Alternate Liberation : The Conqueror of Chaos

    บทที่ 3 ดินแดนแห่งเปลวไฟ ตอนที่ 5: ภูเขาไฟสุริยะคำราม

    เส้นทางที่นำไปยัง๺ูเ๳าไฟสุริยะคำรามเต็มไปด้วยไอร้อนและลาวาที่ปะทุเป็๲ระยะ พวกเขาเดินลัดเลาะไปด้วยความระมัดระวัง ความเงียบรอบตัวทำให้ทุกย่างก้าวของพวกเขาแฝงไปด้วยความตึงเครียด


    เสียงข่วนเบาๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง ก่อนที่ร่างเล็กๆ ของ ซาลาแมนเดอร์ไฟ จะปรากฏตัว มันมีเปลวไฟลุกโชนรอบตัว เคลื่อนไหวรวดเร็วจนมองตามแทบไม่ทัน


    “มาแล้ว!” ยูเอะร้องขณะเตรียมพลังแสงของเธอ


    ขณะที่ทีมของอาคิระเจอกับ ซาลาแมนเดอร์ไฟ ตัวเล็กที่มีเปลวไฟโอบล้อมร่าง พวกเขาพบว่ามันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วกว่าที่คาดไว้ และพ่นไฟโจมตีได้ในระยะไกล ซาลาแมนเดอร์เคลื่อนไหวฉับพลัน และเปลี่ยนตำแหน่งโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การโจมตีสวนกลับยากกว่าที่คิด


    “ระวัง! มันไม่ได้แค่เร็ว แต่มันรู้จักสร้างเส้นทางหลอกเรา” ดราโก้ร้องเตือน เมื่อสังเกตเห็นว่ามันวิ่งวนในรูปแบบคล้ายวงกลม ก่อนพ่นไฟใส่ทีมจากมุมที่คาดไม่ถึง


    ยูเอะ พยายามปล่อยแสงรบกวนการเคลื่อนไหวของมัน แต่แสงที่เธอยิงออกไปกลับพลาดเป้าหมายบ่อยครั้ง เพราะซาลาแมนเดอร์ไฟสามารถเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศได้อย่างอิสระ


    “มันเหมือนลมไฟ มันเร็วเกินไป!” ยูเอะอุทาน


    ดราโก้ ลองใช้แรงโน้มถ่วงกดรอบพื้นที่ แต่ซาลาแมนเดอร์หลบหลีกได้อีกครั้ง เปลวไฟรอบตัวมันยิ่งลุกโชนขึ้น พร้อมกับพ่นไฟโจมตีในรัศมีกว้าง ทำให้ทีมต้องแยกย้ายกันหลบ


    “เราต้องตัดกำลังมันก่อนที่จะหมดแรงกันเอง” อาคิระพูดเสียงดัง เขาใช้ดาบขาวสร้างแสงสะท้อนให้มันชะลอจังหวะ พร้อมพุ่งเข้าไปใกล้


    ขณะเดียวกัน ยูเอะรวบรวมสมาธิและเล็งยิงแสงไปที่ดวงตาของซาลาแมนเดอร์ไฟในจังหวะที่มันหยุดชั่วครู่เพื่อพ่นไฟ การยิงแสงนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก แต่ทำให้มันสะดุ้งและเสียสมดุล


    “ตอนนี้แหละ!” ดราโก้ใช้แรงโน้มถ่วงเพิ่มน้ำหนักรอบตัวของซาลาแมนเดอร์ ทำให้มันเคลื่อนไหวช้าลงในที่สุด


    อาคิระ ฉวยโอกาสนี้ ใช้ดาบดำดูดซับพลังไฟที่ลุกโชนรอบตัวมัน และใช้ดาบขาวปล่อยพลังศักดิ์สิทธิ์โจมตีสวนกลับ แม้จะไม่สามารถทำลายมันได้ในครั้งเดียว แต่แรงสะท้อนทำให้ซาลาแมนเดอร์อ่อนแรงลง


    ในที่สุด พวกเขาใช้จังหวะที่มันล้มลงเพราะแรงกดดันซ้ำๆ และพลังของยูเอะช่วยเสริมทีมจนสำเร็จ ซาลาแมนเดอร์ไฟค่อยๆ สลายไป ทิ้งกลิ่นอายความร้อนที่ยังคงลอยวนในอากาศ


