เย่ชิงชิงเรียกมารดาและพี่ชายมาประชุมเล็กๆชี้เป้าไปที่ร้านเชียนเว่ยที่เพิ่งเปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้เพราะเวลาที่เนื้อตุ๋นรสชาติคล้ายคลึงของพวกเขานั้นปรากฏขึ้นมันช่างประจวบเหมาะเหลือเกิน
“มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นฝีมือของพวกมัน!” เย่จื้อเฟิงพยักหน้าอย่างมั่นใจเขากล่าวด้วยความโกรธเคือง “ข้าจะไปเผชิญหน้ากับพวกมันเดี๋ยวนี้!”
เย่ชิงชิงคว้าแขนเขาไว้“ท่านมีหลักฐานหรือเจ้าคะ? พวกพ่อค้าเจ้าเล่ห์มักเชี่ยวชาญการถ่วงเวลาแม้ไปถึงที่ก็ไร้ประโยชน์”
นางซูพยักหน้าเห็นด้วย“ใช่แล้ว ไม่มีหลักฐานแน่นหนา ใครจะยอมรับกันเล่า!”
แม้จะสงสัยร้านเชียนเว่ยแต่ไร้หลักฐาน นอกจากเฝ้าสังเกตการณ์ลับๆ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ นางซูและคนอื่นๆทำได้เพียงป้องกันตัวเท่านั้น
หลังจากหยางหลิ่วเฝ้ายามมาหลายวันก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นอีก เย่ชิงชิงยังไม่กล้าผ่อนคลายเพราะการค้าขายของร้านเชียนเว่ยดีขึ้นเรื่อยๆหากเป็นพวกมันที่ขโมยถั่วเหลืองหมักไปจริงๆ ยอดขายขนาดนี้ก็ควรจะใช้จนหมดแล้ว
เย่ชิงชิงเล่าเรื่องที่ตนคาดเดาให้หยางหลิ่วฟังกำชับให้นางระมัดระวังเป็นพิเศษ และขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นอันดับแรก
“ชิงชิงสงสัยว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกยุทธอย่างนั้นหรือ?” หยางหลิ่วไม่ใช่สตรีทั่วไป นางไม่กลัวเรื่องการเฝ้ายามแม้แต่น้อยซ้ำยังกระตือรือร้นที่จะจับขโมยให้ได้
เย่ชิงชิงส่ายหน้า“ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ นี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น”
หยางหลิ่วเฝ้าอยู่ใต้ชายคาเย่ชิงชิงก็ไม่กล้านอนหลับในห้องเช่นกัน นางเงี่ยหูรอโอกาสไม่ใช่เพียงพวกนางเท่านั้นที่ตื่นตัว เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นในบ้านทุกคนต่างก็ระวังตัวและนอนหลับไม่สนิท หลายวันผ่านไปใต้ตาของพวกเขาก็เป็นรอยคล้ำอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะทำเช่นนี้ถั่วเหลืองหมักก็ยังถูกขโมยไปได้ โดยที่พวกนางไม่รู้เลยว่ามันหายไปได้อย่างไรเพราะหายไปทั้งไหอย่างไร้ร่องรอย
นางซูหวาดกลัวจนตัวสั่นกล่าวว่า“นี่มันฝีมือคนจริงๆ หรือ? พวกเราควรไปไหว้พระที่อารามชิงหัวดีหรือไม่...”
พวกเขาสอบถามเรื่องคนแปลกหน้าหรือร่องรอยรถม้าอย่างเอิกเกริกจนคนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าบ้านนี้มีโจรขึ้นถั่วเหลืองหมักสองไหใหญ่หายไปอย่างไร้ร่องรอยทำให้เรื่องราวถูกเล่าขานไปอย่างพิสดาร
ข่าวลือเรื่องเทพจิ้งจอกที่เคยแพร่หลายในหมู่บ้านถูกนำมาพูดถึงอีกครั้งยิ่งไปกว่านั้นยังมีบางคนกล่าวว่าบ้านของพวกเขาประสบเคราะห์กรรมเพราะทำเรื่องผิดบาปคำพูดเหล่านี้ย่อมออกมาจากปากของคนสกุลเย่กลุ่มนั้น
เย่จื้อเฟิงโอบไหล่นางปลอบโยนว่า “ท่านแม่ อย่าคิดมากเลยนะคราวนี้ข้าจะเฝ้ายามด้วยตนเองขอรับ ข้ารับรองว่าจะจับโจรให้ได้!”
“จะจับได้อย่างไรกันเล่า พวกมันลึกลับซับซ้อนราวกับภูตผีปีศาจ...”
“มีคนแสร้งทำเป็นภูตผีปีศาจต่างหาก” เย่ชิงชิงขัดจังหวะกล่าวว่า “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเรื่องนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับร้านเชียนเว่ยเพียงแต่ตอนนี้พวกเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาเลย ลองไปสืบดูก่อนเถิดเจ้าค่ะ”
เย่จื้อเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย“เช่นนั้นข้าจะไปสืบข่าวเองแล้วกัน”
“แต่พวกมันทำได้อย่างไรกัน?” นางซูขมวดคิ้วถาม
เย่ชิงชิงก้มหน้าครุ่นคิดมีสถานที่ที่เรียกว่ายุทธภพอยู่ในโลกนี้หรือไม่? ความจริงแล้วนางไม่เคยสัมผัสไม่รู้ว่าผู้คนในยุทธภพจะสามารถเหาะเหินเดินอากาศหยิบของจากที่ห่างไกลได้จริงหรือไม่
ผ่านไปอีกสองวันการค้าขายของร้านไป่เว่ยก็ย่ำแย่ลงไปอีกร้านเชียนเว่ยไม่เพียงแต่ขายสินค้าชนิดเดียวกันเท่านั้นแม้แต่วิธีการส่งเสริมการขายก็เลียนแบบไปหมดจัดกิจกรรมเพิ่มยอดขายซื้อแถมซื้อตลอดเวลาประตูร้านจึงคึกคักผู้คนผ่านเข้าออกไม่ขาดสาย
เย่จื้อเฟิงกำหมัดทุบโต๊ะ“เลียนแบบเราทุกอย่างผู้คนมากมายยังคิดว่าเป็นสาขาของเราเลยด้วยซ้ำ!”
นางซูถอนหายใจยาว“ท่านยายอวี๋ที่มาที่ร้านบ่อยๆ บอกว่าเถ้าแก่ร้านนั้นสกุลลิ่งเป็นตระกูลใหญ่ในเมือง หากพวกเราไม่มีรากฐาน จะไปเอาเรื่องพวกเขาได้อย่างไร!”
“เป็นตระกูลใหญ่ก็ยังคิดจะมาแย่งส่วนแบ่งกับเราเช่นนี้หรือ!” เย่จื้อเฟิงโมโหสุดขีด ในที่สุดการค้าของพวกเขาก็เริ่มมั่นคงรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับถูกพวกมันใช้กลอุบายสกปรกขโมยเครื่องปรุงไป!
เย่ชิงชิงก็ปวดหัวเช่นกัน“หากเรามีหลักฐานก็น่าจะดี...” ในยุคที่ไม่มีสิทธิบัตรนี้ผู้อื่นเลียนแบบจนประสบความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งเข้ามาแทนที่ก็ไม่มีที่ให้ไปฟ้องร้องเอาผิดได้
แต่เรื่องการหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ไม่ใช่ฝีมือคนทั่วไปแน่นอน ชาวบ้านธรรมดาอย่างพวกเขาจะไปทำอะไรกับมันได้?นางซูคิดแล้วก็มองไปที่เย่ชิงชิง “พวกเราลองขอให้คุณชายเจ้าของห้างช่วยเหลือดีหรือไม่?”
เผยรุ่นจือหรือ?เย่ชิงชิงนึกถึงการจุมพิตอันแผ่วเบานั้นโดยไม่ตั้งใจ นางกะพริบตา“เขาจะทำอะไรได้เล่า?”
“ห้างร้านไท่หรานมีทรัพย์สินมากมายย่อมรู้จักผู้มีความสามารถและผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยน่าจะช่วยจับขโมยให้เราได้ไม่ใช่หรือ? ถึงตอนนั้นก็ส่งตัวให้ทางการไปเลยปิดร้านเชียนเว่ยเสีย!” นางซูตบโต๊ะ ตัดสินใจเช่นนั้น
นี่ก็ถือเป็นวิธีที่ดีเพียงแต่เรื่องการติดหนี้บุญคุณเช่นนี้... เย่ชิงชิงแสดงออกว่าไม่อยากทำ“เช่นนั้นให้พี่ชายไปเถิดเจ้าค่ะ”
สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่านางยังไม่ได้ไปคิดบัญชีกับเขาเลยด้วยซ้ำยังจะต้องลดศักดิ์ศรีไปเชิญให้เขามาช่วยอีกหรือ? บางเรื่องก็ไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายก็มีคู่หมั้นอยู่แล้วเย่ชิงชิงปฏิเสธการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะของผู้ใดก็ตาม
“เจ้ากับจื้อเฟิงไปพร้อมกันเถิด” นางซูไม่ได้สังเกตเห็นการต่อต้านของนางกล่าวว่า “ถือโอกาสขอโทษคุณหนูเผยเรื่องที่แล้วด้วย”
“ฉางสี่ไม่ใช่คนใจแคบเช่นนั้นหรอกเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ให้พี่ชายไปก็พอแล้ว”
นางซูหันไปมองบุตรสาวเมื่อได้ยินดังนั้น“เจ้าไม่ไปหรือ? นี่มันเรื่องอะไรกัน? ก่อนหน้านี้ก็วิ่งเข้าออกบ้านสกุลเผยบ่อยๆ มิใช่หรือ...”