บทที่ 21 โลกนี้ลึกลับกว่าที่ลูกคิด
ทั้งสองรออยู่ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็มีรถเบนซ์สีดำคันหนึ่งขับมาจอดด้านหน้า ตามมาด้วยรถยกอีกหนึ่งคัน คนที่ขับรถเบนซ์มาไม่ใช่เฉียวเว่ยแต่หนึ่งในทีมคุ้มกันคนหนึ่ง
“นายน้อยรถมาแล้วครับ” เขารีบวิ่งมาโค้งศรีษะอย่างเคารพ โอกาสได้รับใช้นายน้อยแบบนี้มีบ่อย ๆ เสียที่ไหน ?
หวังเฟิงพยักหน้าครั้งหนึ่ง “นั่นรถเพื่อนผม รบกวนด้วยนะครับ”จากนั้นเขาก็หันไปบอกกับฟางเจียวลู่ “บ้านเธออยู่ไหนก็บอกคนขับได้เลยนะ”
ฟางเจียวลู่ยังไม่ทันจะได้อ้าปากพูดขอบคุณก็เห็นหวังเฟิงเดินขึ้นรถเบนซ์สีดำไปแล้ว เหตุการณ์ต่อมาเธอไม่ต้องจัดแจงอะไรเลยเพราะมีชายใส่สูทสีดำคนขับรถเบนซ์คันนั้นจัดการทั้งหมดจนกระทั่งรถถูกลากขึ้นไปเรียบร้อยแล้วเธอถึงจะนึกขึ้นได้ว่าต้องฝากคำขอบคุณไปหนึ่งคำ
“นายน้อยคุณผู้หญิงเมื่อสักครู่ฝากคำขอบคุณมาให้ด้วยครับ”คนขับพูดขึ้นหลังจากขับรถออกไปได้ระยะหนึ่ง
“ว่าแต่พ่อเขาเสร็จงานหรือยังครับ”
“นายท่านเหลือเสร็จเอกสารอีกนิดหน่อยครับ”
หวังเฟิงขบคิดเล็กน้อยทีแรกเขาตั้งใจว่าจะตรงกลับไปหาแม่ที่บ้านเลย แต่ในเมื่อพ่อใกล้เสร็จงานแล้วแบบนี้ก็เข้าไปหาที่บริษัทก่อนดีกว่าเผื่อบางทีจะได้ข้อมูลอะไรด้วย
หวังเฟิงลงจากรถเดินตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวเวลานี้พนักงานในบริษัทส่วนใหญ่กลับบ้านไปกันเกือบจะหมดแล้วที่ชั้นล่างจึงไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าหวังเฟิงเข้าบริษัทมา พอขึ้นมาถึงชั้นที่แปดสิบแปดบรรยากาศค่อนข้างแตกต่างจากชั้นล่าง เพราะเหล่าพนักงานอยู่กันครบยกเว้นรองประธานบางคนที่ต้องออกไปจัดการธุระด้านนอก
“สวัสดีค่ะคุณชาย”
“สวัสดีครับคุณชาย”
หวังเฟิงก้มศรีษะลงเล็กน้อยตอบกลับไป “สวัสดีครับทุกคน รบกวนด้วยนะครับ”
ปลายสุดของทางเดินจะเป็ห้องทำงานของหวังมู่ซึ่งก่อนจะถึงห้องประธานจะเป็โต๊ะของเลขา และโต๊ะนั่งพักของเฉียวอี้ กับเฉียวเว่ยหากเฉียวอี้อยู่ด้านนอก นั่นแปลว่าจะมีเฉียวเว่ยอยู่ด้านในทั้งสองจะทำหน้าที่สลับหนึ่งใน หนึ่งนอกกันทุกวัน และหากมีคนใดคนหนึ่งไม่อยู่ที่ด้านนอกห้องประธานจะมีคนคุ้มกันระดับหัวหน้าอยู่ด้วยอย่างน้อยสองคนเสมอ
