หมิงเล่าต่อเนื่องเป๋าตั้งใจฟังจริงจัง “เมื่อแม่รูปจันทร์ไม่ยอม ทั้งขัดขืนและประท้วง นั่นทำให้คุณหลวงอภิมหาทองไพศาลไม่เข้าใจแม่รูปจันทร์บุตรสาวของตัวเองยิ่งนักเหตุใดจึงต้องแสดงกิริยาเช่นนี้เพียงเพราะจะได้ออกเรือน ลูกสาวเรือนอื่นก็ออกเรือนโดยให้พ่อกับแม่หาสามีให้ก็ไม่เห็นจะเป็นกระไรวันเวลาผ่านไปแม่รูปจันทร์ยิ่งหนักข้อเข้า คุณหลวงอภิมหาทองไพศาลจึงได้ขังแม่รูปจันทร์เอาไว้ให้เธออยู่แต่ในห้องนอนไม่ให้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน ส่วนเรื่องการแต่งงานคุณหลวงอภิมหาทองไพศาลเป็นผู้จัดการเองทั้งสิ้นแม่รูปจันทร์อยู่ในสภาพที่อดสูอับจนหนทาง ยิ่งใกล้วันแต่งงานยิ่งหาทางออกไม่เจอกระทั่งคืนก่อนวันแต่งงานแม่รูปจันทร์ก็ได้ข่าวว่าแม่เขียนเพื่อนนางรำของเธอเสียชีวิตด้วยการกินยาพิษอยู่ภายในเรือนพักในตำหนักที่เธอถวายงานรำละคร...”เป๋าฟังนิ่ง สายตามองทอดไปบนเรือน ก่อนจะถามขึ้นเพราะเห็นว่าหมิงเพื่อนรักเล่าขาดตอน
“ยังไงต่อ...”หมิงมองเข้าไปยังเรือนไม้โบราณหลังนั้นเช่นเดียวกับเป๋าลมพัดแผ่วเบา แต่ในกระแสลมนั้นหมิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นเน่าแปลกๆหมิงชำเลืองมองเป๋าสายตาระแวง แอบคิดในแง่บวกคนเดียวเงียบๆว่าเป๋าเพื่อนรักคงแอบผายลมผ่านกระแสลม แต่ถ้าเป็นกลิ่นผายลมจริงหมิงคิดว่าเพื่อนเป๋าคงจะไม่ได้ถ่ายท้องมาหลายวันเป็นแน่เพราะกลิ่นเน่านั้นรุนแรงยิ่งนัก แต่หมิงก็ทนเล่าต่อ
“เมื่อแม่รูปจันทร์ได้ข่าวการตายของแม่เขียนถึงกับหัวเราะอย่างบ้าคลั่งราวกับสาแก่ใจในการตายของแม่เขียน สลับกับกรีดร้องอย่างทุรนทุรายอย่างทุกทรมานแสนสาหัสทำให้คุณหลวงอภิมหาทองไพศาลรู้สึกงุนงงในพฤติกรรมของบุตรสาวตนเองยิ่งนักและในคืนเดียวกันนั้นแม่รูปจันทร์ก็ลุกขึ้นแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นตัวละครที่เคยรำคู่กับแม่เขียนในตัวนางจากนั้นก็ร่ายรำด้วยความอ่อนช้อยโดยจินตนาการว่าแม่เขียนได้มารำอยู่เคียงข้างกับเธอ เมื่อรำเสร็จก็มานั่งหน้ากระจก ก่อนจะค่อยๆ ทุบกระจกนั้นด้วยมือเปล่า แล้วหยิบกระจกที่มีรอยแตกแสนคมกริบกรีดไปทั่วร่างของตัวเองที่คอ ที่ข้อมือ และทั่วทั้งร่างจนเลือดท่วม และในที่สุดแม่รูปจันทร์ก็ค่อยๆหมดลมหายใจตายไปอย่างน่าสยดสยอง..” ทันทีที่หมิงเล่าจบลมจากไหนก็ไม่รู้พัดกระพือขึ้นอย่างรุนแรง ทำเอาต้นไม้แถวนั้นเอนไหวลู่ตามแรงลมราวกับหนังผีในตำนานสองหนุ่มขยับประชิดกัน หมิงปากเริ่มสั่นแต่ยังฝืนเล่าต่อ
