บนยอดต้นพลังอัตลักษณ์ที่สูงตระหง่านราวกับหอคอยสูงเสียดฟ้าหลินเฟิงและสวีซานเยว่ ครูผู้ดูแลตึกหนึ่งและตึกสองกำลังโต้เถียงกันเื่การจัดสรรใบไม้ทองคำ
“สวีซานเยว่เ้าน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าในตึกหนึ่งของเราได้รวมเหล่านักศึกษาที่มากความสามารถเอาไว้มากมายเพียงใดพร์ของพวกเขานั้นเหนือกว่านักศึกษาจากตึกอื่นๆ ในวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างมากดังนั้นหากสามารถมอบเงื่อนไขในการบำเพ็ญที่ดียิ่งขึ้นให้กับพวกเขา ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้รับย่อมต้องเหนือกว่านักศึกษาคนอื่นๆหลายเท่าเช่นกัน” หลินเฟิงกล่าวเสียงขรึม
สวีซานเยว่แค่นเสียงเ็ากล่าว“ตึกหนึ่งยอดเยี่ยมก็จริงแต่ตึกสองของข้าก็ไม่ได้ไร้ค่าจนไม่คู่ควรกับใบไม้ทองคำไปซะทั้งหมดเสียหน่อย? ยิ่งไปกว่านั้นบนต้นพลังอัตลักษณ์มีใบไม้ทองคำอยู่ทั้งหมดห้าสิบใบตอนนี้พวกเ้าก็ได้ไปแล้วตั้งสี่สิบใบ เ้ายังไม่พอใจอีกหรือ?”
หลินเฟิงขมวดคิ้วกล่าว“นี่ไม่ใช่เื่รู้จักพอหรือไม่แต่เดิมทีแล้วนักศึกษาของตึกหนึ่งก็สามารถดึงคุณค่าของใบไม้ทองคำออกมาได้มากกว่าอยู่แล้วต่างหาก”
“ข้าไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกนักศึกษาตึกสองของเ้าแต่ความจริงมันก็เป็เช่นนี้อยู่แล้ว”
สวีซานเยว่ยิ้มเย็นกล่าว“เ้าก็แค่อยากจะรีดไถทรัพยากรทั้งหมดของวิทยาลัยหนานเฟิงเพื่อให้นักศึกษาของตัวเองสอบเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้มากขึ้นสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองมากขึ้นสุดท้ายก็จะได้เลื่อนขั้นไปทำงานที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงด้วยก็เท่านั้น”
อันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่เหล่านักศึกษาเท่านั้นที่มองว่าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็เป้าหมายแม้แต่ครูที่ปรึกษาของวิทยาลัยระดับกลางอย่างพวกเขาเองก็มองที่นั่นเป็ดั่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นกันความพยายามทั้งหมดของพวกเขาก็ล้วนเป็ไปเพื่อจะได้เข้าไปสอนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงซึ่งมันเป็การยกระดับทั้งฐานะและชื่อเสียงรวมถึงอนาคตของพวกเขาขึ้นอย่างก้าวะโ
การมีเป้าหมายเช่นนี้ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไรแต่สวีซานเยว่กลับรู้สึกว่าหลินเฟิงเป็คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์มากเกินไปอีกทั้งยังคำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นเื่ที่เคยไล่หลี่ลั่วไปอยู่ตึกสองอันที่จริงแล้วมันไม่มีความจำเป็เลยแม้แต่น้อย เพราะถึงแม้ว่าหลี่ลั่วจะไร้อัตลักษณ์แต่เขาก็ไม่ได้เป็ตัวถ่วงจริงๆ เสียหน่อย
การที่หลินเฟิงทำเช่นนั้นเกรงว่าคงเป็เพราะ้าใช้หลี่ลั่วเป็เครื่องมือในการสร้างอำนาจเพื่อไม่ให้เหล่านักศึกษามากความสามารถในตึกหนึ่งกล้าท้าทายอำนาจของเขาที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาในวิทยาลัยหนานเฟิงได้ไม่นาน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหลินเฟิงก็บึ้งตึงลงอย่างมากทันที “สวีซานเยว่ อย่าพูดจาส่งเดช”
ครูคนอื่นๆของวิทยาลัยหนานเฟิงที่อยู่ด้านข้างเห็นท่าไม่ดีก็รีบส่งเสียงออกมาไกล่เกลี่ยทันที
