เฟิงฮวายืนอยู่หน้าโรงรับจำนำสักพักหนึ่งมองออกไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่ด้วยแววตารู้สึกผิดเล็กน้อย...
'เฮ้อ...ฝ่าบาท ท่านอย่าโกรธข้าเลยนะ ข้ามีความจำเป็นต้องกินข้าว ไว้จะรีบหาเงินมาไถ่ถอนป้ายหยกของท่านก็แล้วกัน'จากนั้นนางก็ออกเดินไปตามท้องถนน โดยมิรู้ตัวเลยว่านางจะมิได้เห็นหยกชิ้นนั้นที่นี่อีก
พอเดินมาถึงตลาดความครึกครื้นรอบตัวทำให้ความรู้สึกเศร้าหมองเมื่อสักครู่หายเป็นปลิดทิ้ง
อีกอย่าง...เวลานี้นางมีเงินแล้วเมื่อมีเงินย่อมทำอะไรก็ได้ โลกใบนี้พลันสดใสมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก
เฟิงฮวายิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีสายตาสอดส่องมองหาของกินเป็นอันดับแรก 'ข้าจะมิยอมซูบผอมเช่นนี้อีกต่อไป'คิดดังนั้นก็มุ่งหน้าไปร้านซาลาเปาที่อยู่ใกล้ๆทันที
แต่ระหว่างที่กำลังยืนรอซาลาเปาอยู่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าใครบางคนกำลังสะกดรอยตามนาง 'คนเรานี่ก็แปลกแม้แต่จิตสังหารยังปกปิดได้ไม่มิด ริอ่านจะมาเป็นหน่วยสอดแนมช่างไม่เจียมตัวเอาเสียเลย'
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือเฟิงฮวาสามารถสลัดคนติดตามออกไปได้อย่างง่ายดายแต่มีหรือที่จะยอมโดนเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวนางลอบโจมตีคนผู้นั้นด้วยยาพิษโดยมิให้รู้ตัว พิษชนิดนี้แม้จะมิได้อันตรายถึงชีวิตแต่ก็ทำให้นางทราบการเคลื่อนไหวของเขา
'นางต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นฝีมือใครแล้วนางจะออกตามล่าเพื่อเอาคืนอย่างแน่นอน' รอยยิ้มแฝงความอาฆาตปรากฏขึ้นตัดกับใบหน้าที่งดงาม
เฟิงฮวากลับมาถึงที่พักก็เป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว
“โอ้โห คุณหนูท่านไปทำอะไรมา ทำไมมีของกินมากมายขนาดนี้มิได้ดักปล้นใครมาใช่หรือไม่ ข้ามิยอมรับอย่างเด็ดขาด” แม้ปากจะพูดไปแบบนั้นแต่สายตาของเสี่ยวจูกลับจ้องมองอาหารโดยไม่กะพริบเลย
เฟิงฮวากลอกตามองบนใส่นาง‘เจ้าเห็นข้าเป็นคนเช่นไร’ กำลังจะยื่นมือไปเอาของกินคืนมาทว่ากลับช้ากว่าเสี่ยวจูไปหนึ่งก้าว
“แต่การช่วยคนหิวหนึ่งคน ได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นข้าจะมิขัดขวางท่าน ขอบคุณเจ้าค่ะ”
เอ่อ...
