย่ากระพริบตา คนที่พาเธอมาก็หายวับไปเสียแล้ว รู้สึกว่าโลกที่เธอเหยียบย่างเข้ามาจะมีแต่ผู้คนที่ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย เนย่ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แต่ก็หันกลับมาให้ความสนใจกับคนที่กุมมือเธออยู่
ภายในตัวปราสาทสิ่งที่ให้แสงสว่างนั่นก็คือ ดวงไฟหลากหลายสีที่ลอยไปลอยมาอยู่ในปราสาท ดวงไฟเ่าั้ขนาดประมาณกำปั้นหนึ่งของเนย่าเห็นจะได้ หลายร้อยดวงหลากสีสันราวกับรุ้ง แสงเล็ก ๆ เพียงน้อยนิดของก็มันไม่ได้รบกวนสายตาแต่อย่างใดแต่มันทำให้คนภายในได้รู้ว่านี่คือเวลากลางคืน
ราวกับพวกมันจะมองเห็นเธอและมาดาม ดวงไฟดวงกลมสีฟ้าอ่อนร่อนลงมาข้าง ๆ แล้วนำทางพวกเธอไปเพราะบริเวณทางเดินที่มาดามพาเธอมานั้นทอดยาวไปไกลและดวงไฟเหล่านี้ก็มีไม่มากนักมันจึงเข้ามาทำหน้าที่ส่องทางให้อย่างขยันขันแข็ง
ที่ดวงไฟบริเวณนี้มีน้อยนั่นเป็เพราะไม่อยากรบกวนผู้คนที่กำลังนอนหลับนั่นเอง มาดามอธิบายถึงเื่ดวงไฟเล็ก ๆ เหล่านี้ว่าพวกมันคือตะเกียงเซนเทียคอยให้แสงสว่างแก่นครแห่งนี้ในบ้านเรือนของผู้อาศัย พวกมันน่ารักและช่างประจบประแจง ดูเหมือนมาดาม รีรีนคนนี้จะปลื้มใจและมีความสุขไปเสียทุกสิ่งที่อยู่รอบกายเธอ
“เนย่า เอาล่ะ นี่คือธรรมเนียม การที่เธอจะได้ห้องพักในปราสาทนี้หรือในโลกของเซนเทียนี่พวกเขาจะเป็คนเลือกให้” มาดามรีรีนพาเนย่าเดินผ่านระเบียงของชั้นสองที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาพลางอธิบายให้เธอฟัง
“ใครหรือ?” เนย่าถาม
“ใครหรือคะ ต่อไปนี้เธอต้องพูดมีหางเสียงทุกคำนะ เธอไม่เหมือนเดิมแล้ว เธอจะต้องเป็คนมีมารยาทที่ดีรู้ไหม แล้วไอ้ที่เธอถามว่าใครนั่นน่ะคือทนายห้องจ้ะ เธอจะมองไม่เห็นพวกเขาหรอกนะ แต่ถ้าพวกเขาเลือกว่าเธอจะได้อยู่ห้องไหนประตูจะเปิดให้เองโดยอัตโนมัติเลย น่าสนุกดีไหมล่ะ ฮึ ๆ” มาดามรีรีนอธิบายต่ออย่างอารมณ์ดี ประตูจะเปิดเองถ้าห้องเลือกเธองั้นหรือ สนุกรึ น่าขนลุกมากว่า เนย่าคิดในใจ
“ทนายห้องคืออะไรเหรอ...คะ” เนย่าพยายามคายคำว่าคะ ออกมาอย่างสุดกำลัง
“ดีมาก เธอเรียนรู้และปรับตัวไวดี ทนายห้องก็คือผู้ตัดสินว่าเธอหรือบุคคลทุกคนควรจะได้สิทธิ์ห้องไหนหรือพื้นที่ใดในโลกใบนี้ไงล่ะไม่ใช่ว่าใครอยากจะอยู่ตรงไหนก็อยู่ เพราะถ้าเป็เช่นนั้นโลกนี้จะไม่เป็ระเบียบเอาเสียเลยน่ะสิ อ้อ! แล้วที่สำคัญนะพวกเขาจะจัดเตรียมห้องให้กับเ้าของผู้ที่จะถือครองพื้นที่ให้เหมาะสมกับบุคคลนั้น ๆ ด้วยนะ ทำให้แทบจะรู้ได้ทันทีเลยล่ะว่าเ้าของเป็คนแบบไหน” มาดามรีรีนยังคงจูงมือเธอเดินไปเรื่อย ๆ แล้วถ้าเป็คนไม่ดีอย่างเธอล่ะ จะได้ห้องหรือที่อยู่แบบไหนกันจะเป็ลูกกรงเหมือนคุกมืดที่เธอเคยจิตนาการไว้รึเปล่า
แต่ทว่าทำไมทุกห้องที่เธอเดินผ่านถึงมีคนยืนเฝ้าหน้าประตูทุกห้องเลยล่ะ แถมพวกเขายังดูแปลกๆ ตัวโปร่งแสงหน้าตาแต่ล่ะคนก็ดูถมึงทึงยังไงชอบกลทั้งชายและหญิงเลย แล้วมาดามไม่คิดจะแนะนำพวกเขาให้เธอรู้จักหรืออย่างไรกันนะ
“เอ่อ...คือแล้วพวกเขาเป็ใครหรือ...คะ” เนย่าถามขึ้นทำให้มาดามหยุดเดินและหันมาจ้องมองเธออย่างสงสัย
“เธอหมายถึงใครจ๊ะ” มาดามหันมายกยิ้มแล้วถามเธอกลับ
“ก็พวกคนที่ยืนหน้าห้องทุกห้องนี่ไงคะ พวกเขามองหนูแล้วทำหน้าดุใส่ มาดามไม่เห็นพูดถึงพวกเขาเลย อย่างห้องนี้เขาก็มองหน้ามาดามอยู่เหมือนพวกเขากำลังสงสัยอะไรสักอย่าง” เนย่าพูดในสิ่งที่เธอเห็น มาดามเพียงแค่หันไปทางทิศที่เนย่าบอกแล้วขมวดคิ้วยุ่ง แต่ทว่า...
“เหรอ อย่าไปสนใจเลยทางด้านโน้นอาจจะเป็ห้องของเธอก็ได้ห้องพวกนี้มีคนอยู่แล้วเราไปกันเถอะ” มาดามรีรีนกลอกตาไปมา ดูเหมือนเธอจะใกับคำถามของเนย่าไม่น้อยแต่เธอก็ไม่แสดงอาการไปมากกว่านี้นอกจากจูงมือเนย่าเดินต่อไป และหยุดลงที่หน้าห้องหนึ่ง
“เอาล่ะห้องนี้ อาจจะเป็ห้องของเธอ ลองเอามือไปแตะประตูดูสิจ๊ะ” มาดามจับไหล่เธอดันไปข้างหน้าเบา ๆ เพื่อให้ไปยืนอยู่หน้าบานประตูไม้โอ๊คสีน้ำตาล แต่ทว่า…
“เสียใจด้วยแม่หนูน้อยห้องนี้รอคอยเ้าของอยู่ แต่เธอไม่ใช่...” มีหญิงสาวร่างโปร่งใสผมสีดำสนิทแต่งชุดกระโปรงยาวสีดำยื่นหน้าทะลุบานประตูออกมาบอกกับเธอทำให้เนย่าถึงกับถอยเท้าออกไปหลายก้าวด้วยความใ แต่เธอก็เก็บอาการไว้ได้อย่างแเี ก็คนข้าง ๆ เธอยังยืนยิ้มอยู่เลยนี่นาจะให้เธอโวยวายได้อย่างไรกัน
“ชู่ว์...ยายแก่นั่นไม่เห็นฉันหรอก แล้วอย่าไปบอกเขาล่ะว่าเธอเห็นฉันเพราะคงไม่มีใครในโลกนี้หรอกที่เชื่อและมองเห็นทนายห้อง แต่เธอ ‘เห็น’ ฮึ ๆ รีบไปเถอะแม่หนูน้อยทนายห้องของเธอคงกำลังรออย่างใจจดใจจ่อเลยละ” หญิงสาวโปร่งใสพูดกับเธออีก ทำให้เนย่าต้องหุบปากตนเองที่จะบอกกับมาดามไว้แค่นั้น นี่หรือทนายห้อง นี่มันผีชัด ๆ ไม่ใช่รึไงกัน
“ฮ้า!! ห้องเธอคงไม่ใช่ห้องนี้แน่เลยเน่ย่า ไปต่อห้องต่อไปดีกว่าเนอะ” มาดามคงไม่ได้สังเกตอาการใของเนย่าสักนิดที่เธอมองเห็นทนายห้อง มาดามพาเธอไปหยุดอยู่หน้าห้องโน่นห้องนี้อยู่หลายห้อง แต่คำตอบของทนายทุกห้องคือให้เธอไปหาห้องใหม่ที่เป็ของเธอ ส่วนมาดามเองก็ไม่รู้เลยว่ามีผีปฏิเสธเด็กน้อยนี้มาเป็สิบ ๆ ตนแล้วเช่นกัน