ผู้อำนวยการเว่ยซาเองก็ปวดหัวอยู่บ้างเหมือนกันใบไม้ทองคำบนต้นพลังอัตลักษณ์นั้นเดิมทีก็ขาดแคลนอยู่แล้วทุกตึกต่างก็้ามันมากขึ้น นับเป็เื่ที่สมเหตุสมผลอย่างไรเสียความสำเร็จของนักศึกษาก็ยังเกี่ยวข้องกับผลการประเมินและการเลื่อนขั้นของเหล่าครูที่ปรึกษาอย่างพวกเขาด้วย
แต่เื่นี้หลินเฟิงได้มารบเร้าเขานานมากแล้วซึ่งเขาก็ถ่วงเวลาเอาไว้มาโดยตลอด แต่วันนี้ดูท่าคงต้องให้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว
เว่ยซามองไปยังเงาร่างมากมายบนต้นพลังอัตลักษณ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว“ใบไม้ทองคำของตึกสองจะให้แบ่งออกมาอย่างไร้เหตุผลไม่ได้อย่างไรเสียเราก็ไม่ควรไปตัดโอกาสและกำลังใจในการพัฒนาของนักศึกษาตึกสองอยู่ดีเพียงเพราะตึกหนึ่งมีความสามารถโดดเด่นกว่า”
“หากพวกเ้าต่างก็้าใบไม้ทองคำเช่นนั้นก็ให้เหล่านักศึกษาเป็คนแย่งชิงกันเองแล้วกัน”
“เอาอย่างนี้ให้ตึกหนึ่งและตึกสองต่างส่งตัวแทนออกมาตึกละสามคนมีเงื่อนไขว่าระดับพลังอัตลักษณ์ต้องไม่เกินระดับหกตราจากนั้นก็ให้ทั้งสองฝ่ายทำการประลองกัน หากสุดท้ายแล้วตึกหนึ่งเป็ฝ่ายชนะตึกสองก็ต้องแบ่งใบไม้ทองคำออกมาห้าใบ แต่หากตึกสองเป็ฝ่ายชนะ ตึกหนึ่งจะต้องแบ่งใบไม้ทองคำออกมาให้ตึกสองสิบใบ”
เมื่อผู้อำนวยการกล่าวจบหลินเฟิงกับสวีซานเยว่ก็หยุดโต้เถียงลงทันที ต่างก็ขมวดคิ้วขึ้นมา
“ผู้อำนวยการทำไมตอนที่ตึกหนึ่งแพ้ถึงต้องเสียใบไม้ทองคำมากถึงสิบใบ?” หลินเฟิงถามอย่างไม่พอใจ
เว่ยซายิ้มกล่าว“เพราะเ้าเป็คนเสนอเื่แย่งชิงใบไม้ทองคำขึ้นมาก่อนอีกทั้งเดิมทีตึกหนึ่งก็แข็งแกร่งกว่าอยู่แล้ว หากไม่ยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าอยู่ดีๆ ตึกสองจะไปแข่งกับเ้าทำไม?”
หลินเฟิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ตกลง”
ถึงแม้ว่าการประลองครั้งนี้จะถูกจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตราแต่ตึกหนึ่งของเขาก็ยังคงได้เปรียบอย่างมากอยู่ดี
ส่วนสวีซานเยว่กลับลังเลเล็กน้อยถึงแม้ว่าหากตึกหนึ่งแพ้จะต้องเสียใบไม้ทองคำถึงสิบใบก็ตามแต่เขาก็รู้ดีว่าตึกหนึ่งนั้นเป็ถึงหน้าตาของวิทยาลัยหนานเฟิงคุณภาพของนักศึกษาในนั้นก็เหนือกว่าตึกอื่นๆ อย่างมากจริงๆ
“ผู้อำนวยการในตึกสองของเรา ตอนนี้มีคนที่ไปถึงระดับหกตราแล้วเพียงแค่สองคนเท่านั้น”สวีซานเยว่กล่าวอย่างจนใจ
หลินเฟิงยิ้มกล่าว“เ้าไม่ต้องเป็ห่วงนักศึกษาตึกหนึ่งของข้าไม่ปล่อยให้เ้าได้ประลองถึงคู่ที่สามหรอก”
สีหน้าของสวีซานเยว่บูดบึ้งลงั์ตาเต็มไปด้วยความโกรธ
ผู้อำนวยการถอนหายใจออกมากล่าว“เสี่ยวสวี เ้าวางใจเถอะ ต่อให้แพ้ขึ้นมา ปีหน้าข้าก็จะชดเชยให้ตึกสองเหมือนกันอีกทั้งตอนนี้ก็อยู่ห่างจากการสอบใหญ่ของวิทยาลัยเพียงแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นเอง”
ในเมื่อแม้แต่ผู้อำนวยการก็ยังกล่าวถึงขนาดนี้แล้วสวีซานเยว่ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ได้แต่พยักหน้าอย่างหดหู่เห็นได้ชัดว่าในใจของผู้อำนวยการนั้นตึกหนึ่งที่เป็หน้าเป็ตาของวิทยาลัยหนานเฟิงก็ควรต้องมีสิทธิพิเศษบางอย่างมากกว่าตึกสองจริงๆ
เื่นี้สวีซานเยว่เองก็รู้ดีว่าไม่สามารถไปโทษผู้อำนวยการได้เพราะนี่เป็ธรรมชาติของมนุษย์ หากไม่ลำเอียงให้ตึกหนึ่งที่เป็เลิศที่สุดแล้วจะให้ไปลำเอียงกับตึกสองแทนหรือไร?
