บนโลกอันกว้างใหญ่นี้....ที่สมควรเรียกว่ากว้างใหญ่เกินไปทวีปทั้งหมดที่นับรวมกันได้คือ 8 ทวีป แต่ละทวีปเป็อาณาเขตปกครองของแต่ละเผ่าพันธุ์ซึ่งเป็เผ่าพันธุ์ทรงอำนาจแน่นอนว่าเผ่ามนุษย์ก็เป็หนึ่งในนั้นถึงแม้ว่าแท้จริงแล้วจะมีแค่คนกลุ่มเดียวที่ควรเรียกว่าทรงอำนาจตามทีโลกนี้มีสิ่งที่เป็ปรากฏการณ์นอกเหนือจากกฎฟิสิกส์ ซึ่งเราเรียกมันว่า เวทย์มนต์
เวทย์มนต์เป็สิ่งที่ประกอบขึ้นจากพลังงานอย่างหนึ่งเราเรียกพลังงานนั้นว่า ‘พลังงานก่อกำเนิด หรือ อณูเวทย์’ เราไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดถึงรูปแบบที่แน่นอนของมันแต่เรารู้ว่ามันแทรกซึมเข้าไปในทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก ไม่ว่าจะเป็สัตว์ สิ่งของอากาศ ทุกอย่างล้วนมีพลังงานก่อกำเนิดเป็องค์ประกอบ ก็ตามชื่อของมันนั่นแหละมันทำให้โลกนี้มีความหลากหลายอย่างคาดไม่ถึง
แล้ว.........ทำไมในโลกแบบนั้นผมถึงได้มาเดินเล่นในป่ากับเ้าหญิงกันเนี่ย
ผมก้าวเท้าไปข้างหน้าพลางใช้ความคิดไปด้วย
เื่คือพอหลังจากที่เรากินมื้อเช้ากันเสร็จเ้าหญิงก็พูดขึ้นมาว่า
“ นี่ ไปเดินเล่นกันหน่อยมั้ย”
นั่นเป็คำถามที่ไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธสินะ.............ผมรับรู้ได้จากน้ำเสียงของเธอ ผมจึงลงเอยด้วยการมาเดินเล่นกับเธอในป่า
ใบไม้ของต้นไม้ในป่าพริ้วไหวไปกับสายลมแสงแดดส่องผ่านกิ่งไม้ลงมากระทบพื้นทำให้ป่าดูมีชีวิตชีวาอย่างบอกไม่ถูก เสียงเบา ๆของเหล่าสัตว์ป่าที่กำลังดำเนินชีวิตประจำวันของพวกมัน อากาศเย็นสบายไหลเข้าร่างกายขณะที่หายใจ ป่าแห่งนี้ช่างดูเงียบสงบและดูคึกครื้นในเวลาเดียวกัน
หลังจากเดินไปได้สักพักเ้าหญิงก็ถามขึ้นมาด้วยคำถามที่ทำให้ผมประหลาดใจเล็กน้อย
“พรุ่งนี้นายจะทำอะไรอย่างนั้นหรอ?”
ผมอยากจะตอบเธอแบบติดตลกเหมือนทุกครั้งแต่แววตาของเธอทำให้ผมทำไม่ได้
ผมได้แต่นิ่งเงียบและรับรู้ได้ทันทีจากคำถามของเธอ...............เ้าหญิงหมดเวลาแล้วสินะ
“ฉันอยากจะอยู่แบบนี้ตลอดไปจังเลยนะหรือแค่.....อีกสักวันสองวันก็ยังดี”
ความเศร้าปกคลุมใบหน้าของเธออย่างรวดเร็วรอยยิ้มที่ปรากฎบนหน้าของเธอไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าเธอสดใสเหมือนทุก ๆ ครั้ง
ผมยังคงนิ่งเงียบรอฟังสิ่งที่เธอกำลังจะพูดต่อไป
“พรุ่งนี้ฉันจะต้องไปแล้วล่ะนะ.......ถึงฉันไม่บอกนายก็อาจจะรู้อยู่แล้วด้วยสิ”
เธอหัวเราะเบาๆ
“พรุ่งนี้....เป็วันที่ฉันจะมีอายุครบ19 ปี ถึงเวลาต้องทำตามหน้าที่แล้วนะ.........”
เธอพูดพลางเดินต่อไป
ั้แ่เราพบกันครั้งแรกก็ผ่านไปประมาณ2 ปีแล้ว เราใช้เวลาที่ผ่านด้วยกันเป็ส่วนใหญ่สนิทกันมากขึ้นและเริ่มพูดคุยแบบเป็กันเอง
เธอหยุดเดินและหันกลับมาหาผมเราจ้องตากันอยู่ครู่หนึ่ง
“กลับกันเถอะ........”
เรากลับมาถึงร้านหนังสือใน่บ่ายเธอเดินไปหยิบหนังสือเื่าศักสิทธิ์ที่เธอวางไว้บนโต๊ะแล้วหันมาถามผม
“ฉันขอเก็บเล่มนี้ไว้ได้รึเปล่า?”
“ได้สิฉันยกมันให้เธอก็ได้--- ยังไงเธอก็อ่านมันจนเป็ของตัวเองอยู่แล้วนี่”
เธอจ้องผมด้วยสายตาแค้นเคือง
“วันนี้ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ................นี่เป็วันสุดท้ายที่เราจะได้พบกันแล้วนะ”
เธอพยายามฝืนยิ้มด้วยใบหน้าที่ทำท่าเหมือนจะร้องไห้พยายามทำตัวเข้มแข็งไว้จนถึงที่สุด
“ฉัน....ฉัน ”
เธอเงียบลงไปครู่หนึ่งทำท่าอ้ำอึ้ง
“ฉันจะสามารถทำได้เหมือนผู้กล้าในเื่นี้หรือเปล่านะทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อมั่นน่ะ?”
“......แน่นอนสิเราทุกคนเป็เหมือนผู้กล้าในเื่ราวของตัวเองเสมอนั่นแหละ”
ผมตอบเธอที่ยืนนิ่งกอดหนังสือไว้เธอพยักหน้าเบา ๆ แล้วพูดว่า นั่นสินะ จากนั้นก็เดินไปจนถึงหน้าประตู
“แล้วเจอกันใหม่นะโบนาเลีย”
“แล้วเจอกันนะเอลเลน”
เราทั้งคู่บอกลากันการบอกลาของเราจบเพียงแค่นั้น ไม่มาก หรือน้อยไปกว่านั้นเลย......
นั่นเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมพบเธอที่ร้านหนังสือแห่งนี้