กิริยาก้าวย่องไปตามพื้นหินอ่อนมันวับของคนร่างเล็กหาใช่เพราะ้าหลบซ่อนความผิดตัวอันใดไม่หากแต่เพราะกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
“ไปไหนมา” เสียงนั้นทำคนเดินเอื่อยสะดุ้งโหยงตามมาด้วยอาการขนลุกเกรียวทั้งตัว เพราะไม่บอกก็รู้ว่านั่นเสียงใคร เธอค่อยๆหันหน้าเนือยนิ่งมาตอบ
“ไปไหนมันก็เื่ของฉันน่ะ”
“ถามดีๆ ยังย้อนอีก แค่ตอบมาว่าไปไหนมันยากนักหรือไง”
“ไป..ไปเยี่ยมยายมา แกไม่ค่อยสบายเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อวาน” ตอบพลางชำเลืองด้วยหางตาก่อนตีหน้าั์ใส่บ้าง “แล้วนายล่ะวันนี้ทำไมกลับมาแต่หัววันปกติเห็นต้องรอให้มืดก่อนถึงจะกลับบ้านถูก”
“แหม! ขยันเปรียบเปรยจริงนะวันก่อนก็หาว่าฉันเป็ลิงบ้างล่ะ วันนี้ก็หาว่าเป็พวกชอบความมืดบ้างล่ะทำไม๊ทีเวลาอ่านหนังสือไม่เห็นจะขยันแบบนี้” แต่กิริยายกมืออุดหูของแม่ตัวดีทำชายหนุ่มของขึ้นเอาจริงๆรีบตรงดิ่งเข้าไปง้างออก
“เธอนี่มันจริงๆ เลย เตือนก็ไม่ค่อยฟัง แถมยังชอบเถียงฉอดๆไม่รู้จะดัดสันดานยังไงละ” คนถูกต่อว่าระยะประชิดเรียกว่ามาจ่อข้างหูกันเลยทีเดียวถึงกับตาพอง
“พูดแรงเกินไปละค่ะ คุณเป็หนึ่ง ทายาทหนุ่มเพียงคนเดียวของตระกูลวรากรณ์ ใช่ซี่~~ซ! อิฉันมันต้อยต่ำนี่เ้าคะใครจะโขกสับยังไงก็ต้องทน ทนได้ก็ทนต่อไป ทนไม่ได้ก็ต้องทนอยู่ดี” ถ้อยคำแดกดันทำคนฟังพ่นลมลงจมูก บอกให้รู้ว่าจนใจเสียจริง
“แล้วโทร.ไปก็ไม่ติด”
“ดูหนังใครเขาเปิดเครื่องกันล่ะ”
ซวยละ!
หญิงสาวยกสองมือตะปบปากตัวเองแทบไม่ทันจะว่าไปมันก็ไม่ทันจริงๆ นั่นแหละ
คงได้ยินเต็มสองหู
“ดูหนัง!” เป็หนึ่งทวนคำเสียงกร้าว พอๆกับสีหน้าขมึงทึง กองฟางรีบยกมือห้ามทัพ “เดี๋ยว! เดี๋ยว! นายฟังใหม่อีกทีนะเมื่อกี้ฉันพูดสั้นไป..ฟังนะ” สองมือเล็กๆยังคงยั้นคาแผ่นอกกว้างจำกัดการเข้าใกล้อยู่อย่างนั้น
“ดูหนังสือพร้อมกับเฝ้าไข้คนป่วยน่ะ ใครเขาเปิดเครื่องกันล่ะ จริงมะ” คนฟังหรี่ตาอย่างไม่ค่อยเชื่อคำ คนด้นมุขสดจึงต้องรีบดำเนินต่อ
“โธ่! ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มันแยบยลกว่ากันเยอะนายเคยพูดไว้ไม่ใช่เหรอขืนให้ฉันอ่านหนังสืออยู่ที่นี่ก็ไม่มีสมาธิอยู่ดีเพราะเป็ห่วงยายสู้หอบตำราไปหาเลยไม่ดีกว่าหรือไง” ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะคลายหน้าตึง
“งั้นก็แล้วไป อย่าให้รู้นะว่าโกหก”
“แน่นอนอยู่แล้ว” หญิงสาวยักไหล่ทำเนียน
“อย่างนั้นวันนี้ก็เริ่มติวเร็วหน่อยละกัน อีกไม่กี่วันแล้วหนิ”