ปาเข้าไปตีสองแล้วทั่วทั้งปราสาทไม่มีห้องใดเปิดประตูให้เธอ หรือไม่มีทนายห้องตนไหนอยากได้เด็กน้อยไว้ในความดูแลเลยสักตน จนกระทั่ง
“เนย่า ฉันคิดว่าเธอควรจะไปที่นั่น” มาดามรีรีนดูเหนื่อยหอบและมองจะหมดหวังเหลือเกินกับการหาที่พักให้เด็กน้อยจนกระทั่งเธอชี้ไปที่ประตูเหล็กเก่าคร่ำคร่าบานหนึ่งในห้องรับแขกของปราสาท เพราะหลังจากเดินทัวร์ปราสาทในยามค่ำคืนมาแล้วที่นี่จึงเป็ที่พักชั่วคราวเพื่อให้ได้พักหายใจกันบ้าง
โซฟาสีแดงสดภายในใจกลางปราสาทแห่งนี้กับประตูเหล็กสีดำเก่า ๆ บานนั้นดูเหมือนจะตัดทำลายสีขาวสะอาดของห้องนี้จนหมดสิ้น บานประตูที่เธอเห็นดูจากสภาพมันคงไม่ถูกเปิดใช้เลยกระมังถึงได้เก่าจนหยากไย่รักใคร่มันถึงเพียงนี้
“หนูต้องทำยังไงเหรอคะ” เนย่าเอ่ยถามอย่างเหนื่อยใจ เธอทั้งง่วงทั้งเพลียทั้งหิวกว่าเธอจะได้กินอิ่มนอนหลับในที่หรูหราแบบนี้ เธอจะต้องเดินจนรอบเมืองนี้เลยรึไงนะ มาดามเองจากสังขารก็คงไม่เคยเดินเยอะขนาดนี้เหมือนกันเพราะดูจะหมดเรี่ยวแรงเสียแล้ว มาดามเสกพัดสีม่วงมาโบกรัวเร็วเพื่อคลายความเหนื่อยล้าอย่างน่าสงสาร
“ในเมื่อประตูห้องทุกบานในปราสาทนี้ไม่เปิดรับเธอเลย ฉันก็เลยคิดว่าเธอน่าจะลองนั่นดู” มาดามพยักเพยิดไปทางประตูบานเก่านั่น เนย่าจึงไม่รอช้าค่อย ๆ ลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเดินไปหยุดอยู่หน้าประตูบานนั้น น่าแปลกที่ไม่มีใครเฝ้าประตูบานนี้เลยและ...
จู่ ๆ ประตูเก่าคร่ำคราก็ส่งเสียงครวญครางราวกับจะหลุดลงไปกองกับพื้น มันลั่นเปรี๊ยะ แล้วค่อย ๆ แง้มออกอย่างเชื่องช้าราวกับเกรงว่าความชราของมันจะไปรบกวนปราสาทก็ไม่ปาน
เสียงเอี๊ยดอ๊าดของสนิมที่เกาะอยู่มันชวนหนวกหู แต่มันก็ยังเต็มใจที่จะยอมรับผู้ที่จะผ่านมันเข้าไปอย่างนอบน้อม
“ไม่จริง...” มาดามรีรีนยกพัดปิดปากและอุทานเสียงอ่อน
“เธอ เธอ ถูกเลือกให้เข้าไปอยู่ที่นั่นรึ” มาดามดูเหมือนรำพันกับตัวเองมากกว่าที่จะถามเนย่า
“เราไปกันเลยไหมคะ” เนย่าเอ่ยถามมาดามที่ยังมีท่าทีตกตะลึงไม่หาย เธอง่วงเธออยากพักเหลือเกิน วัยกำลังกินกำลังนอน ปกติเด็กหญิงขโมยของแล้วกลับมานอน และก็คิดว่าจะกินอะไรดีให้ผ่านไปวัน ๆ ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเื่แปลก ๆ แต่ก็ช่างเถอะรีบ ๆ ไปจะได้รีบ ๆ นอน สีหน้าง่วงงุนหันไปถามคนใอย่างรอคำตอบ
“อืม!” มาดามพยักหน้าด้วยท่าทีตื่น ๆ และเดินตัวสั่นเทาเข้าไปหาเนย่า ั้แ่ก้าวแรกที่เด็กคนนี้เหยียบถึงเซนเทียน่าก็มีเื่แปลกๆ เกิดขึ้นเสียแล้ว มาดามรีรีนได้แต่คิดและเก็บงำความกังวลไว้ในใจ ทรีบาสจะรู้ไหมนะว่าหอคอยต้องสาปนี้ ได้ตื่นขึ้นแล้ว