สีหน้าเฟิงฮวาพลันแข็งทื่อมิได้คาดคิดว่าเสี่ยวจูจะเริ่มยียวนนางกลับบ้างแล้ว
'ลูกพี่เป็นอย่างไร ลูกน้องย่อมเป็นอย่างนั้น' บัดนี้เข้าใจลึกซึ้ง
“กินเสร็จแล้วก็รีบพักผ่อน พรุ่งนี้เราต้องออกจากที่นี่แต่เช้า”
“เจ้าค่ะ คุณหนู”
ไม่ทันที่ฟ้าจะสว่างหญิงสาวทั้งสองก็ออกจากโรงเตี๊ยมราคาย่อมเยาแห่งนี้ พวกนางมิได้มีความอาลัยอาวรณ์แต่อย่างใดเลยในเมื่อมีเงินทองมากขึ้นแล้ว เหตุใดจึงต้องทนนอนในรูหนูเช่นนั้นละ
เฟิงฮวาพาหยางจูมาหยุดยืนอยู่หน้า‘โรงเตี๊ยมหรงซิ่ง’ ที่ห่างไปจากโรงเตี๊ยมเดิมประมาณหนึ่งลี้นางสืบมาแล้วว่าที่นี่เป็นโรงเตี๊ยมที่หรูหราที่สุดในเมืองเหอผิง
ส่วนเสี่ยวจูนั้นอดตกตะลึงกับสถานที่เบื้องหน้ามิได้ นี่ นางมิได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านบอกข้ามาตามตรงเถิด ท่านไปลักขโมยเงินของผู้ใดมาเหตุใดท่านถึงได้มีเงินทองมาจ่ายค่าโรงเตี๊ยมที่แพงขนาดนี้ก่อนหน้านี้ท่านดูไม่เหมือนคนแกล้งจนเลย ท่านดูอัตคัดปานนั้น ข้าเชื่อว่าท่านจนจริงๆเจ้าค่ะ”
เฟิงฮวาอยากจะทุบนางเสียจริงเรื่องสถานะทางการเงินเป็นเรื่องละเอียดอ่อน พูดซะดังขนาดนี้เจ้ามิป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองทราบไปเลยเล่า
“ข้าก็...ยังพอมีสมบัติติดตัวอยู่บ้าง แค่เอาไปแลกเงินมาก็ได้แล้วอย่างไรพวกเราก็ต้องอยู่ที่ที่ดีหน่อยจะได้ปลอดภัย เข้าไปกันเถอะ”
เฟิงฮวารีบจูงมือเสี่ยวจูให้เข้าไปด้านใน
ห้องนอนใหม่ของพวกนางช่างแตกต่างกับก่อนหน้านี้ราวฟ้ากับเหวเสี่ยวจูอ้าปากค้างจนกรามแทบจะหลุดออกจากกันทั้งชีวิตนางมิเคยได้อยู่อาศัยในที่แบบนี้มาก่อนเลย
ห้องนอนแยกสัดส่วนชัดเจนมีเตียงอีกหนึ่งเตียงอยู่ด้านนอก โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะกินข้าวบรรดาเครื่องใช้ประดับตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และยังมีห้องน้ำส่วนตัว
“นอกจากนี้ ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องความปลอดภัยข้าออกไปข้างนอกได้โดยไม่ต้องห่วงเจ้า เสี่ยวจู ทุกสิ่งย่อมคุ้มค่า”สายตาของเฟิงฮวาประกายแววภูมิใจในตนเองอย่างที่สุด
แน่นอนว่าสิ่งนี้นางแลกมากับค่าที่พักคืนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง
เถ้าแก่บอกว่าหากจ่ายเลยเก้าร้อยตำลึงทองจะสามารถพักได้สิบคืน
เฟิงฮวามิได้ลังเลก็จ่ายเงินไปเรียบร้อยสิบคืนถ้าเสี่ยวจูรู้เข้าต้องบ่นนางจนหูชาแน่ๆ เอาเป็นว่าไม่ต้องบอกนางก็แล้วกัน
“เสี่ยวจู หากเจ้าหิวก็เรียกเสี่ยวเอ้อร์มาสั่งอาหารได้เลยที่นี่ไม่คิดเงินเพิ่ม ประเดี๋ยวข้าจะออกไปข้างนอกสักพักหนึ่ง เจ้าดูแลตัวเองดีดี”เสี่ยวจูพยักหน้ารับคำ
