ตอนกลางวันเย่ชิงชิงได้กินอาหารพิเศษกับพวกเตียวสู่ รวมถึงเจ้าลูกจิ้งจอกน้อยที่‘หลงเข้ามาอยู่ในฝูง’ ด้วย
นางซูเรียนรู้จากพี่เจียงและคนอื่นๆมามากในช่วงสองปีที่ผ่านมา ฝีมือการทำอาหารก็พัฒนาขึ้นมากนางนำผักป่ามาหั่นละเอียด ใส่ไข่ไก่ป่าและแป้งสาลีลงไป ทำเป็นแผ่นแป้งบางๆทอดให้กรอบนอกนุ่มใน รสชาติสดใหม่เลิศรส!
ไข่ไก่ป่าช่วยปกปิดรสชาติเฝื่อนของผักป่าได้อย่างดีเหลือเพียงความสดชื่นหอมกรุ่น เข้ากันได้ดีกับแกงเนื้อหมูและเห็ดรวมหลายคนจึงกินได้อย่างเอร็ดอร่อย
อาหารป่าเหล่านี้สำหรับมนุษย์แล้วเป็นสิ่งสดใหม่แต่สำหรับเตียวสู่แล้วพวกมันก็ยังชอบของกินจากในมิติมากกว่ายิ่งไปกว่านั้นพวกมันเป็นสัตว์กินเนื้อ
น่าเสียดายที่ในมิติของเย่ชิงชิงมีแต่พืชไม่ได้เลี้ยงสัตว์ชนิดใดนางจึงทำได้เพียงนำมะนาวออกมาย่างปลาและเนื้อให้พวกมันกินเท่านั้น
ด้วยบุญคุณจากปลาหมักหม้อดินทุกสองสามวันจะมีปลาสดๆ ถูกนำมาส่งที่บ้าน หากอยากกินปลาก็สะดวกสบายมากนางนำหมูสามชั้นมาหั่นเป็นชิ้นๆ และนำปลามาผ่าครึ่ง และย่างบนเตาถ่าน
ระหว่างย่างปลานางก็ทาน้ำปรุงรสเรื่อยๆ เพื่อให้เข้าเนื้อบีบน้ำมะนาวเพื่อดับกลิ่นคาวและเพิ่มความหอมเมื่อคำนึงถึงปัญหาทางเดินอาหารของสัตว์ตัวน้อยเหล่านี้ จึงไม่ควรปรุงเค็มเกินไปเย่ชิงชิงจึงไม่ได้ทามากนัก
“ดูเจ้าลูกจิ้งจอกน้อยสิ~” เจ้าตัวน้อยฟันยังอ่อนพยายามฉีกเนื้อย่างอยู่นานก็กัดไม่ขาดนางซูเห็นท่าทางน่ารักของมันแล้วก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
“กินข้าวเสร็จแล้วก็เอาพวกมันไปปล่อยบนภูเขาเถิด” เย่จื้อเฟิงกล่าว“ช่วงบ่ายคนงานประจำจะอยู่กันเต็มไปหมด อย่าให้ใครเห็นแล้วคิดไม่ดี”
เห็นว่าอากาศเริ่มแจ่มใสแล้วช่วงบ่ายจะต้องรีบเก็บเกี่ยวข้าวในไร่ พวกเขายุ่งมากเมื่อชาวบ้านหลายคนรู้ว่าบ้านของพวกเขาเป็นที่โปรดปรานของสัตว์ตัวน้อยแม้แต่จินหลันก็ยังมาถามว่านางจะขอรับเลี้ยงเตียวสู่สักตัวได้หรือไม่
แน่นอนว่าเย่ชิงชิงปฏิเสธแม้ว่าเตียวสู่จะยอมรับอาหารจากนาง แต่นางไม่เคยคิดว่าพวกมันเป็นของนางจึงไม่มีสิทธิ์จะจัดการพวกมันไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ
ในบริเวณเมืองสืออันข้าวเจ้าจะออกรวงปีละสองครั้งเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้นในคราวนี้ก็แทบจะต้องเตรียมเพาะปลูกในฤดูถัดไปทันที
เย่ชิงชิงเสนอว่าตอนนี้นางมีเงินเหลืออยู่บ้าง ลองซื้อที่ดินเพิ่มดีกว่าแล้วในครึ่งปีหลังจะได้เริ่มเพาะปลูกพร้อมกัน
เย่จื้อเฟิงพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม“ข้าได้ยินมาว่าปีหน้าจะมีการใช้นโยบายใหม่ ลดภาษีซื้อที่ดินเพิ่มก็ไม่ขาดทุนหรอก”