“ได้เลย ฉันพร้อมเสมอ” คนบอกว่า พร้อมลอบระบายลมหายใจโล่ง
นึกว่าจะแย่ซะแล้ว
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไปฤดูการสอบแห่งชาติผ่านพ้นไปด้วยดี กองฟางเหมือนได้ยกูเาทั้งโลกนี้ออกจากอกนึกแล้วก็น่าขำ..มันหนักหนาขนาดนั้นเชียวหรือ
“อย่างนี้พวกเราต้องไปฉลองใหญ่กันนะ เอาที่ไหนดีล่ะ”หวานเสนอเสียงลั่นหลังออกจากห้องสอบแล้วมารวมก๊วนกับเพื่อนๆอยู่ที่เก้าอี้ม้าหินหน้าตึกเรียน
“ทะเลดีไหมพวกเรา ฟางว่าไง” คนถูกถามพยักหน้าเห็นด้วย“เหมาะเหม็ง เที่ยวกันให้ชุ่มปอดสักอาทิตย์ไปเลย” คราวนี้คนที่เพิ่งเห็นด้วยเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็ส่ายหน้าไปมา
“ก็อยากนะ แต่่นี้ยายฉันไม่ค่อยสบาย ลดลงหน่อยละกันนะเพื่อนๆสักสามวันสองคืนก็พอ” หวานดีดนิ้วเปาะ
“โอเค ไม่มีปัญหา ไม่ใช่ว่าเที่ยวกันคราวนี้แล้วจะไม่ได้ไปอีกซะเมื่อไหร่ไว้โอกาสต่อๆ ไปค่อยว่ากันยาวๆ เนอะ”กองฟางโผเข้ากอดหวานอย่างซาบซึ้ง
“อย่างนี้พวกเราชวนพวกพี่ปุ๊กไปด้วยดีไหม รายนั้นน่ะขาฮาเผื่อได้ลดราคาห้องพักด้วย เจ๊แกรู้จักคนเยอะ”
“นั่นสิ บางทีอาจได้พี่แดนร่วมแจมไปด้วยก็ได้นา”
“บอกว่าให้มาร่วมทิ้งทวนกับน้องๆ เข้าท่าว่ะ”เหล่าเพื่อนพ้องเริ่มออกคิดเห็นกันเซ็งแซ่ แต่ที่ทำให้กองฟางใจตุ่มๆ ต่อมๆก็ตรงได้ยินชื่อ พี่แดน นี่แหละ
ถ้าไปได้จริงๆ ก็ดีสิ
“เออ! ว่าแต่ละครการกุศลนี่มันเมื่อไหร่นะ” หวานหันขวับมาถามทำกองฟางสะดุ้งโหยง
“กะ ก็..วันศุกร์นี้ไง”
“อีกสามวัน งั้นดีเลย เราไปเกริ่นกับพวกพี่ๆ ไว้ก่อนพอเสร็จละครเวทีก็เริ่มแผนทัวร์สุดหรรษาของเราได้เลย ยกให้แกจัดการนะยัยฟาง”คนถูกโยนงานมาให้ระยะเผาขนตาโต
“ห๊า! ฉันเหรอ”
“ถ้าไม่ใช่แกแล้วจะใครเล่า สนิทกับพวกพี่ๆ ที่สุด ทุกกิจกรรมแกก็ไปกับเขาหมดขนาดฉันชวนไปออกค่ายต่างจังหวัดแกยังปฏิเสธเลย”
“แหม! นั่นมันสุดวิสัยนี่ฉันรับปากพวกพี่เขาไว้ก่อนแล้ว”
“เออน่ะ จะยังไงก็ช่างเื่มันผ่านมาแล้วแต่เื่นี้แกจัดการให้เรียบร้อยละกัน” กองฟางจนคำพูดใช่จะไม่อยากให้คนที่กล่าวถึงไปด้วยแต่รู้สึกว่าพักหลังยิ่งเจอกับพี่เขาบ่อยเท่าไหร่เธอก็ยิ่งรู้สึกเหนื่อยหัวใจเท่านั้น
มันยิ่งใกล้ยิ่งเจ็บ..เจ็บตรงที่คนข้างกายของเขาไม่ใช่เธอนี่แหละแม้จะพยายามคิดในแง่ดีแล้วว่า ความรักไม่ใช่การได้เพียงอย่างเดียวแค่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็พอ
แต่..ขอบอกว่ามันทำยาก ไม่ใช่ยากธรรมดา..ยากมาก!
แล้วสุดท้ายก็ไม่ผิดไปจากที่คาดคิด
“น่าสนุกนะ เดี๋ยวพี่จะลองชวนเมย์ไปด้วยดีไหม เผื่อเขาว่าง”
“ดีสิ! ไปหลายคนน่ะยิ่งสนุกเื่ที่พักไม่ต้องห่วงเดี๋ยวปุ๊กจัดให้ บ้านพักกึ่งรีสอร์ทริมทะเลของญาติทุ่นค่าใช้จ่ายเยอะเลย”
“พี่ๆ ว่าดีก็ดีค่ะ”
เสียงดนตรีเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือดึงความสนใจของคนกำลังเหม่อได้ชะงัดนี่เธอหยุดคิดอะไรเพลินอยู่หน้าบ้านตัวเองอีกแล้วสิเดี๋ยวได้ถูกเ้าน้องชายตัวดีแซวเข้าอีก
กองฟางพิงจักรยานคันเก่งไว้ข้างรั้ว แล้วกดรับ
“สวัสดีค่ะคุณลุง”
[สวัสดี เป็ไงบ้างลูก สอบวันสุดท้าย]
“ก็ดีค่ะ”
[ก็ดี? แล้วทำไมทำเสียงเซ็งอย่างนั้นล่ะ] คนถูกรู้ทันมุ่ยปากขนาดไม่เห็นหน้ายังจับความรู้สึกได้อีก..คุณลุงนี่จริงๆ เลย
“โทรศัพท์มันไม่ค่อยชัดน่ะค่ะ สัญญาณขาดๆ หายๆ คราวนี้ชัดไหมคะ”
[ชัดละ ทำเสียงใสเชียวนะเรา] คนแก้ตัวน้ำขุ่นๆหัวเราะร่วน
“คุณลุงมีอะไรจะให้หนูทำหรือคะ”
[ไม่มีหรอก แค่มีเื่สำคัญจะคุยด้วย]
“เื่สำคัญ?” เธอย่นคิ้ว
เื่อะไรหนอที่ทำให้ต้องไปคุยกันที่บ้านวรากรณ์อย่างเป็ทางการ..ได้แต่ขบคิดในใจก็พักนี้คุณลุงของเธอเหมือนจะมีเื่สำคัญหลายเื่ซะจริงครั้งก่อนก็ให้ไปนอนค้างติวหนังสือกับนายหนึ่งหนหนึ่งละ
ครั้งนี้ล่ะ
ปรี้นนนนนน! ปรี้น!
เสียงแตรรถดังลั่นทำกองฟางแทบผวาตัวลอยคนที่ลดระดับกระจกลงแล้วโผล่หน้ามาหัวเราะใส่ทำให้เธอเริ่มเดือด
“ไม่ชนให้ตายไปเลยล่ะนายหนึ่ง”
“เอ้า! แค่แหย่เล่นทำเป็โมโหไปได้ ทีตัวเองยังมัวคิดอะไรเพลินอยู่ได้แหกตาดูมั่งนี่มันกลางถนน” คนฟังกรอกตาสำรวจ
จริงด้วย
“จะล่องลอยก็ให้มันริมๆ ทางหน่อย สงสัยทำข้อสอบไม่ได้ล่ะซิท่า”
“ดูถูกฝีมือตัวเองก็เป็”
“ก็มันไม่ได้อยู่ที่คนติวเพียงอย่างเดียว คนถูกติวก็ต้องโอเคด้วย”
“ฉันน่ะโออออออออ อยู่แล้วย่ะ”เธอเริ่มแจกค้อนเป็ระยะ คนอะไรกวนประสาทได้ทุกทีสิน่ะ
“แล้วมาทำไม ลืมของหรือไง”
นั่นไง ปากหนอปาก
“อยากรู้ก็ไปถามคุณลุงดูเองสิ เชอะ! ใครอยากมา” ว่าแล้วเธอก็แยกเขี้ยวใส่พร้อมสะบัดก้นพรืดไป อีกฝ่ายได้แต่เกาหัวแกรกๆ
ห้องทำงานของคุณลุงที่ส่วนหนึ่งจัดสรรเป็ห้องหนังสือขนาดย่อมในพื้นที่เดียวกันทำให้ได้บรรยากาศทางวิชาการและมนต์ขลังแห่งตัวอักษรอย่างบอกไม่ถูก
กองฟางยิ้มกว้างให้กับชมพู่ที่ยืนรอคอยเปิดปิดประตูให้
“ดีใจจังเลยค่ะได้เจอคุณฟางสักที หลังจากหายไปตั้งเป็อาทิตย์ชมพู่งี้คิดถึงแทบแย่”
“ฉันก็คิดถึง สอบเสร็จแล้วล่ะทีนี้ก็ได้เจอกันทุกเช้าเหมือนเดิม” คนฟังระงับอาการรื่นเริงบันเทิงใจไว้ชั่วขณะ
“รีบเข้าไปหาคุณท่านก่อนเถอะค่ะ รออยู่นานแล้ว”
“ขอบใจนะ” ชมพู่รอจนร่างเล็กๆของนายสาวเดินหายเข้าไปข้างใน จึงค่อยปิดประตู
“นั่งสิ” วันชัยบอกหลังจากรับไหว้หลานสาวตัวเล็กที่เดินนอบน้อมเข้ามาอย่างคนที่ถูกอบรมนิสัยและมารยาทมาอย่างดี
“นี่คุณป้าๆ กับพี่อันยังไม่กลับหรือคะ”
“เร็วๆ นี้แหละ เมื่อวานยัยอันเพิ่งโทร.มาโอดครวญกับลุง” คำพูดขาด่เพราะคนเล่าอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ว่าเบื่อจะแย่อยากกลับซะวันนี้พรุ่งนี้” พาให้คนฟังขบขันตามนึกภาพออกโดยไม่ต้องบรรยายอะไรเพิ่มเติม
“โถ ก็มีเด็กหลงไปคนเดียวอย่างนั้น คงต้องทำใจล่ะค่ะ”
“นั่นสิ ปกติยัยอันเป็คนรักสนุกและก็ร่าเริงจะตายหลงไปอยู่กลุ่มคุณหญิงคุณนายที่วันๆ เอาแต่อวดเื่เสื้อผ้า เครื่องประดับคุยแต่งานการกุศลจอมปลอมบังหน้าแต่เนื้อหาคือนินทาคนอื่นกลางวงไพ่คงเบื่อยุโรปไปอีกนาน”
“โธ่คุณลุง! หนึ่งในนั้นมีคุณป้าอยู่ด้วยนะอย่างนี้ไม่เคืองแย่หรือคะ”
“ไม่หรอก ก็เขาไม่ได้ยินนี่ หรือหนูจะบอกล่ะ”กองฟางส่ายหน้าระคนแค่นขำ
ไม่ทำแน่นอน
เมื่อเสียงหัวเราะจางลงเป็ลำดับหญิงสาวจึงได้มองคนตรงหน้าอย่างพร้อมแล้วที่จะรอฟังประเด็นหลักของวันนี้ และนั่นก็ทำให้คนสูงวัยต้องลอบผ่อนลมหายใจก่อนพูดเสียงเรียบ