นี่ถือเป็กฎข้อบังคับของตระกูลหวังข้อหนึ่ง
“นายน้อยมาแล้ว?” เฉียวเว่ยเอ่ยทักวันนี้เป็เวรที่เขาต้องเฝ้าอยู่ด้านนอก
“คุณอาเว่ยวันนี้ผมมารับพ่อกลับบ้านครับ” หวังเฟิงอมยิ้ม
“ฮ่าๆ เข้าไปเถอะ นายท่านน่าจะใกล้เสร็จแล้วล่ะ” เฉียวเว่ยหัวเราะ เขาเคาประตูสองครั้งจากนั้นก็เปิดประตูห้องประธานออก ให้หวังเฟิงเข้าไป
หลังเดินเข้ามาภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือเฉียวอี้กำลังนั่งโซฟาถือกระบอกชาขึ้นจิบ ส่วนหวังมู่กำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่บนโต๊ะมองเผิน ๆ ไม่รู้เลยว่าใครเป็ประธานกันแน่
“พ่อคุณอาอี้”
หวังมู่ละสายตาจากเอกสารเงยหน้าขึ้นมา เขาควงปากกาในมือเล่นพลางถามขึ้น “ลมอะไรหอบมาที่นี่ล่ะ”
“มารับพ่อกลับบ้านพร้อมกันไงครับ”
ได้ฟังคำตอบ หวังมู่ถึงกับแค่นลมหายใจออกมา แล้วเขาก็ก้มหน้ารีบเซ็นเอกสารอีกสามสี่แผ่นพอปิดแฟ้มลง เฉียวอี้ก็รีบนำน้ำพุทราแดงที่เตรียมไว้มาให้ทันที
“นี่เพิ่งจะอยู่มหาวิทยาลัยไปไม่เท่าไหร่ ทำไมถึงรีบกลับบ้านมาแล้ว ?”
หวังเฟิงเดินไปลงตรงโซฟารับแขก เขาตอบกลับไปว่า“วันนี้ผมเจอเื่น่าสนใจมา พ่อเคยได้ยินเื่ ‘ชุมนุมของโลกเื้ั’ มาบ้างหรือเปล่าครับ พอจะมีข้อมูลอะไรบ้างไหม”
หวังมู่เอียงคอทำท่าสนใจขึ้นมาทันที“ออกนอกบ้านไม่เท่าไหร่ ก็รู้เื่นี้แล้ว ?ให้อาอี้เป็คนบอกเื่นี้ดีกว่า”
เฉียวอี้สูดลมหายใจเข้าจนลึกราวกับสิ่งที่เขากำลังจะพูดต่อไปนี้เป็เื่ที่ค่อนข้างจริงจัง “นายน้อยคงพอรู้แล้วว่าปัจจุบันนี้ถึงจะเป็สังคมแห่งเทคโนโลยีแต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งอย่างผมที่คอยจัดการธุระต่าง ๆ ทั้งในทางลับ และทางแจ้งคนในทางลับ ถูกเรียกกันว่าคนในโลกเื้ั มีั้แ่นักเลงหัวไม้ไปจนถึงผู้ที่มีพลังพิเศษบางอย่าง”
“ผู้ที่มีพลังพิเศษ?” หวังเฟิงทวนคำ
“ใช่ครับผู้ที่มีพลังพิเศษ อย่างก่อนหน้านี้ผมเคยเจอผู้ใช้พลังพิเศษคนหนึ่ง เขาสามารถใช้พลังของตัวเองตรึงร่างของผมไม่ให้ขยับไปไหนได้ถึงจะทำได้แค่ไม่กี่วินาที แต่ถ้าใน่เวลาตัดสินเป็ตาย ไม่กี่วินาทีนี้มีค่ามาก”
หวังเฟิงพยักหน้าเข้าใจทันที่ที่เขาอยู่ในป่า ถึงจะไม่เคยเจอสถานการณ์เข้าขั้นจนตรอก รวมไปถึงตอนที่ฝึกต่อสู้กับแม่เขารู้ดีว่าในการต่อสู้จริงห่างตัวเองไม่สามารถขยับร่างกายใด ๆ ได้แม้เพียงเสี้ยววิก็สามารถกลายเป็ซากศพได้เลย
“คนในโลกเื้ัเหล่านี้ก็มักจะจัดการชุมนุมกันอยู่เป็ประจำมีั้แ่การชุมนุมเล็ก ๆ ไปจนถึงการชุมนุมขนาดใหญ่ คนที่มางานนี้ส่วนมากก็มักจะมาประลองฝีมือเพื่อพัฒนาวิชาความสามารถของตัวเอง บางครั้งยังมีการประมูลของโบราณในงานชุมนุมด้วย”
‘ฟังแล้ว นี่มันน่าสนใจมากจริง ๆ’ หวังเฟิงคิดในใจ
เฉียวอี้ยกชาขึ้นมาจิบจากนั้นก็พูดต่อว่า “คนในโลกเื้ั ส่วนใหญ่มักจะมีสังกัด มีพรรคพวกของตัวเองเพราะยิ่งเื้ัของคน ๆ นั้นมีอำนาจ จะทำอะไรก็สะดวก หรืออย่างน้อยก็มีคนเกรงใจสามส่วน”
“ดูลึกลับจังนะครับ”
หวังมู่ได้ยินก็อดอมยิ้มขึ้นมาไม่ได้“ใช่ นี่เป็แค่ในประเทศของเรานะ ไว้ลูกโตกว่านี้พ่อจะพาลูกไปเจออะไรที่ใหญ่ขึ้น”
พอรู้ว่าอะไรเป็อะไรแล้วเฉียวอี้ เฉียวเว่ย หวังเฟิง และหวังมู่ ก็ตรงกลับไปยังที่บ้านหลัก พอมาถึงบ้านหวังเฟิงถึงเพิ่งจะรู้ว่าแม่ของตน ปิดด่านฝึกตนได้สี่วันแล้ว คนที่รอต้อนรับจึงมีแค่หวังซิน
“เ้าตัวน้อยเป็ยังไงบ้าง”
หวังซินทำแก้มป่องพร้อมกันหันหน้าหนี “พอพี่ไปอยู่มหาลัยก็ไม่โทรหาหนูเลยนะ”
หวังเฟิงรู้สึกผิดอยู่ในใจจึงพูดเสียงอ่อน “วันนี้พี่ก็มาหาเราแล้วไง ไปเข้าบ้านก่อน พี่หิวข้าวแล้ว”
ห้องอาหารของบ้านหลักมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดสองห้อง หนึ่งคือห้องสำหรับครอบครัวสองคือห้องสำหรับคนในตระกูล เอาไว้ใช้จัดเลี้ยงเวลารับรองคนในตระกูลหรืองานเลี้ยงขนาดเล็ก
ในห้องอาหารสำหรับครอบครัววางชุดทานอาหารอยู่สามชุด หวังเฟิงมองแล้วก็เสียดาย ถ้าแม่ไม่ปิดด่านฝึกตนก็คงจะได้อยู่ร่วมกินข้าวด้วยกัน ไม่รู้ว่าปิดด่านคราวนี้จะออกมาอีกทีเมื่อไหร่ หวังเฟิงได้แต่หวังว่าแม่ของตนจะพบกับความสำเร็จหลังออกจากปิดด่าน
“เพื่อนที่มหาวิทยาลัยเป็ยังไงบ้าง”หวังมู่ถามขึ้น
“ดีอยู่ครับคนในหอมีเื่ให้ปวดหัวไม่เว้นวันเลย”
“สนิทกันก็ดีแล้ว”หวังมู่สบายใจขึ้นเมื่อเห็นว่าหวังเฟิงเข้ากับเพื่อน ๆ ได้
“ว่าแต่ซินซินน้อยของพี่เรียนเป็ยังไงบ้าง”
หวังซินที่กำลังรอคนพูดกับตนเองอยู่รีบตอบทันที“ถึงหนูจะไม่ฉลาดเท่าพี่ แต่ก็เก่งกว่าคนอื่นนะ”ตอนนี้หวังซินก็ยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ “หนูสอบได้ที่หนึ่งของชั้นปีตลอด”
“เก่งจริงๆ” หวังเฟิงอดที่จะเอื้อมมือไปลูบศรีษะหวังซินไม่ได้
“อย่าลูบหัวหนูสิพี่ผมยุ่งหมด”
“ฮ่าๆ” หวังมู่เห็นแล้วก็ชอบใจ ั้แ่หวังเฟิงเข้ามหาวิทยาลัยไป เมื่อกี่วันก่อนเฟิงเสวียก็ปิดด่านบนโต๊ะอาหารเหลือเพียงแค่เขา กับหวังซิน ถ้าไม่บอกว่ารู้สึกแปลกก็คงจะเป็การโกหกตัวเอง วันนี้ลูกชายกลับบมาบ้านทั้งทีคงจะต้องพักเื่งานในตระกูลไว้ก่อน
กินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วหวังซินก็ขึ้นห้องของตัวเองไปทำการบ้านส่วนหวังมู่ก็เรียกหวังเฟิงขึ้นไปคุยในห้องหนังสือ
ห้องหนังสือนี้ถือเป็หนึ่งในห้องที่สำคัญที่สุดของบ้านอีกห้องจิดติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดเอาไว้ ในปัจจุบันมีเพียงหวังมู่กับเฟิงเสวียเท่านั้นที่เข้าออกห้องนี้ได้อย่างอิสระ ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เป็หลักไม่ว่าจะเป็ชั้นหนังสือ โต๊ะทำงาน โต๊ะรับแขก เก้าอี้ ที่ผนังยังมีภาพวาดพู่กันดูมีอายุเก่าแก่ประดับไว้ด้วย
หวังมู่เดินอ้อมไปหลังโต๊ะทำงานเปิดตู้เย็นขนาดเล็กที่แช่ไวน์เอาไว้ พร้อมกับหยิบแก้วออกมาสองใบจากนั้นก็รินไวน์ราวหนึ่งในห้าของแก้ว ยื่นส่งให้หวังเฟิง
“ลองชิมสิเป็ยังไง?”
หวังเฟิงยกแก้วขึ้นมาคนเบาๆ สูดกลิ่นหอมของไวน์ แล้วค่อยยกแก้วจิบไวน์ เขาวางแก้วลงแล้วพูดว่า “ท่าทางของผมดูเป็ผู้รู้ไหมครับ”
หวังมู่ได้แต่ส่ายศรีษะ“แกนี่นะ”
“พ่อก็อย่าดื่มของพวกนี้บ่อยอะไรมากไปก็ไม่ดีต่อสุขภาพ” หวังเฟิงหยิบไวน์มารินใส่แก้วของหวังมู่บ้าง
“สุขภาพของพ่อยังไม่ถึงรอบให้ลูกต้องห่วงหรอก” ร่างกายของเขาตอนนี้สมควรบอกว่าแข็งแรงกว่าเมื่อหลายปีก่อนอีก บุหรี่ก็เลิกสูบ วิชาก็ได้ฝึกแถมยังเป็วิชาแบบดั้งเดิมที่มีความครบถ้วนของเนื้อหา ถึงจะเริ่มฝึกช้าแต่ก็ยังได้ฝึกไม่ใช่หรือ ?
“แม่บอกไหมครับว่าจะออกมาเมื่อไหร่ ?”
“ก่อนแม่เขาจะปิดด่าน แม่บอกพ่อไว้ว่าน่าจะราวสอง หรือสามเดือน ถ้าทุกอย่างเป็ไปได้ด้วยดีระดับการฝึกก็จะอยู่ที่ชายขอบของขั้นห้าแล้ว”