“มีเงินซื้อที่ดินก็ไม่ขาดทุนแล้วละแต่บ้านของเรา...แม่กลัวว่ายามหน้าหนาวจะลมกระโชก” นางซูลังเลเล็กน้อย
เดิมทีพวกเขาจ่ายเงินซื้อบ้านเก่าที่ไม่มีเจ้าของหลังนี้จำนวนห้าสิบตำลึงมันเป็นที่พักพิงให้พวกนางแม่ลูกมาสองสามปีแล้วทว่าช่วงนี้บ้านก็เริ่มทรุดโทรมลงเรื่อยๆ
หากต้องการสร้างบ้านอิฐและทาสีขาวต้องใช้เงินจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาได้ซื้อที่ดินของพี่น้องเถี่ยตั้นที่อยู่ติดกันมาแล้วทำให้ลานบ้านมีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้นการสร้างบ้านจึงยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นไปอีก
“ซื้อที่ดินก่อนเถิดเจ้าค่ะท่านแม่” เย่ชิงชิงเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า“ถ้าจะสร้างบ้านใหม่ คงต้องรื้อโรงเรือนและเตาในลานบ้านออกทั้งหมดตอนนี้พวกมันก็ยังดีอยู่ หากทุบทำลายทิ้งไปคงน่าเสียดาย”
ที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวของนางอุตส่าห์เก็บเงินได้หลายร้อยตำลึงควรนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนให้เงินงอกเงย สร้างรายได้ให้มากขึ้น
เย่จื้อเฟิงยังคิดถึงอีกจุดหนึ่ง“คนงานประจำในบ้านเรามีไม่กี่คน แต่ภูเขาเล็กๆนั่นแทบไม่เหลืองานให้ทำ หากว่างงานบ่อยๆ พวกเขายิ่งอยู่นานก็ยิ่งขี้เกียจมีที่ดินเพิ่มให้พวกเขาทำงานก็ดีเหมือนกัน”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เย่ชิงชิงก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว คนงานประจำเหล่านั้นเห็นว่าพวกเขาต่อรองด้วยง่ายจึงมักหัวเราะเฮฮาและไม่ค่อยเชื่อฟังนักในวันปกติก็มักจะมารวมตัวกันและบ่นเป็นส่วนใหญ่ บรรยากาศโดยรวมไม่ดีเอาเสียเลยหากปล่อยไว้นานไปก็คงไม่เป็นผลดี
ทั้งสามคนปรึกษาหารือกันเสร็จสิ้นหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวได้ไม่กี่วันก็ไปหาผู้ใหญ่บ้านที่ดินไม่มีเจ้าของเนื่องจากการเสียชีวิตจากโรคระบาดก่อนหน้านี้ได้ถูกเรียกคืนและบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งการซื้อขายเพิ่มเติมนั้นมีขั้นตอนมากมาย
นางซูมีเงินมากกว่าสามร้อยตำลึงนางซื้อที่ดินสิบกว่าหมู่ในคราวเดียว ฐานะของนางสูงขึ้นเป็นชนชั้นกลางในทันทีสร้างความฮือฮาไปทั่วหมู่บ้าน
“เห็นไหมเล่า! แค่สามปี ซูเหนียงจื่อไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยให้ลูกๆ ต้องอดตายยังเก็บเงินได้มากขนาดนี้อีกด้วย! ภรรยาดีขนาดนี้แต่สกุลเย่กลับไม่รู้จักหวงแหนแย่จริง...”
