มหาจักรพรรดิรวมแผ่นดิน

    ตอนที่ 36 : กลิ่นสงครามจากแคว้นเหนือ

    ตอนที่36 : กลิ่นสงครามจากแคว้นเหนือ

    เสียงกลองศึกดังมาจากทิศเหนือของนครหานหลง
    ทูตทหารในชุดคลุมเปื้อนฝุ่นรีบคุกเข่าต่อหน้าพระราชบัลลังก์
    เลือดที่เปื้อนบนแขนยังไม่ทันแห้ง

    “ฝ่าบาท!กองทัพแคว้นเว่ยและแคว้นจ้าวรวมกำลังบุกชายแดนเหนือ!
    เมืองซ่งหลิงถูกรุกจนกำแพงสั่นสะเทือนแม่ทัพฟู่หรงขอพระราชทานกำลังเสริมโดยด่วน!”

    เสียงในท้องพระโรงดังระงมทันที

    “จำนวนเท่าใด?”
    “รายงานล่าสุดพ่ะย่ะค่ะ —
    แคว้นเว่ยส่งทัพหลัก 40,000 นาย
    แคว้นจ้าวส่งกองทัพร่วม 30,000 นาย รวมแล้ว 70,000นาย!”

    เสียงขุนนางบางคนถึงกับอุทาน

    “เจ็ดหมื่น!แล้วเมืองซ่งหลิงมีเพียงเท่าใดกัน?!”

    “แม่ทัพฟู่หรงมีกำลังเพียง12,000 นาย
    และชาวเมืองที่จับอาวุธได้อีกประมาณ 3,000 คนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ
    รวมทั้งหมดเพียงหนึ่งในห้าเท่านั้นของศัตรู!”

    ฮ่องเต้หานเต๋อหรงขมวดพระขนงแน่น

    “แล้วเหตุใดยังไม่แตกเมือง?”

    ทูตทหารเงยหน้าน้ำเสียงสั่นด้วยความภูมิใจ

    “เพราะแม่ทัพฟู่หรงวางขบวนป้องกันแนวภูเขาได้อย่างแน่นหนา
    ใช้คลองเก่าและกำแพงดินเป็นแนวคูป้องกัน สกัดศัตรูไว้นอกประตูตะวันตกได้สามวันสามคืนแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

    ขุนนางทั้งหลายเริ่มถกเถียงกันเสียงดัง

    “ควรส่งทัพเสริมโดยทันที!”
    “แต่กองหลวงยังไม่พร้อม!”
    “หากส่งรัชทายาทไป จะยิ่งเป็นอันตรายต่อราชบัลลังก์!”

    ฮ่องเต้นั่งนิ่งเสียงถกเถียงสะท้อนในโถง
    จนกระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง —
    สงบนิ่งแต่แน่นด้วยอำนาจ

    “ฝ่าบาทโปรดให้ข้าออกไปช่วยเมืองซ่งหลิงเถิด”

    รัชทายาท หานอวี้จิน ก้าวออกมาคุกเข่ากลางโถง
    ชุดคลุมสีเทาเรียบสง่า ดวงตาแน่วแน่

    “ศึกนี้มิใช่เพียงศึกชายแดนแต่คือศึกแห่งศรัทธา
    หากเมืองซ่งหลิงแตก แคว้นหานจะถูกดูแคลนจากทุกแคว้น”

    เสียงฮือฮาดังก้อง
    แต่ไม่มีใครกล้าพูดแย้ง

    ฮ่องเต้หานเต๋อหรงนิ่งไปครู่ก่อนตรัสช้า ๆ

    “เจ้าจะไปเองจริงหรืออวี้จิน?”

    “พ่ะย่ะค่ะ”

    “เจ้ารู้หรือไม่ว่าศัตรูเจ็ดหมื่น — และเจ้าอาจไม่กลับมา?”

    หานอวี้จินยกศีรษะขึ้น

    “ข้ารู้... แต่หากข้าไม่ไปแผ่นดินนี้จะไม่เหลือให้ข้ากลับมาอยู่ดี”

    ความเงียบปกคลุมทั่วท้องพระโรง
    แล้วเสียงพระราชรับสั่งดังขึ้น

    “งั้นจงไปเถิด...ไปในนามแห่งหาน และจงกลับมาพร้อมชัยชนะ!”