“จากนั้นก็ไม่มีใครที่จะสามารถอยู่ที่เรือนหลังนี้ได้เลยไม้เว้นแม้แต่คุณหลวงอภิมหาทองไพศาลผู้เป็นพ่อของแม่รูปจันทร์เพราะแม่เล่นออกมาร่ายรำในยามค่ำมืดแทบจะทุกคืน และรำอย่างเดียวคงจะเหงาเกินไปแม่ก็เลยถือโอกาสหาเพื่อนไปรำด้วยในเรือนอันเปลี่ยวร้างไงล่ะ” เป๋าได้ฟังประวัติ ถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกๆ จนลำคอตีบตันไปหมดก่อนที่จะสะกิดหมิง
“หาเบอร์โทรสิจะได้โทรหาคนดูแลเรือนนี้แล้วฉันก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคุณอลินถึงสนใจเรือนหลังนี้ ประวัติมันไม่น่าพิสมัยเอาซะเล้ยนี่ไอ้หมิง...” เป๋าสะกิดหมิงทันทีเมื่อคิดอะไรขึ้นมาได้
“แกว่าคุณอลินเค้าสนใจเรือนหลังนี้ทำไม?” เมื่อเป๋าพูดมาถึงตรงนี้สองเพื่อนซี้ก็มองหน้ากันทันทีก่อนจะอุทานพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“อย่าบอกนะ...คิดจะซื้ออยู่เอง!” ที่ทั้งสองเดาแบบนี้ ก็เพราะว่าอลินตาเคยบ่นว่าห้องพระเริ่มจะคับแคบลงไปทุกวัน ไหนจะเครื่องรางที่ได้มาจากทางนั้นทางนี้เยอะมากจนอยากจะทุบขยายห้องไหนจะวิญญาณนานาชนิดที่รอเวลาไปเกิดแต่ไม่อยากเป็นสัมภเวสีผีเร่ร่อนก็เลยขอมาอาศัยอยู่กับอลินตาในห้องพระนั่นด้วยเอากับเค้าสิผีที่อื่นกลัวห้องพระ แต่ผีในสังกัดของอลินตาชวนกันมาอยู่ในห้องพระเป็นโขยงเมื่อหมิงและเป๋าคิดมาถึงตรงนี้ทั้งสองหันมองหน้ากันก่อนจะหันไปมองเรือนโบราณตระหง่านตรงหน้าอีกครั้งหมิงได้สติก่อนรีบพูดขึ้น
“เราอย่าเพิ่งเดากันไปมั่วๆว่าทำไมคุณอลินเค้าถึงสนใจเรือนหลังนี้ ตอนนี้น่ะรีบหาเบอร์โทรก่อนแล้วพวกเราก็รีบออกไปตั้งหลักกันไกลๆ จากเรือนหลังนี้ ขืนอยู่นานฉันกลัวจะได้เจอเจ้าของบ้านตัวจริงเสียงจริงเข้าให้..ไปเร็ว” เป๋าได้สติกระวีกระวาดตามเพื่อนทันที
สองเพื่อนซี้พากันเดินมองไปตามรั้วบ้านจนกระทั่งไปเจอป้ายเก่าๆแทบจะไม่เห็นตัวหนังสืออยู่แล้วเมื่อทั้งคู่เห็นป้ายนั้นเขียนเบอร์โทรติดเอาไว้ก็ไม่รอช้าพากันรีบจดเบอร์โทรศัพท์แล้วกลับออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ทันได้เห็นเลยว่า บนเรือนหลังนั้นมีผู้หญิงผิวขาวซีดคนหนึ่งในชุดไทยโบราณคล้ายชุดนางละครโดยชุดที่เธอสวมนั้นแดงเถือกเกลือกคราบเลือดไปทั้งชุด กำลังยืนเพ่งมองมายังทั้งสองคนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด!!เอาล่ะงานเก่ายังไม่ทันเริ่ม งานใหม่ก็ประชิดเข้ามา...
จากปัจจุบันทอดเงาสู่ภพอดีตในช่วงดึกดื่นค่อนคืนเจ้าภูแสนก้าวเดินเป็นปกติไม่เร่งรีบ ด้วยท่วงท่าสง่างามก่อนจะเปิดประตูห้องนอนเข้าไป แต่แล้วเจ้าตัวก็ต้องชะงักกึก แต่หาได้ตกใจไม่เพราะเจ้าภูแสนพบว่า ในห้องนอนส่วนตัวของตนเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ได้ยืนกอดอกนิ่งทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่มีผ้าม่านกั้นเป็นฉากด้วยสายตาเคร่งเครียดรอท่าอยู่แล้วเจ้าภูแสนเห็นเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ยืนนิ่งราวกับรูปปั้นก็เอ่ยถาม
“เจ้าหลวงเข้ามาในห้องเอ่อ.. ห้องข้าเพราะเหตุใดเจ้า?” น่าแปลกที่เจ้าภูแสนไม่เอ่ยเรียกเจ้าพ่อเฉกเช่นบุตรชายทั่วไปและการพูดคุยดูจะห่างเหินไม่เหมือนเช่นพ่อลูกคุยกัน เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์หันหน้ามามองลูกชายเพียงคนเดียวของตนเอง
“เจ้าเป็นถึงองค์รัชทายาททั้งยังรับปากว่าจะกลับมาร่วมโต๊ะมื้อค่ำด้วยกันแต่ก็ไม่ได้มา มีอะไรที่สำคัญไปกว่ารับปากแล้วไม่ทำตามคำพูดอย่างนั้นรึ?”เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ตำหนิ ก่อนจะพูดต่อ
“เจ้านางดาราสายมาก็มาร่วมโต๊ะด้วยแต่ก็เก้อกลับไป” เจ้าภูแสนไม่ได้รู้สึกผิดสักนิดที่ทำให้เจ้านางดาราสายรอเก้อเพราะตอนนี้ไม่มีสตรีนางใดน่าสนใจเท่ากับอลินตาผู้หญิงอะไรเดินทางด้วยโลงศพ เมื่อเจ้าภูแสนนึกมาถึงตรงนี้ก็เกือบกลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่แต่รีบปรับเสียงให้เป็นปกติ
“ข้าขอโทษเจ้าหลวงด้วยต่อไปจะไม่ให้มีอีก” แม้น้ำเสียงจะดูอ่อนลงแต่แววเสียงยังคงเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง และความยโสโอหังจนแทบจะปิดไม่มิดเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์มองหน้าเจ้าภูแสนบุตรชายคนเดียวของตนก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“ข้าไม่อยากให้ท่านขอโทษ! สิ่งที่ข้าอยากให้ท่านทำคือรับผิดชอบเรื่องราวทั้งหมดด้วย” น่าแปลกนักที่เจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เอ่ยเรียกเจ้าภูแสนผู้เป็นบุตรชายว่าท่าน! เจ้าภูแสนมองหน้าพระเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์ผู้เป็นพระราชบิดาด้วยแววตาไม่เข้าใจ
“รับผิดชอบ?เรื่องใด?” เจ้าภูแสนถามเสียงหนักเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์เดินอ้อมแท่นบรรทมของเจ้าภูแสนสองมือไพล่หลังสายตาที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจบัดนี้จ้องหน้าเจ้าภูแสนด้วยสายตาจริงจัง
“การแต่งงานที่เมืองเชียงภูแสนและเมืองบัวแสนเคยเจรจาตกลงกันไว้เจ้านางดาราสายกับเจ้าภูแสน ข้าไม่อยากได้ขึ้นชื่อว่าผิดสัจจะกับใคร...!” เมื่อเจ้าหลวงแสนยาศักดิ์พูดมาถึงตรงนี้เจ้าภูแสนก็ตาวาววับดุดันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดพลางปรายตามองไปยังประตูห้องของตนเองรับรู้ได้ว่า... มีคนแอบฟัง!