“นางกว้านซื้อของในหมู่บ้านมากมายไม้เสียบที่บ้านพี่เจียงก็ไม่เคยหยุดทำตลอดทั้งปี ไหนจะพริก ผักกาดขาว ปลาแดงที่ต้องใช้กระสอบบรรจุ ของพวกนี้ทำเงินได้ทั้งนั้น!”
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมารถขนส่งสินค้ามาที่บ้านนางซูบ่อยครั้ง ไม่มีใครสงสัยที่มาของเงินในมือนางอีกแล้วมีคนมากมายที่อิจฉาจนตาร้อนพวกเขาอาจจะไม่มีทางได้เห็นเงินหลายร้อยตำลึงไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้
“คงมีแต่ซูเหนียงจื่อที่ทำได้!” ยายเฉินหลังค่อมชูนิ้วโป้งขึ้นและกล่าวว่า“ด้วยบุญคุณของนาง หัวไชเท้าในไร่ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ออกพวกเราสองผัวเมียขยันปลูกเพิ่มขึ้นอีกหน่อยก็เก็บเงินได้มากกว่าปีที่แล้วตั้งหนึ่งตำลึงเลยนะ!”
“ท่านก็เบาๆ ลงหน่อยเถอะนะ อย่าไปไร่นาบ่อยนักเลย เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหว!”
“คำพูดของยายเฉินมีเหตุผลนะคนในหมู่บ้านต้องพึ่งพาซูเหนียงจื่อมากบ้างน้อยบ้างกันทั้งนั้น”
แม้จะอยู่ไม่ไกลจากเมืองแต่การนำผักไปขายเองก็ไม่ง่ายนัก ชาวบ้านมีอยู่มากมายใครจะขาดแคลนผักสดเหล่านี้กันเล่า?
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาชาวบ้านในหมู่บ้านพากันกล่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวางแม้แต่หมู่บ้านข้างเคียงก็ยังได้ยินชื่อเสียงของนางซู และพากันชื่นชมไม่ขาดปากคนในชนบทไม่มีอะไรให้เป็นเรื่องบันเทิงนัก เพียงแค่มีข่าวลือเล็กๆ น้อยๆก็แพร่กระจายไปทั่ว เหมือนการโยนหินก้อนหนึ่งลงไปในน้ำแล้วเกิดคลื่นหลายระลอกได้แล้ว
เย่เจียอวี้ได้แต่เงียบภรรยาและลูกของเขาเจริญรุ่งเรือง แต่กลับไม่เกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้วนี่คือโชคชะตาที่เล่นตลกหรืออย่างไร
“นายท่านนึกเสียใจอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ?” เถาอวิ๋นเห็นเขายืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างน้ำตาก็ไหลออกมาทันที
“มีอะไรอีก?” เย่เจียอวี้หันกลับมาถามด้วยความรำคาญเล็กน้อย
เถาอวิ๋นกัดฟันไม่พูดนับตั้งแต่ข่าวการซื้อที่ดินของนางซูกระจายไปทั่ว บรรยากาศในบ้านนี้ก็แปลกไปโดยเฉพาะเย่เจียอวี้ผู้นี้!
“เลิกเอาแต่คร่ำครวญทั้งวันจะได้ไหม?” เย่เจียอวี้ส่ายหน้าเขาสะบัดแขนเสื้อแล้วเดินออกไปนอกบ้าน
เอาแต่คร่ำครวญ?นี่เขาเบื่อนางแล้วหรือ! เถาอวิ๋นตะโกนออกไปเสียงดัง “ท่านกลับมานะ!”
เย่เจียอวี้ไม่หันกลับมาเขากำลังหงุดหงิด ทำงานในเมืองก็ต้องทนรับแรงอารมณ์แถมยังใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองได้ไม่เต็มที่เขาก็รู้ว่าตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน จึงไม่ค่อยไปเล่นการพนันแค่เล่นปีละครั้งสองครั้งมันก็ไม่มากเกินไปไม่ใช่หรือ?
พวกผู้หญิงพวกนี้ก็เอาแต่บ่นจุกจิกน่ารำคาญเหลือเกิน