    หลังจากผ่านซาลาแมนเดอร์ไฟไปได้ไม่นาน เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้น ลาวารอบตัวพุ่งขึ้นจากพื้นดิน พวกเขาเผชิญหน้ากับ ลาวาเร็กซ์ สัตว์ร่างใหญ่ที่มีเกราะหนาห่อหุ้ม มันเคลื่อนไหวอย่างมั่นคง แต่เต็มไปด้วยพลังที่น่ากลัว


    เมื่อเจอ ลาวาเร็กซ์ ขนาดมหึมา พวกเขาพบว่ามันไม่ใช่แค่มีเกราะหนา แต่ยังสามารถทนต่อการโจมตีด้วยพลังธาตุไฟได้เป็๲อย่างดี หางที่แข็งแรงของมันเหวี่ยงไปมา ทำให้พื้นที่รอบๆ เต็มไปด้วยหินแตกกระจาย


    “มันเหมือนรถถังเคลื่อนที่ได้เลย!” อาคิระพูดขณะพยายามใช้ดาบโจมตีเกราะด้านข้าง แต่กลับไม่มีผลใดๆ


    ดราโก้ เข้าไปประชิดตัวเพื่อโจมตีจุดอ่อนของมัน แต่ลาวาเร็กซ์กลับสะบัดหางใส่ ทำให้เขาต้องถอยกลับอย่างรวดเร็ว


    “หางของมันทำลายสมดุลทุกอย่าง!” ดราโก้๻ะโ๠๲ พลางใช้แรงโน้มถ่วงเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้มันเคลื่อนไหวได้ยากขึ้น แต่ลาวาเร็กซ์กลับยังสามารถเหวี่ยงหางโจมตีได้แม้เคลื่อนที่ช้าลง


    ยูเอะ ใช้พลังแสงสร้างบาเรียป้องกันทีม แต่ลาวาเร็กซ์พ่นลาวาโจมตีในระยะกว้าง บาเรียเริ่มแตกร้าวจากแรงปะทะ


    “ถ้าป้องกันแบบนี้เราจะไม่รอด! ฉันจะยิงแสงรบกวนมัน!” ยูเอะกล่าว ก่อนปล่อยแสงจ้าสะท้อนเข้าดวงตาของลาวาเร็กซ์


    ลาวาเร็กซ์สะดุ้ง และเริ่มเคลื่อนไหวช้าลงชั่วคราว ดราโก้ ใช้โอกาสนี้เพิ่มน้ำหนักในจังหวะที่มันพยายามเคลื่อนตัว ทำให้มันเสียสมดุลและล้มลง


    “ตอนนี้แหละ!” อาคิระพุ่งเข้าประชิด เขาใช้ดาบดำดูดซับพลังลาวาบางส่วนออกจากเกราะของมัน พร้อมกับใช้ดาบขาวโจมตีด้านข้างที่เกราะอ่อนแอที่สุด


    ดราโก้เสริมด้วยหมัดที่เต็มไปด้วยพลังแรงโน้มถ่วงเพื่อกดน้ำหนักของลาวาเร็กซ์ไว้ ไม่ให้มันลุกขึ้นมาได้อีก


    ในที่สุด การโจมตีประสานกันของทั้งสามคนทำให้ลาวาเร็กซ์อ่อนแรงลง จนกระทั่งร่างของมันสลายไป เปลวไฟในดวงตาของมันค่อยๆ มอดดับ


    หลังจากจบการต่อสู้ทั้งสองครั้ง ทีมของอาคิระแทบหมดแรง พวกเขาใช้เวลารวบรวมพลังในขณะที่มองเส้นทางข้างหน้า


    “นี่แค่จุดเริ่มต้นเองเหรอ… แล้วสิ่งที่รอเราอยู่บนยอดเขาจะขนาดไหนกัน?” ยูเอะพูดด้วยน้ำเสียงกังวล


    ดราโก้ พยักหน้า “มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตราบใดที่เรายังสู้ด้วยกัน เราจะผ่านไปได้” 


    อาคิระ ยืนขึ้น แม้จะเหนื่อยล้า แต่ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เรามาไกลเกินกว่าจะถอยแล้ว เราต้องทำให้ได้” 


    ทั้งสามมองหน้ากันอย่างแน่วแน่ ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยความท้าทายเบื้องหน้า…