“หนูคงรู้นะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาลุงรักและหวังดีกับหนูเสมอ”
“ค่ะ ทราบค่ะ”
“ทำหน้าซื่อปนฉลาดอีกแล้วนะ เหมือนพ่อเราไม่มีผิด”เขาหยอกเย้าหวังทอนบรรยากาศตรึงเครียดให้ดีขึ้น มือหนาเอื้อมมาโยกศีรษะเล็กจนคลอนไปมา
“มีคุณลุงคนเดียวมังคะที่คอยบอกว่าหนูเหมือนพ่อ”วันชัยถอนหายใจอีกครั้ง เหมือนจะรู้เป็นัยๆ ว่าคนเป็หลานหมายความถึง ปลอบ
“คนอื่นเขาว่าไม่เหมือนหรือไม่ใช่ก็ช่างเขา..อย่าไปใส่ใจแค่เชื่อคำพูดลุงก็พอ”
“หนูน่ะเชื่อคุณลุงอยู่แล้วค่ะ เื่ไร้สาระอื่นไม่เอามารกสมองคุณลุงเคยบอกไว้” คนฟังแย้มยิ้มภูมิใจ
“เื่สำคัญนี้ก็เหมือนกันลุงอยากให้เราเชื่อ..ว่าลุงรักและหวังดีกับหนูเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา” คนเป็ลุงผ่อนคลายด้วยการขยับนิ้วกับโต๊ะให้คนเป็หลานทำหน้าฉงนหนัก
“เื่อะไรคะ”
“ลุงรู้จักคนนิสัยดีคนนึง ดูเขามานานแล้วเขาเป็คนฐานะดีและมีหน้าที่การงานมั่นคง เป็คนหนุ่มที่มีอนาคตไกลพ่อกับแม่เขาก็สนิทกันดีกับลุง” แค่คำเกริ่นก็ทำให้คนฟังรู้สึกชาวาบไปทั้งตัวอยากให้ตัวเองโง่กว่านี้อีกนิดจะได้เดาไม่ออกว่าคุณลุงกำลังหมายถึงอะไร
“อยากให้หนูรู้จักกับเขารึคะ”
“หมั้นกันไว้ก่อน ทางโน้นเขาไม่ได้รีบร้อนอะไร”กองฟางตาโต
“หมั้น! อะไรกันคะคุณลุง”
“ลุงคิดและไตร่ตรองไว้ดีแล้วถึงกล้ามาบอกเราวันนี้ทุกอย่างที่ลุงทำไปต้องเป็สิ่งที่ดีที่สุดสมกับที่ลุงได้ให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่เราไว้”
“แต่หนูยังไม่รู้จักเขาเลย”
“ถึงให้แค่หมั้นไว้ก่อนไง” คราวนี้เธอตระหนักชัดแล้วว่าใจหาย ไปไหนต่อไหนจนไกลลิบจริงๆ
“ให้หนูคิดดูก่อนได้ไหมคะ หนูว่ามันเร็วไปน่ะค่ะ หนูเองก็เพิ่งเรียนจบงานรึก็ยังไม่ได้ทำ”
“หนูมีเวลาอีกมากนะลูกที่จะทำความรู้จักและคบหากัน”กองฟางเงยหน้าขึ้นมองอย่างเข้าใจ รู้ซึ้งว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณลุงรักและปรารถนาดีกับเธอแค่ไหน
แต่เื่นี้มันเป็เื่สำคัญจริงๆ มันเกี่ยวกับ ชีวิตทั้งชีวิตของเธอ..คงไม่ผิดหากจะแบ่งรับแบ่งสู้ไว้ก่อน
“เขาเป็ใครคะ”
“เขาชื่อแทนไท..แทนไท พนาสาร เป็ทายาทนักธุรกิจหลายพันล้าน..” ยังไม่ทันที่วันชัยจะได้พูดจบประโยคเสียงพลักประตูแรงชนิดแทบพังกันไปข้างหนึ่งก็ดังขึ้น
“คุณลุงจะยกยัยเจ๋อให้คนแบบนั้นได้ยังไงครับ”
“ใครใช้ให้เราเข้ามาตอนนี้ฮะนายหนึ่ง!”
“คุณลุงก็รู้ไอ้คนบ้านนั้นมันเกลียดเรา”
“ตาหนึ่ง!” คนถือวิสาสะเข้ามาถึงกับชะงักรู้ว่าหากเมื่อใดที่ประมุขของบ้านเน้นเสียงคำรามอย่างนี้..เป็อันว่า โกรธความรู้สึกนั้นไม่ต่างจากเขาเช่นกัน
ชายหนุ่มสะบัดหน้าไปหาอีกคน
“นี่ถ้าหากเธอตกลงจะแต่งงานกับไอ้หมอนั่นละก็เธอคงเป็ผู้หญิงที่โชคร้ายที่สุดในโลก” คนฟังเผลอกลืนน้ำลายดังเฮือก
ขนาดนั้นเลย
“หุบปากและออกไปซะ นี่ไม่ใช่ธุระกงการของเรา”
“แต่ผมไม่เห็นด้วย”
“ก็ใครขอความเห็นเราเล่า!”
“แต่คุณลุงก็รู้ว่าไอ้หมอนั่นมันอวดดี แถมยังหยิ่งยโสแค่ไหนมันเกลียดขี้หน้าผมจนทุกวันนี้เจอกันเป็ต้องเปิดศึกตลอดมันจงใจคอยตัดหน้าแย่งคู่ค้าผมไป หลายรายผมไหวตัวทันก็แก้ปัญหาคลี่คลายไปได้บางรายเสียรู้มันก็จบ” ดูท่าคนหนุ่มจะไม่ยอมลดละให้สักวาสักศอกทั้งที่อีกฝ่ายโกรธจนน้ำเสียงสั่นออกขนาดนั้นหากเป็คนอื่นในบ้านคงหดหัวยอมสิโรราบไปนานแล้ว
หญิงสาวมองคนที่ค้านหัวฟัดหัวเหวี่ยงอย่างที่เ้าตัวไม่รู้เลยว่าเข้าขั้นวิกฤต แค่ไหน หากแต่ประเด็นนั้นถูกมองข้ามไปด้วยบางเื่กระจ่างแจ้งขึ้นแทนที่
พอจะเข้าใจละ..ที่แท้ ‘นายนั่น’ กับ ‘ไอ้หมอนั่น’ ก็ขัดแข้งขัดขากันอยู่นี่เอง
“นั่นมันปัญหาของเราไม่ใช่เรอะ ไม่เกี่ยวอะไรกับเื่นี้”
“เกี่ยวสิครับ มันคงได้โอกาสพาลมาลงกับยัยนี่”
“เพราะเราอคติกับเขาถึงไม่เห็นดี แทนไทเขาไม่ใช่คนพาล”
“เอาอะไรมารับประกันครับต่อหน้าคุณลุงมันอาจจะเกรงใจแต่ข้างในใครจะรู้ว่ามันคิดอะไรอยู่ยิ่งคุณลุงไปเปิดช่องให้มันอย่างนี้ บางทีมันอาจเห็นลู่ทาง”
“เหลวไหลน่ะ!”
“แล้วยิ่งคนของเราเซ่อๆ ซื่อๆ แบบนี้ ไม่มีทางรู้ทันมันหรอก” กองฟางชักเดือด ตกลงที่เขาเข้ามาโวยวายอยู่เป็นานสองนาน เหตุผลเพราะเธอ โง่อย่างนั้นหรือ
“คุณลุงคะ”เสียงใสปนหนักแน่นทำหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่หันมอง “เอาเป็ว่าหนูเข้าใจเจตนาดีของคุณลุงและพร้อมทำตามนั้นหมายถึงลองศึกษาผู้ชายคนนั้นก่อนนะคะไม่ใช่หมั้นเลย แล้วหนูจึงค่อยตัดสินใจ”เป็หนึ่งหันควับมาตวาด
“เธอจะบ้าหรือไง!” กองฟางจิกตาใส่ไม่ลดลดด้วยความหมั่นไส้
“ก็คอยดูไปละกัน ว่าคนอย่างฉันบ้าหรือโง่อย่างที่นายกล่าวหาไหม ต้องขอบใจนายส่วนหนึ่งที่บอกให้ฉันรู้เื่บาดหมางระหว่างนายกับเขาจะได้ทำตัวถูก” ว่าแล้วก็เบือนหน้ามาทางอีกคน “หมดธุระสำคัญของคุณลุงแล้วใช่ไหมคะ หนูจะได้ขอตัว”มือน้อยๆ ยกกระพุ่มไหว้แล้วผละออกไปเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับ
วันชัยลอบถอนใจที่คิดว่าต้องคุยกันยาวกับหลานสาวตัวน้อยในเื่นี้กลับกลายเป็อีกคนไปได้อย่างไร
“เดี๋ยวตาหนึ่ง”เขารีบห้ามพ่อหลานชายตัวดีที่ทำจะชิ่งตามหลานสาวไปด้วย
“เป็อะไรอีกล่ะ อยู่ๆ ก็มาทำเสียเื่ ทั้งที่แต่ก่อนเราไม่เคยยุ่ง”
“แต่เื่นี้ผมต้องยุ่ง”
“เพราะมันเกี่ยวกับนายแทนไทงั้นสิ” คนฟังพยายามระงับอารมณ์อย่างยากเย็น
“หากเป็คนอื่นผมจะไม่ว่าสักคำ แต่นี่เป็มัน ผมรับไม่ได้ครับ” สุดท้ายเขาก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไป ทิ้งให้คนเป็ลุงยืนนิ่งลอบถอนหายใจเป็รอบที่ร้อยอยู่เพียงลำพัง
เสียงดนตรีเรียกเข้าอีกหน คนร่างเล็กเริ่มไม่ค่อยชอบใจเ้าของไฮเทคนี่ขึ้นมาเฉยๆก็มันคอยจะเดี๋ยวดังเดี๋ยวดังอยู่ตลอด ชักถี่จนน่ารำคาญ
“ฉันไม่รับโทรศัพท์หรอกนะนายหนึ่ง ถึงนายจะโทร.ให้ตายฉันก็ไม่รับ” นั่นคือปณิธานอันแรงกล้า หากแต่มันหลายรอบแล้วนี่สิสงสัยจะเป็คนอื่นมากกว่าเพราะนายนั่นคงไม่มีอดทนจะกดหาใครซ้ำซากหรอก
โทรศัพท์มือถือจึงถูกหยิบขึ้นมาใส่ใจ
นั่นไง คนอื่นจริงๆ ด้วย ไม่งั้นหน้าจอต้องขึ้นชื่อตาบ้า ละ
“สวัสดีค่ะ”
[นี่ยัยแม่มด! ทำไมรับช้านักหะ จะแกล้งให้ฉันหงุดหงิดเล่นหรือไง] เ้าหล่อนแทบชักโทรศัพท์ออกห่างหูไม่ทันคนเดี๋ยวนี้นี่แปลก..ชอบใช้เสียงดังๆ คุยกัน เมื่อกี้ก็หนหนึ่งแล้ว
น่าเบื่อจริง
“ก็โทร.หาคนที่เขารับเร็วๆ สิคะ ฉันรับช้าน่ารำคาญแล้วโทร.มาทำไม”
[มีเื่ด่วนน่ะสิ ไม่งั้นคงไม่กดเบอร์ให้เมื่อยนิ้วมาให้เธอยอกย้อนเล่นอย่างนี้]กองฟางเบ้ปาก สงสัยวันนี้คงก้าวเท้าออกมาผิดข้าง
“อะไรง่ะ”
[บัตรคอนเสิร์ตฉัน]
“เอ้า! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ”
[ก็ไม่อยากให้เกี่ยว แต่ฉันพอจะจำได้ว่าครั้งสุดท้ายมันอยู่ในมือเธอ]
ว่าไป!
“ตั้งเป็อาทิตย์เนี่ยนะ คุณจำผิดหรือเปล่าคะ ฉันแค่หยิบดูเฉยๆ และก็..” กองฟางผึงตากว้าง
เอาล่ะซิ! ได้คืนเขาหรือเปล่าหว่า
“นี่คุณหาดูดีหรือยัง”
[ยิ่งกว่าดีอีกแต่ไม่เจอ เธอต้องรับผิดชอบให้ฉันด้วย]
“ยังไงง่ะ”
[ก็หาให้เจอสิ] คนฟังทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง
“แล้วถ้าฉันหาไม่เจอล่ะ”
[ดูให้ดีสิ กระเป๋าสะพายเธอน่ะช่องเล็กช่องน้อยยิบย่อยหาให้เจอแล้วเอามาให้ฉันเดี๋ยวนี้]เ้าหล่อนแทบอยากกลั้นใจตาย แค่หาก็ยังไม่เจอ แล้วจะให้เอาไปคืนเดี๋ยวนี้
เฮ้อ! ประสาท
[นี่ยัยแม่มด นึกถึงใจเขาใจเราบ้าง เธอเองยังแทบเป็บ้าตอนทำมือถือหายคราวนี้ฉันก็เหมือนกัน บัตรนั่นมันสำคัญสำหรับฉัน ทีนี้เข้าใจหรือยัง] คนฟังทำหน้าสลด..เหมือนถูกแทงใจดำไม่มีผิด
“เข้าใจแล้วค่ะ ไม่ต้องมาตอกย้ำให้รู้สึกแย่ได้ไหม ฉันจะหาให้เดี๋ยวนี้แหละ”กระเป๋าสะพายยี่ห้อคลิบลิ้งสีน้ำตาลใบโปรด หรือที่เธอมักเรียกขำๆในหมู่เพื่อนฝูงว่า ‘คีบลิง’ มันมีช่องเล็กช่องน้อยเพียบจริงๆคงอยู่ช่องไหนสักช่องล่ะ
“เจอแล้ว” งานนี้ตกเป็จำเลยเห็นๆ
“อยู่กับฉันจริงด้วย ขอโทษนะ..ไม่ได้ตั้งใจ คงมัวแต่คุยกันเรื่อยเปื่อยไปหน่อยเลยลืมคืน”
[ว่าแล้ว คิดอะไรไว้ไม่มีผิด]
“คิดว่าฉันตั้งใจขโมยเหรอ”
[ไม่ใช่ คิดว่ามันอยู่กับเธอนั่นแหละ] คนฟังเป่าปากโล่งอก
“ไว้พรุ่งนี้ฉันจะเอาไปคืนให้ละกันนะเพราะวันนี้ฉันไม่ว่างต้องไปช่วยงานที่โรงละคร อีกวันสองวันจะแสดงจริงแล้ว”
[โรงละครไหน?]
“ที่มหา’ลัยฉันน่ะสิคะ กว่าจะกลับก็คงมืดสามสี่ทุ่มโน่น”
[แถวไหน?]
“สยามค่ะ”
[งั้นเลิกงานแล้วฉันไปหาเธอดีกว่า ผ่านแถวนั้นพอดี] กองฟางยักไหล่
“ตามใจคุณเถอะค่ะ อยากมาก็มา คุณนี่ใจร้อนยิ่งกว่าฉันอีกนะเนี่ย” คนที่กดวางหูไปก่อนจึงไม่ได้ยินคำลาสุดท้ายที่คนต้นทางคล้ายพึมพำกับตัวเอง
“เจอกันยัยแม่มด”