“เช่นนั้นข้าขอไปเตรียมการก่อน”สวีซานเยว่กล่าวจบก็ะโลงจากบ้านต้นไม้ไปอย่างรวดเร็ว
หลินเฟิงที่มีสีหน้ายิ้มแย้มก็ได้หันหลังกลับไปเตรียมการเช่นกัน
ขณะเดียวกันตรงตำแหน่งที่ต่ำลงมาเล็กน้อยสุดท้ายเป้ยคุนก็ได้แต่พาคนจากไปด้วยสีหน้าเจ็บแค้นใจอย่างไรเสียหลี่ลั่วก็ไม่ได้สนใจการยั่วยุของเขาเลยแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นวิธีการตอบโต้ที่ผิดสามัญสำนึกของหลี่ลั่วนั่นมันก็ทำให้เขาไปต่อไม่ถูกเหมือนกัน
วัยรุ่นมักจะใจร้อนการต่อสู้ระหว่างนักศึกษา ต่อให้ต้องตีกันจนเืตกยางออกแต่เพื่อศักดิ์ศรีแล้วก็ต้องกัดฟันทนเอาไว้อยู่ดีใครมันจะไปเคยเห็นคนที่มาถึงก็คิดจะยืมพลังจากคนที่บ้านมาช่วยแบบนี้กัน?
ไร้มารยาทสิ้นดี!
หลังจากที่เป้ยคุนพาพวกหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้วนักศึกษาตึกสองหลายคนก็มองหลี่ลั่วด้วยสีหน้าแปลกประหลาดเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าหลี่ลั่วจะใช้วิธีการเช่นนี้ในการรับมือกับการยั่วยุของอีกฝ่าย
“นี่เ้า…ทำแบบนี้มันไม่ไร้มารยาทไปหน่อยหรือ?” จ้าวคั่วเองก็เกาหัวเช่นกันเดินมาข้างๆ หลี่ลั่วพร้อมเอ่ยถามเสียงเบา
หลี่ลั่วถลึงตาใส่ด้วยท่าทางเอื่อยๆแล้วกล่าว “ในเมื่อมันมารังแกคนที่ไร้อัตลักษณ์อย่างข้าได้แล้วทำไมข้าจะใช้เส้นสายรังแกมันบ้างไม่ได้?”
“ถึงจะพูดอย่างนั้นก็เถอะ…”จ้าวคั่วอยากจะแย้ง แต่เขาก็นึกคำพูดไม่ออกเหมือนกัน จึงได้แต่ส่ายหน้าดูท่าวิธีการของคุณชายน้อยผู้นี้จะอันธพาลอยู่บ้างเหมือนกัน
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้นสวีซานเยว่ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าเขาตบมือหนึ่งทีเรียกนักศึกษาตึกสองทั้งหมดมารวมตัวกันจากนั้นก็ได้เล่าเื่การประลองกับตึกหนึ่งที่กำลังจะจัดขึ้นต่อจากนี้นี้ให้ฟังคร่าวๆ
และเมื่อพูดจบเหล่านักศึกษาก็เดือดดาลขึ้นมาทันที
“พวกตึกหนึ่งมันจะมากเกินไปแล้ว!พวกมันได้ใบไม้ทองคำไปแล้วตั้งสี่สิบใบยังไม่รู้จักพออีกหรือ? ยังจะมาแย่งของพวกเราอีก?”
