# ตอนที่ 7 ดอกเบี้ยของคนเป็
เ้าถิ่นของท่าใต้ไม่ส่งจดหมายเตือนครั้งที่สอง
พวกมันส่งคนมาแทน
เรย์เห็นสองคนนั้นั้แ่ยังอยู่ปลายทางเดินเชื่อมด้านนอกอู่ของบราม ชายคนหนึ่งสูงผอมเหมือนเสาเหล็กคด สวมเสื้อโค้ตกันฝุ่นสีดำสนิมที่ตัดชายเสื้อให้สั้นกว่าปกติเพื่อไม่ให้เกะกะเวลาชักอาวุธ อีกคนตัวหนากว่า ไหล่กว้างเหมือนเกิดมาเพื่อยืนขวางประตูคนอื่นทั้งชีวิต แผ่นเกราะอกของเขามีรอยตรึงตราสัญลักษณ์กลุ่มท่าใต้แบบหยาบๆ เป็รูปเขี้ยวสามแฉกที่ใครในสแครปเฮเวนก็จำได้
ถ้าเห็นสัญลักษณ์นี้อยู่บนกระดาษ มันหมายถึงค่าธรรมเนียม
ถ้าเห็นอยู่บนหน้าอกคน มันหมายถึงปัญหาที่คุยกันรู้เื่ยากขึ้นมาก
บรามเงยหน้าจากแท่นซ่อมทันทีที่เห็นพวกมันเดินเข้ามา “ฉันไม่รับแขกไม่ได้เชิญ”
ชายผอมยิ้มมุมปากบางๆ แบบที่ไม่เคยไปถึงดวงตา “พวกเราไม่ได้มาในฐานะแขก”
“เห็นชัด” บรามตอบ
เรย์วางประแจที่กำลังช่วยบรามถือไว้ลงช้าๆ ขาขวายังตึงจากงานถังเชื้อเพลิงเมื่อวาน เขาไม่แสดงอาการให้ชัด แต่รู้ดีว่าถ้าเกิดเื่ต้องวิ่งจริง เขาจะวิ่งได้ไม่ดีนัก และพวกตรงหน้าก็มีสายตาแบบคนชอบนับจุดอ่อนก่อนนับหัวคน
ชายตัวหนายกแพดข้อมูลขึ้นฉายบันทึกหนี้กลางอากาศเป็แถบสีแดงสามบรรทัด
`ค่าจอดคงเหลือ`
`ค่าธรรมเนียมเขตอิทธิพล`
`ดอกปรับทบเพิ่มจากการค้างเกินกำหนด`
ตัวเลขท้ายบรรทัดทำให้มุมปากเรย์กระตุกเอง
หนี้ไม่เคยรอให้คนตั้งหลัก
มันโตระหว่างที่คนกำลังพยายามหายใจเสมอ
“สองวันก่อนยอดยังไม่เท่านี้” เรย์พูด
ชายผอมยักไหล่ “เวลาบนคาร์คัสแพง”
บรามหัวเราะหึ “เหมือนความหน้าด้านของพวกแก”
อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเสียสีหน้า “ถ้าอยากเรียกแบบนั้นก็ได้ เราเองก็เรียกมันว่าค่าดูแลความเรียบร้อยของท่า”
“เรียบร้อยจนคนต้องจ่ายก่อนค่อยได้รับสิทธิ์ไม่โดนถอดยานสินะ” เรย์ว่า
ชายผอมหันมามองเขาตรงๆ เป็ครั้งแรก “ดี ฉันชอบเวลาลูกหนี้ยังมีแรงประชด แปลว่ายังมีแรงหาเงิน”
คนตัวหนากดขยายข้อมูลอีกหน้าเป็รายการค่าปรับยิบย่อยที่ทำให้แม้แต่บรามยังสบถเบาๆ
- ค่าค้างเขตทางเดินเชื่อมฝั่งใต้: `90`
- ค่าดูแลพื้นที่แท่นซ่อมชั่วคราว: `60`
- ค่าประกันความวุ่นวายจากข่าวลือภารกิจล้มเหลว: `110`
- ดอกเบี้ยสะสมรายวัน: `85`
“ค่าประกันความวุ่นวาย?” บรามทวนช้าๆ “พวกแกแม่งตั้งชื่อใหม่เก่งกว่าช่างการตลาดอีก”
ชายผอมยิ้มบางลง “ถ้าข่าวลือรอบยานใครทำให้ลูกค้าท่าใ ค่าใช้จ่ายย่อมเกิดขึ้น”
เรย์มองหน้ามันเขม็ง “ข่าวลือเื่ผมกลายเป็ของคิดเงินด้วยหรือ”
“ทุกอย่างกลายเป็ของคิดเงินได้ ถ้าคนถูกบีบอยู่ถูกที่พอ” อีกฝ่ายตอบเรียบ
มันไม่ใช่คำขู่แบบคนอยากชนะปาก
มันเป็คำอธิบายแบบระบบล้วนๆ
และนั่นทำให้เกลียดมากกว่าเดิม
“สรุปมาเลย” บรามตัดบท “วันนี้พวกแกจะเอาอะไร”
ชายตัวหนาเป็คนตอบครั้งแรก เสียงของเขาหนักเหมือนของแข็งตกพื้น “หนึ่งพันเครดิตวันนี้ หรือหลักประกัน”
เรย์หัวเราะออกมาเสียงแห้ง “ถ้าผมมีพันเครดิตวันนี้ พวกคุณจะไม่ใช่คนแรกที่ได้เห็น”
“งั้นก็หลักประกัน” ชายผอมพูดต่อทันที “อุปกรณ์, สิทธิ์ใช้ทางลง, ข้อมูลพิกัด, หรือของที่พอมีมูลค่าเทียบแทน”
คำสุดท้ายของมันทำให้ทั้งอู่เย็นลงเล็กน้อยโดยไม่ต้องขึ้นเสียงเลยแม้แต่นิดเดียว
บรามก้าวออกมายืนหน้าเรย์มากขึ้น “แร็กพิกาไม่ใช่ของค้ำของพวกแก”
“ถ้ายอดยังวิ่งอยู่ทุกวัน เดี๋ยวมันก็เป็” ชายผอมตอบ
เรย์รู้ว่าถ้าปล่อยให้บรามชนกับพวกนี้ตรงๆ วันนี้อาจไม่ถึงขั้นยิงกันกลางอู่ แต่เื่จะยิ่งแย่ขึ้นแน่ บนคาร์คัส การดื้อกับเ้าถิ่นทำได้ ถ้ามีเงิน มีพวก หรือมีอะไรที่อีกฝ่ายอยากได้มากพอจะเกรงใจ
ตอนนี้เขามีไม่ครบสักอย่าง
“ผมให้เวลาไม่ได้หรือ” เรย์ถาม
“เราให้เวลาอยู่แล้ว” ชายตัวหนาตอบ “ตอนนี้เรามาเก็บค่าของเวลานั้น”
เรย์เกลียดวิธีที่ทุกคนบนคาร์คัสพูดเื่เวลาราวกับมันเป็แร่หายากที่ขุดขายได้ตามกิโล
บรามหันมามองเขาแวบหนึ่ง ดวงตาคนแก่ส่งคำเตือนชัดพอว่าอย่าเสนออะไรโง่ๆ แต่เรย์ก็เริ่มคิดไปแล้ว เพราะนี่คือสิ่งที่คนจนทำ พวกเขาไม่ได้เลือกทางดี พวกเขาเลือกแค่ทางที่ยังไม่ตายเดี๋ยวนั้น
“ถ้าผมจ่ายสามร้อยตอนนี้” เขาพูดช้าๆ “แล้วอีกสามร้อยภายในสองวัน”
บรามสูดลมหายใจแรง
ชายผอมหัวเราะเบาๆ “น่ารักดี แต่ไม่พอซื้อความสนใจของเรา”
“งั้นเอาอุปกรณ์แทนบางส่วน” เรย์กัดต่อ “แขนกลเสริมเก่าของผมยัง—”
“เรย์” บรามหักเสียงต่ำทันที
แต่มันสายไปแล้ว ชายตัวหนาหันไปมองแขนกลเสริมอะไหล่กองหนึ่งข้างผนังอู่พร้อมแววตาแบบคนเพิ่งเห็นราคาบางอย่างในห้อง
เรย์สบถในใจ
คนจนอีกอย่างคือ บางครั้งพวกเขาเปิดไพ่เพราะอยากอยู่รอดอีกวัน แล้วค่อยนึกได้ทีหลังว่าบางไพ่ควรเก็บไว้จนตาย
ชายผอมเดินเข้าไปใกล้กองอะไหล่หนึ่งก้าว “แขนกลเสริมเก่านั่นใช้งานได้?”
บรามตอบทันที “ไม่”
“งั้นก็ไม่มีค่า” อีกฝ่ายว่า แต่สายตายังไม่ละจากกองนั้น “น่าเสียดาย”
เรย์ตัดสินใจในเสี้ยววินาที “ผมให้สามร้อยตอนนี้ แล้วอีกสองวันพวกคุณค่อยมาเก็บที่เหลือ ถ้าผมหนีค่อยยึดของ”
ชายผอมหันกลับมามองหน้าเขา “นายคิดว่าตัวเองยังมีเครดิตในคำพูดอยู่หรือ”
คำถามนั้นแรงกว่าคำด่า เพราะมันไม่ใช่การดูถูกเฉยๆ มันคือการหยิบสภาพจริงของเขามาวางตรงกลางพื้น
เรย์คงมีสิทธิ์ถือเครดิตในคำพูดมากกว่านี้ ถ้าทั้งท่าไม่ได้มองว่าเขาคือคนที่กลับมาคนเดียวจากแบล็คเรล
บรามเปิดปากเหมือนจะไล่คนทั้งคู่ แต่เรย์ยกมือขึ้นก่อนเล็กน้อย “แล้วถ้าผมให้ของอย่างอื่นเป็มัดจำ”
ชายตัวหนาชำเลืองมองถุงเครื่องมือใกล้โต๊ะกลาง
ลมหายใจเรย์สะดุด เขารู้ทันทีว่าคำว่า `ของอย่างอื่น` ตอนนี้อันตรายแค่ไหน หลังจากเื่ของฮาร์ค เขาไม่อยากให้สายตาคู่นี้อยู่ในอู่แม้แต่วินาทีเดียวแล้ว
ลูเมนพูดขึ้นจากลำโพงหลักอย่างเรียบเฉียบเกินธรรมชาติ “ไม่แนะนำให้เปิดเผยรายการสินทรัพย์เพิ่มเติมต่อบุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง”
ชายผอมเงยหน้ามองลำโพงด้วยความสนใจจริงเป็ครั้งแรก “น่าสนใจ”
บรามหันขวับไปทางยาน “เงียบไปเลย”
แต่ความเสียหายเกิดแล้วอีกครั้ง ดวงตาของทั้งสองคนนั้นเปลี่ยนไปนิดเดียว ทว่านิดเดียวที่คนอย่างเรย์จับได้ พวกมันเริ่มชั่งน้ำหนักแร็กพิกาไม่ใช่แค่ในฐานะยานมีหนี้ แต่ในฐานะสิ่งที่อาจมีอะไรซ่อนอยู่ข้างในมากกว่าที่เห็น
ชายผอมเก็บแพดลงช้าๆ “เอาแบบนี้” เขาพูด “เราจะให้เวลาอีกหนึ่งวัน”
บรามแค่นเสียง “ใจดีชิบหาย”
“หนึ่งวัน” อีกฝ่ายย้ำโดยไม่สนใจ “แต่พรุ่งนี้ตอนค่ำ เราจะเอาอย่างน้อยห้าร้อยเครดิต หรือของที่เลือกเองหนึ่งชิ้น”
“เลือกเอง?” เรย์ทวน
“ใช่” มันยิ้มเล็กๆ “เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี”
ความสัมพันธ์อันดีของเ้าถิ่นกับลูกหนี้ คือสิทธิ์ขโมยอย่างสุภาพล่วงหน้า
ชายตัวหนาหันไปมองเรย์อีกครั้ง “แล้วก็มีอีกเื่”
“อะไร”
“หัวหน้าอยากคุย”
ประโยคนั้นทำให้บรามนิ่งไปหนึ่งจังหวะ ซึ่งบนคาร์คัส แปลว่าข่าวนี้แย่กว่าที่ฟังจากถ้อยคำตรงๆ มาก
เรย์ขมวดคิ้ว “หัวหน้าไหน”
ชายผอมยิ้ม “คนที่นายไม่อยากทำให้เสียเวลา”
“ฉันไม่มีเวลาให้ใครทั้งนั้น”
“แต่นายมีหนี้” อีกฝ่ายตอบ “บางครั้งแค่นั้นก็มากพอให้นายไม่มีสิทธิ์จัดชีวิตตัวเองแล้ว”
พวกมันเดินกลับออกไปโดยไม่รอฟังคำตอบใดๆ เหมือนรู้ว่าไม่จำเป็ต้องรอ ประตูอู่ยังไม่ทันปิดสนิท บรามก็ปาดมือแรงๆ ใส่กองน็อตบนโต๊ะจนมันกระเด็นดังกราวไปคนละทิศ
“ชิบหาย” คนแก่คำราม “ถ้าพวกท่าใต้จะเอาแกขึ้นไปคุยเอง แปลว่ามันเริ่มเห็นกลิ่นอะไรสักอย่าง”
เรย์นั่งลงช้าๆ บนกล่องเหล็กข้างกำแพง เขารู้สึกเหมือนทั้งตัวถูกรีดเอาความร้อนออกไปจนเหลือแต่ความเหนื่อยแห้งๆ “ผมก็เริ่มเห็นแล้วว่ากลิ่นนั้นแพงขึ้นทุกวัน”
บรามหันมามอง “คืนนี้แกไม่ออกไปไหนคนเดียว”
“นั่นช่วยอะไร”
“ช่วยให้ถ้าแกทำเื่โง่ๆ ฉันได้เห็นทัน”
เรย์เกือบสวนกลับ แต่สุดท้ายก็แค่พ่นลมหายใจ เขารู้ว่าบรามไม่ได้พูดเกินจริงนัก ตอนนี้เขาเองก็ไม่ไว้ใจตัวเองเต็มร้อยเหมือนกัน โดยเฉพาะหลังผ่านสองสามวันที่โลกทั้งใบทำหน้าที่เหมือนคีมหนีบเขาให้แคบลงทุกที
่บ่ายคล้อย เขาออกไปซื้อฟิวส์ข้อเข่าราคาถูกกว่ามาตรฐานหนึ่งระดับจากร้านอะไหล่แถวในพร้อมบราม เพราะของเดิมไหม้และไม่มีทางลงงานอะไรต่อได้หากยังปล่อยไว้ ขากลับพวกเขาเลี่ยงทางหลักเพื่อตัดผ่านซอยบริการหลังตลาด ที่นั่นเงียบกว่าด้านหน้าเพราะมีแต่ท่อระบาย ไอร้อน และประตูเหล็กหลังร้านที่คนเปิดเฉพาะเวลาจะทิ้งของหรือซ่อนอะไรบางอย่างจากสายตาคนปกติ
ระหว่างเดิน เรย์ได้ยินเสียงบางอย่างจากสุดซอยก่อนเห็นภาพ
เสียงเด็กผู้ชายะโสั้นๆ ด้วยความใ
เสียงคนโตด่าคำหยาบ
และเสียงโลหะบางอย่างกระแทกพื้น
พอเลี้ยวมุม เขาก็เห็นต้นเหตุทันที
เด็กส่งของสองคนกำลังพยายามยกรถเข็นแม่เหล็กคันเล็กที่ล้อค้างอยู่กับฝาท่อ หนึ่งในนั้นน่าจะอายุไม่เกินสิบสาม ใบหน้าเกร็งเพราะกลัวของในรถเข็นหล่น อีกคนอายุมากกว่านิดหน่อยกำลังดึงด้ามรถสุดแรง ข้างๆ พวกเขามีชายร่างใหญ่ในเสื้อกั๊กโกดังยืนด่าอยู่ มือถือแท่งช็อตสั้นเคาะฝ่ามือตัวเองเป็จังหวะ
“ทำของฉันหล่นเมื่อไหร่ ฉันหักจากค่ารอบทั้งอาทิตย์ของพวกแก” มันว่า “เร็วสิวะ”
เด็กเล็กกว่าพยายามงัดล้อขึ้นจนหน้าแดงจัด แต่รถเข็นขยับเพียงนิดเดียว ก่อนจะไถลกลับและเกือบล้มทับขาเขาเอง
เรย์ชะงัก
ไม่ใช่เพราะภาพนี้ใหญ่โตอะไร
ตรงกันข้าม มันเล็กมาก เล็กเกินไปด้วยซ้ำ เป็แค่เื่สกปรกธรรมดาในซอยหลังตลาด เป็เื่ที่ปกติแล้วคนอย่างเขาอาจเดินเข้าไปช่วยยกรถเข็นหนึ่งที พูดแทรกสองประโยค แล้วก็จบ ไม่มีใครตาย ไม่มีวิหาร ไม่มีของโบราณ ไม่มีสัญญาณชีพดับ
แต่ร่างกายเขากลับทำในสิ่งที่ไม่เคยทำในวันนั้น
มันหยุดก่อน
สมองไม่เห็นแค่เด็กกับรถเข็น
มันเห็นจังหวะค้างเสี้ยววินาที
เห็นความเป็ไปได้หลายทางพร้อมกัน
ถ้าเข้าไป ชายคนนั้นอาจชักแท่งช็อตขึ้นมา
ถ้าเข้าไปแล้วยื้อ เข่าอาจรับไม่ไหว
ถ้าเื่บานปลาย ตำแหน่งเขาตอนนี้ก็อยู่ในซอยแคบ ไม่มีที่วิ่ง ไม่มีที่หลบ
ถ้าเข้าไปแล้วเกิดพลาดขึ้นมาอีกล่ะ
บรามมองเขาแวบหนึ่ง เขาคงเห็นทุกอย่างบนหน้าเรย์ชัดพอ จึงไม่ได้เร่ง ไม่ได้ผลัก เขาเพียงยืนรอเหมือนรู้ว่าบางครั้งคำถามที่ยากที่สุดไม่ใช่ `ช่วยไหม` แต่เป็ `ยังเชื่อว่าตัวเองควรยื่นมืออยู่ไหม`
เด็กคนนั้นพยายามยกรถอีกครั้ง แล้วร้องโอ๊ยเบาๆ เมื่อล้อกระแทกกลับใส่นิ้วตัวเอง
เรย์ขยับเท้าไปข้างหน้าเพียงนิดเดียว
แล้วหยุด
ชายกั๊กโกดังหันมาเห็นพวกเขา “มีอะไรก็มองห่างๆ” มันตะคอก “ไม่ใช่เื่ของพวกแก”
เรย์รู้ว่าเขาควรพูดอะไรสักอย่าง แค่อะไรก็ได้ให้โลกขยับกลับไปทางเดิมนิดหนึ่ง
แต่สุดท้ายคำที่ออกจากปากเขากลับเป็ประโยคที่เบาและต่ำเกินกว่าตัวเองจะภูมิใจ
“ไปกันเถอะ”
เขาพูดกับบราม
ไม่ใช่กับเด็ก
ไม่ใช่กับคนรังแก
กับบราม
คนแก่ไม่ตอบทันที เขามองหน้าเรย์อยู่วินาทีหนึ่งที่ยาวพอจะทำให้เรย์รู้ว่าตัวเองเพิ่งทำอะไรลงไป แล้วบรามก็พยักหน้าเพียงครั้งเดียวก่อนเดินต่อ
พวกเขาเดินผ่านซอยนั้นไปโดยมีเสียงด่ากับเสียงล้อครูดพื้นตามหลังมา
ทุกก้าวหลังจากนั้นหนักขึ้นกว่าตอนเดินเข้าซอยมากนัก ทั้งที่ไม่มีใครรั้งข้อเท้าเขาไว้เลย
เรย์ไม่หันกลับไปมอง
นั่นแย่ที่สุด
เพราะมันแปลว่าเขารู้ว่าถ้าหัน เขาอาจยังเปลี่ยนใจได้
แต่เขาเลือกไม่ให้โอกาสตัวเองแม้แต่นั้น
พอพ้นซอยมาได้สอง่ทางเดิน บรามก็พูดขึ้นโดยยังมองตรง “เจ็บขาหรือ”
เรย์รู้ดีว่านั่นไม่ใช่คำถามเื่ขาอย่างเดียว “นิดหน่อย”
“กลัวจะบานปลาย?”
“ใช่”
บรามพยักหน้าอีกครั้ง “ก็สมเหตุผล”
คำตอบนั้นไม่ได้ปลอบ มันยิ่งทำให้ท้องเรย์บิด เพราะถ้าคนแก่ด่าเขาตรงๆ อาจง่ายกว่า เขาคงเถียงกลับในหัวได้สักอย่าง แต่คำว่า `สมเหตุผล` ทำให้สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นยิ่งน่าเกลียดขึ้น มันแปลว่าเขาไม่ได้ทำเพราะใจร้าย ไม่ได้ทำเพราะเป็คนเลว เขาทำเพราะประเมินแล้วว่าตัวเองไม่ควรเสี่ยง
เหมือนใครบางคนบนยานของเขาเลย
“ผมเกลียดคำนี้แล้ว” เรย์พึมพำ
บรามหันมามอง “คำไหน”
“สมเหตุผล”
คนแก่เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเรียบ “คนเราบางครั้งก็ต้องเลือกสิ่งสมเหตุผลเพื่อรอด”
“แล้วถ้าเริ่มเลือกบ่อยเข้า จนสุดท้ายเหลือแต่สิ่งสมเหตุผลล่ะ” เรย์ถามกลับ “ตอนนั้นเรายังเป็คนเดิมอยู่ไหม”
บรามไม่มีคำตอบให้ทันที และความไม่มีคำตอบนั้นกลับซื่อสัตย์พอจะทำให้เรย์อยากทรุดนั่งกลางทางเดินขึ้นมาจริงๆ
ตกเย็น มีราคนหนึ่งมาหาที่อู่โดยไม่ส่งข่าวก่อนอีกตามเคย คราวนี้สีหน้าเธอนิ่งกว่าเดิมจนบรามที่เห็นแวบแรกยังชะงัก “อะไรอีก” คนแก่ถามทันที
“ฉันเพิ่งได้ข่าวจากวงในท่าใต้” เธอตอบ “พวกนั้นไม่ได้จะรีดเงินอย่างเดียวแล้ว”
เรย์เงยหน้าจากแผงฟิวส์ที่กำลังประกอบใหม่ “หมายความว่าไง”
มีราวางชิปข้อมูลแผ่นบางลงบนโต๊ะกลาง “มีคนยื่นตัวเลขก้อนหนึ่งให้หัวหน้าท่าใต้เพื่อถามถึงยานนายโดยตรง จำนวนมากพอให้จากเื่หนี้เล็กๆ กลายเป็เื่ที่ควรจับตา”
บรามสบถ “ใครจ่าย”
“ยังไม่รู้ชื่อจริง” เธอตอบ “แต่รูปแบบการจ่ายสะอาดเกินคนแถวนี้ และเร็วเกินกว่าจะเป็แค่ข่าวลือปกติ”
เรย์มองชิปนั้นนิ่งๆ “แล้วหัวหน้าท่าใต้อยากคุยกับผมเพราะหนี้หรือเพราะอยากรู้ว่าผมมีอะไร”
มีราสบตาเขาตรงๆ “ทั้งสองอย่าง”
ลูเมนพูดขึ้นจากลำโพงหลักแทบจะทันที “ข้อเสนอเชิงประสิทธิภาพสูงสุดยังคงเหมือนเดิม การเข้าสู่ทางลงเก่าใต้แบล็คเรลก่อนคู่แข่งยังเป็เส้นทางที่มีโอกาสพลิกสมดุลมากที่สุด”
บรามชี้นิ้วใส่ลำโพง “ทุกครั้งที่แกพูด ฉันยิ่งเข้าใจศาสนาคนทุบเครื่องจักรมากขึ้น”
มีราหันไปมองลำโพงเพียงแวบเดียวแล้วพูดกับเรย์ “แต่ครั้งนี้มันไม่ได้ผิดทั้งหมด”
บรามหันขวับ “อย่าเริ่มอีกคน”
“ฉันไม่ได้บอกให้ลงคืนนี้” มีราตอบ “ฉันบอกว่าโลกกำลังปิดทางเลือกอื่นทีละทาง”
เรย์นั่งเงียบอยู่ตรงนั้น ระหว่างมือมีฟิวส์ข้อเข่าใหม่ราคาถูกกว่ามาตรฐานอยู่ชิ้นหนึ่ง มันเบาจนน่าขัน แต่เหมือนทั้งอาทิตย์นี้ถูกรวมไว้ในมือเขา ถ้าติดมันลงไป เขาจะเดินต่อได้ แต่อาจพังซ้ำเร็วขึ้น ถ้าไม่ติด เขาจะออกไปไหนแทบไม่ได้
ของถูก
เวลาสั้น
ทางเลือกแย่ทุกทาง
ทั้งหมดนี้เป็ภาษาแม่ของคาร์คัส
เขานึกถึงเด็กสองคนนั้นในซอยขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่ได้ตั้งใจ นึกถึงประโยค `ไปกันเถอะ` ที่ยังติดอยู่บนลิ้นเหมือนคราบขม นึกถึงมือที่ตัวเองไม่ได้ยื่นออกไป และความเงียบของบรามที่ไม่ตัดสินตรงๆ เพราะปล่อยให้เขาตัดสินตัวเองแทน
เรย์เงยหน้าช้าๆ มองมีรา มองบราม มองแผงไฟของลูเมน แล้วพูดในที่สุด
“ผมต้องหาเงินก้อนก่อนพรุ่งนี้ค่ำ”
บรามหลับตาหนึ่งครั้งเหมือนปวดหัวกับคำตอบนี้มาล่วงหน้าแล้ว “นั่นไม่ใช่เื่ใหม่”
“แต่ตอนนี้ผมเหลือที่ให้หาน้อยลงทุกที” เรย์ตอบ
มีราพยักหน้าเบาๆ “ฉันจะลองกันข่าวให้ได้อีกนิด แต่ไม่เกินนี้”
ลูเมนกล่าวเรียบ “ฉันสามารถเตรียมเส้นทางลัดสู่แนวทางลงเก่าและคาดการณ์่เวลาที่ความเสี่ยงจากการเฝ้าสังเกตต่ำที่สุดได้”
บรามหันมาทางเรย์ สีหน้าคนแก่ไม่ดุเท่าวันก่อนแล้ว แต่หนักกว่า “คิดให้ดี” เขาพูด “เพราะถ้าก้าวกลับไปตรงนั้นอีก คราวนี้แกจะไม่ได้ลงไปด้วยเหตุผลเดิม”
เรย์กำฟิวส์ชิ้นเล็กในมือแน่นจนขอบมันกดเจ็บเข้าเนื้อ
ใช่
คราวนี้เขาจะไม่ลงไปเพราะแค่อยากได้เงินค่าอะไหล่
ไม่ใช่แค่อยากเอาศพกลับ
ไม่ใช่แค่อยากรู้ว่าลูเมนปิดอะไร
เขาจะลงไปเพราะโลก้ากำลังพิสูจน์ให้เห็นทุกชั่วโมงว่า ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อเฉยๆ วันหนึ่งเขาจะค่อยๆ กลายเป็คนที่ไม่ยื่นมือช่วยใครอีกเลย
และความคิดนั้นน่ากลัวกว่าหลุมซากเสียอีก