    เมื่อกลับถึงจวนรัชทายาทหานอวี้จินรีบเรียกประชุมกองบัญชาการ
    แผนที่ขนาดใหญ่ของแคว้นหานถูกคลี่ออกบนโต๊ะ

    ไป๋เหิงเซินรายงานอย่างเป็นระบบ

    “ขณะนี้แนวเหนือของเรามีแม่ทัพฟู่หรงคุมกำลังหลัก12,000
    เมืองซ่งหลิงมีป้อมดินห้าชั้น คูเมืองสองแนว
    แต่เสบียงเหลือไม่ถึงเจ็ดวัน”

    กู่หลิงเซวียนเสริม

    “ถ้าแนวตะวันตกแตกศัตรูจะบุกถึงเมืองหลวงภายในสิบห้าวัน
    เพราะเส้นทางภูเขาเปิดโล่งจากหุบเขาเป่ยสุ่ยถึงหานหลง”

    หานอวี้จินเดินวนรอบโต๊ะ
    นิ้วแตะบนจุดสีแดงที่แทนเมืองซ่งหลิง

    “เรามีทหารประจำจวน 150นาย
    ทหารอาสาจากนครหลวงอีก 1,000 คน
    และกองสนับสนุนจากตะวันออกที่ข้าขอไว้... ราว 5,000 นาย”

    ไป๋อวี้จิงขมวดคิ้ว

    “รวมแล้วไม่ถึงหนึ่งหมื่นกับกองศัตรูเจ็ดหมื่น...”

    “แต่ข้ามีสิ่งที่พวกเขาไม่มี”หานอวี้จินพูดช้า ๆ
    “คือปัญญา และเหล็กกล้าที่แข็งกว่าความกลัว”

    ก่อนออกเดินทางเขาได้รับจดหมายจากแม่ทัพฟู่หรง
    ลายมือสั่นแต่มั่นคง

    “ถึงรัชทายาทอวี้จิน —ข้า ฟู่หรง
    ขอแจ้งว่ายังยืนอยู่ได้แม้คนจะล้มครึ่ง
    ศัตรูเจ็ดหมื่นข้าไม่หวั่น ขอเพียงแผ่นดินหานไม่ลืมเมืองซ่งหลิง”

    อ่านถึงตรงนั้น หานอวี้จินกำหมัดแน่น

    “คนอย่างฟู่หรงข้าจะไม่ปล่อยให้ตายเพียงลำพัง”

    เขาหันไปสั่งเสียงเข้ม

    “เริ่มเตรียมเสบียงและรถขนเหล็กหานเฟิง!
    ข้าต้องการเกราะ 500 ชุด ดาบ 800 เล่ม และหัวหน้าเหล็ก 50 ชุดภายในห้าวัน!”

    กู่หลิงเซวียนรีบเข้ามารายงาน

    “ข้าได้ถ่านไม้และดินประสิวจากคลังหลอมแล้ว
    แต่ท่านจะใช้มันทำอะไร?”

    หานอวี้จินตอบเรียบ

    “สิ่งที่จะทำให้คนเจ็ดหมื่นต้องกลัวคนเจ็ดพัน”

    เขามองเปลวไฟในเตาหลอมที่ลุกสูง
    เสียงแตกของโลหะดังคล้ายเสียงกลองศึก

    ในใจเขามีคำเดียว —

    “หากเหล็กไม่พอข้าจะหลอมด้วยไฟ
    หากไฟไม่พอ ข้าจะหลอมด้วยใจ”

    รุ่งเช้า เสียงกลองดังทั่วเมืองหานหลง
    รัชทายาทหานอวี้จินในชุดเกราะสีดำเงิน
    ยืนหน้ากองจวนหานที่เรียงแถวแน่นขนัด

    “ศัตรูเจ็ดหมื่น... แต่แผ่นดินนี้มีคนกล้าเพียงไม่กี่ร้อยก็พอ
    จงจำไว้ — ไม่ใช่จำนวน แต่คือจิตใจที่จะชนะศึก!”

    ไป๋เหิงเซินตะโกนสั่ง

    “กองจวนหาน!เคลื่อนพล!!”

    เสียงตอบดังก้อง

    “เพื่อหาน!เพื่อองค์รัชทายาท!”

    ธงขาวโบกสะบัด
    ฝุ่นทรายลอยขึ้นจากพื้น
    ขบวนม้ากว่าร้อยตัวพุ่งตรงสู่ทิศเหนือ —
    ไปสู่สมรภูมิที่โลหิตและปัญญาจะหลอมรวมเป็นหนึ่ง

     


    คล้ายกับเรื่องมหาจักรพรรดิรวมแผ่นดิน ที่คุณอ่าน