“การประลองครั้งนี้พวกเราไม่มีทางชนะเลยแม้แต่น้อยตอนนี้ในตึกสองเรามีคนที่ไปถึงระดับหกตราแล้วแค่สองคนเองนะ”
“เฮ้อยอมแพ้ไปเลยยังจะดีกว่า”
“...”
แต่หลังจากเดือดดาลไปชั่วขณะหนึ่งแล้วนักศึกษาตึกสองส่วนใหญ่ก็เริ่มหมดกำลังใจอย่างไรเสียความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่ายมันก็ต่างกันมากแม้ว่าจะถูกจำกัดระดับพลังอัตลักษณ์เอาไว้ที่ระดับหกตราแต่ตึกสองก็ยังคงเสียเปรียบอยู่ดี
เมื่อเห็นเหล่านักศึกษาตึกสองกำลังท้อแท้สวีซานเยว่ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ จากนั้นก็ได้กล่าวจัดแจงว่า“ในการประลองครั้งนี้ ให้จ้าวคั่วกับหยวนชิวออกโรง”
“ครูวางใจได้เลยข้าจะไม่ทำให้ตึกสองต้องเสียหน้าแน่นอนข้าจะทำให้พวกมันรู้ว่าตึกสองเราไม่ได้รังแกกันง่ายๆ”จ้าวคั่วกล่าวด้วยความเืร้อนฮึกเหิม ใบหน้าเต็มไปด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้
หยวนชิวเป็เด็กสาวรูปร่างสูงโปร่งดูท่าทางใจเย็นกว่ามาก นางเอ่ยถามว่า “แล้วคนที่สามล่ะ?”
สวีซานเยว่มองไปยังเหล่านักศึกษาตึกสองทุกคนที่ถูกเขามองล้วนหลบสายตา เห็นได้ชัดว่าไม่มีความมั่นใจที่จะขึ้นประลองกันเลย
สุดท้ายเขาก็มองไปยังหลี่ลั่วอย่างไรเสียแม้ว่าหลี่ลั่วจะไร้อัตลักษณ์แต่เขาก็เชี่ยวชาญด้านวิชาอัตลักษณ์อย่างมากหากจะพูดถึงความแข็งแกร่งในการต่อสู้แล้ว ในตึกสองก็เป็รองแค่จ้าวคั่วเท่านั้นแน่นอนว่าตอนนี้ต้องเพิ่มหยวนชิวเข้าไปด้วยอีกคน
“หลี่ลั่วเป็เ้าก็แล้วกัน”
สวีซานเยว่ตัดสินใจแล้วกล่าวว่า“ไม่ต้องกดดัน แพ้ก็ไม่เป็ไร เอาไว้เดี๋ยวเ้าขึ้นไปเป็คนแรกยื้อจนกว่าจะทนไม่ไหวแล้วค่อยยอมแพ้ลงมาถ้าเป็ไปได้ก็พยายามเผาผลาญพลังอัตลักษณ์ของอีกฝ่ายให้ได้มากที่สุดแบบนั้นโอกาสชนะของคนข้างหลังจะได้มากขึ้นหน่อย”
หลี่ลั่วไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่ตัวเองถูกเลือกแต่อย่างใดอย่างไรเสียในตึกสองก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ
แต่เห็นได้ชัดว่าสวีซานเยว่มองเขาเป็แค่ตัวประกอบเอาไว้ใช้เผาผลาญพลังอัตลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น
แววตาของหลี่ลั่วเปลี่ยนไปลึกล้ำขึ้นเล็กน้อยเดิมทีเขาอยากจะทำตัวให้โดดเด่นน้อยที่สุดแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าแม้แต่์ก็ยังไม่อนุญาตเลย
เหล่าสวีเอ๋ยท่านไม่รู้ตัวเลยว่าท่านเลือกใครขึ้นมา...
วันนี้ใบหน้าของท่านอาจจะเปล่งประกายยิ่งกว่าดวงอาทิตย์แล้วละ
เพียะ!
ฝ่ามือของสวีซานเยว่ตบลงบนไหล่ของหลี่ลั่วจนเซถลาก่อนจะมีเสียงดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ “เ้าทำหน้าโง่งมแบบนั้นทำไมคงไม่ใช่ว่าใจนเสียขวัญไปแล้วนะ?”
บรรยากาศอันน่าเกรงขามที่หลี่ลั่วเพิ่งจะบ่มเพาะขึ้นมาพลันถูกหนึ่งฝ่ามือนี้ฟาดจนสลายไปในพริบตา