เฟิงฮวาขึ้นเขาไปหาสมุนไพรที่พอจะทำเป็นยาได้ตั้งแต่เช้าตรู่วิชาแพทย์และสมุนไพรของนางช่างมีประโยชน์ยิ่งจะกี่ร้อยปีคนเราก็ย่อมเจ็บไข้ได้ป่วย ประกอบกับที่ตอนนี้นางมีวรยุทธ์แล้วประสาทสัมผัสชัดเจนกว่าเมื่อก่อนมากนัก ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามถุงผ้าที่พกมาก็เต็มไปด้วยสมุนไพรล้ำค่า ‘ที่ใดมีป่า ที่นั่นมีของวิเศษป่ายิ่งอันตราย ยิ่งมีของหายาก’ คำกล่าวนี้นางคิดขึ้นมาเองโดยสันนิษฐานจากประสบการณ์ เพราะพวกชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าไปยังพื้นที่อันตรายน่ะสิของพวกนี้จึงยังหลงเหลือมาถึงมือนาง
เฟิงฮวากลับมาที่ห้องพักครั้งที่หนึ่งเอาถุงสมุนไพรส่งให้เสี่ยวจูจัดการแยกแต่ละชิ้นเรียงไว้ให้นางเป็นกลุ่มๆตามรูปที่วาดให้ดู
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามเฟิงฮวากลับมาพร้อมกับภาชนะหน้าตาประหลาด นางวางของลงแล้วตรวจดูผลงานของเสี่ยวจูพลางชื่นชมสั้นๆ 'อื้ม เจ้าเก่งใช้ได้'
ขั้นต่อไปนางคิดว่าจะต้องเริ่มสอนหนังสือให้เสี่ยวจูอย่างจริงจังเสียทีรู้หนังสือย่อมได้เปรียบ นางจึงเริ่มจากวาดรูปพร้อมกำกับตัวอักษรง่ายๆเอาไว้เขียนบอกสิ่งที่นางต้องการให้เสี่ยวจูทำ ในช่วงที่นางออกไปข้างนอกอีกรอบ
จนยามเว่ยเฟิงฮวากลับมาพร้อมกับพืชสมุนไพรอีกหนึ่งถุงโต และของมีค่าอื่นๆอีกหลายชนิด
เฟิงฮวาจัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เอนกายพักผ่อนสักครู่ระหว่างนั้นเสี่ยวจูยังคงเร่งทำตามคำสั่งของนางไม่หยุดมือ
ล่วงเข้ายามเซินเฟิงฮวาตื่นขึ้นมา จากนั้นก็ขนของเกือบทั้งหมดเข้าห้องนอนของนางไปกำชับเสี่ยวจูไว้ว่า ‘ไม่ต้องรบกวนนาง’
และไม่นานก็มีเสียงปึ้งปั้งเบาบ้างดังบ้างอยู่ภายในห้องแรกๆเสี่ยวจูก็นั่งไม่ติดด้วยความเป็นห่วง พยายามตะโกนถามเข้าไปแต่ก็มีเพียงเสียงตอบกลับมาของคุณหนูว่า ‘มิเป็นอะไร’
หลังจากนั้นเสี่ยวจูก็เริ่มชินกับเสียงเหล่านั้นมากขึ้นนางทำตามคำสั่งของคุณหนูอย่างเคร่งครัด มิได้สนใจอันใดอีก จะเสียงปึ้งปั้งจะควันขึ้น จะได้กลิ่นเหม็นไหม้ คุณหนูจะทำอะไร ก็แล้วแต่ท่านเลยเจ้าค่ะ
จนกระทั่งเลยยามจื่อไปแล้วเสี่ยวจูผู้ที่นั่งหลับอยู่บนโต๊ะกินข้าวเพราะไม่กล้าเข้านอนก่อนคุณหนูก็สะดุ้งตื่นเพราะมีคนมาสะกิด
“คุณหนู๊…” เสียงเรียกดังลั่น
“ชู่ว…เสียงดังทำไม”
“ก็ข้าน้อยตกใจนี่เจ้าคะ แล้ว…ทำไม…หน้าดำเยี่ยงนั้น ผมก็แหว่ง นี่รอยอะไรอีกท่านแอบออกไปรบที่ใดมาหรือ” เสี่ยวจูบ่นไม่หยุด
“เอ้อ แล้วคุณหนู ท่านจะทานอะไรหรือไม่เจ้าคะ หรือจะอาบน้ำนี่มันกี่โมงยามกันแล้ว” เฟิงฮวารีบห้ามปรามจับนางลุกขึ้นหมุนกายเดินไปที่เตียงนอน
“เสี่ยวจู เจ้าอยู่เป็นเพื่อนข้าทั้งวันแล้ว เข้านอนเถอะ ที่เหลือข้าจัดการเอง”
“เจ้าค่ะคุณหนู” จากนั้นเสี่ยวจูก็หาวหนึ่งทีแล้วก็หลับไปเลยนางเหนื่อยมากจริงๆวันนี้ อีกทั้งยังได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างและเรื่องหนึ่งที่นางได้รู้ก็คือ หากคุณหนูให้นางทำสิ่งใดนางมีหน้าที่แค่ทำตามเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาถามหรือสงสัยอะไรอีก