ทวีปใต้กาลอาณาจักรปฐีเร้นลับ
สำนักเซียนโอสถแคว้นเจียง
"โหรวเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่าเ้าหลอมโอสถสามัญชนขั้นสูงได้แล้วหรือ"
ชายชรารูปร่างสูงโปร่งสวมใส่ชุดผ้าไหมสีเทาไร้ลวดลายเขามองศิษย์เอกตรงหน้าอย่างมีความหวัง
"เ้าค่ะอาจารย์ ศิษย์เพิ่งหลอมได้ไม่นานนี้แต่ความบริสุทธิ์ของเม็ดยาทำได้เพียงเจ็ดส่วนเท่านั้นเ้าค่ะ"
อวิ๋นอันโหรวหญิงงามอัจฉริยะของแคว้นเจียงตอบพลางส่งโอสถให้อาจารย์ดู
"อย่าได้ถ่อมตนถึงเพียงนั้นเ้าเพิ่งอายุสิบเก้าทำได้ถึงเพียงนี้นับว่าเหนือกว่าศิษย์คนอื่นมากมายนักศึกประลองแปดสำนักครั้งนี้ เ้าต้องทำให้ได้"
อาจารย์ผู้เฒ่าเอ่ยอย่างคาดหวังเขาไม่ได้้าเป็ที่หนึ่ง เพียงแค่ไม่อยากถูกสำนักอื่นมองข้ามเพียงเท่านั้น
"เ้าค่ะ อาจารย์" อวิ๋นอันโหรวพยักหน้าอย่างให้คำมั่น
"ดี! เหลือเวลาอีกเพียงสามวันเท่านั้น เ้าไปเตรียมตัวเถอะสำนักอื่นน่าจะไปถึงกันแล้ว" อาจารย์ชรากล่าวจบก็หายตัวไป
จวนอัครมหาเสนาบดีกู้
กู้เหลียนหลินผลักประตูเรือนใหญ่ออกก่อนจะก้าวเข้าไปอย่างไม่สนใจมารยาท นางกวาดสายตามองไปยังห้องใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นยาสมุนไพร เห็นมารดานอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียงนางยกยิ้มมุมปากอย่างพอใจ
"ท่านแม่ อีกสามวันลูกจะต้องเข้าประลองศึกแปดสำนักแล้วหวังว่าท่านแม่จะไม่สร้างความลำบากใจให้ลูกนะเ้าคะ"กู้เหลียนหลินเหยียดยิ้มก่อนจะนั่งลงข้างเตียง
"จะเ้า ออกไป ออกไป!" กู้ฮูหยินแค่นเสียงเอ่ยอย่างยากลำบากก่อนนางจะปัดมือหมายจะผลักบุตรสาว
"ท่านแม่ เป็ท่านเองที่ผิดนะเ้าคะ หากข้าทำสำเร็จในวันข้างหน้าสกุลจางและสกุลกู้ย่อมได้รับผลดี ท่านเองก็จะได้มีหน้ามีตามั่นคงมากขึ้น เื่นี้ดีกับทุกฝ่ายเหตุใดท่านต้องลอบทำร้ายข้าด้วยเล่า" กู้เหลียนหลินเอ่ยเสียงเย็นแววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างฉับพลัน
"เ้ามันคนสารเลว! ไม่คู่ควรกับองค์รัชทายาท ข้าไม่มีวันสนับสนุนเ้าแผ่นดินนี้จะให้คนเช่นเ้าปกครองอย่างนั้นหรือ เ้ามันช่างไร้ค่าเพ้อฝันสิ้นดี!" กู้ฮูหยินตวาดเสียงดัง นางเค้นกำลังที่มีโต้ตอบกู้เหลียนหลินจนใบหน้าขึ้นสี
"เช่นนั้น ท่านก็รอดูความย่อยยับของตระกูลจางแล้วกัน ต่อให้ไม่มีท่าน ท่านพ่อย่อมช่วยข้าอยู่ดี"กู้เหลียนหลินสะบัดมือเพียงครั้ง กู้ฮูหยินก็หมดสติไปอีกรอบนางยืนมองร่างแบบบางด้วยสายตาว่างเปล่า
"เ้าดูแลนางไว้อย่าให้นางตายก่อนข้าจะได้รับแต่งตั้งเป็พระคู่หมั้น"
กู้เหลียนหลินสั่งสาวใช้ที่นางจัดหามาให้ดูแลกู้ฮูหยิน ก่อนจะเดินออกไปอย่างรวดเร็วสถานะบุตรีฮูหยินเอกอัครมหาเสนาบดีกู้ ย่อมมีผลกับการคัดเลือกพระชายาองค์รัชทายาทเพราะฉะนั้น กู้ฮูหยินยังจำเป็ต้องมีชีวิตอยู่
เวทีประลองยุทธ์ขนาดใหญ่มีผู้ชมรอบข้างขอบสนามเนืองแน่นชาวบ้านต่างมารอชมการต่อสู้ของเหล่าอัจฉริยะจนแน่นขนัด
ผู้าุโทั้งสิบหกคนเป็ตัวแทนจากแปดสำนักก้าวนำลูกศิษย์ไปยังตำแหน่งของแต่ละสำนักบนเวทีมีชายาุโสองท่านจากราชวงศ์ยืนรออยู่แล้วพวกเขาทำหน้าที่เป็ผู้ดำเนินรายการการประลองครั้งนี้
แปดสำนักนั่งตามตำแหน่งเริ่มจากสำนักเทพกระบี่ มากกว่าครึ่งสำนักเป็ชายทั้งหมด สำนักอัคคีโลกันตร์กว่าครึ่งสำนักเป็ชายเช่นกันตำหนักเหมันต์และสำนักบุปผาไร้เงาที่มีเพียงศิษย์หญิงล้วนสำนักเซียนโอสถแม้มีศิษย์เพียงหยิบมือ แต่นับว่าเป็เหล่าบัณฑิตทรงภูมิมากความรู้เพราะการคัดเลือกในแต่ละปีล้วนเข้มงวดกว่าสำนักอื่นมากนัก ถัดมาเป็สำนักอักษร สำนักไท่ซานและสำนักล่าอสูรที่โดดเด่นเห็นจะเป็สำนักอักษรที่ใครต่างก็อยากเข้าวิชาที่พวกเขาได้รับการถ่ายทอดมานี้ล้วนเป็วิชาเวทอักขระที่สำคัญลือกันว่าการเข้าเป็ศิษย์นับว่ายากยิ่ง
แน่นอนว่านอกจากการประลองเพื่อกระชับไมตรีแล้วเหล่าศิษย์ทั้งหลายยังใช้โอกาสนี้ในการเลือกคู่หมายอีกด้วยเป็ที่แน่นอนว่าสตรีควรค่าจากสำนักเซียนโอสถสำนักบุปผาไร้เงาและตำหนักเหมันต์ย่อมเป็ที่จับตามองของเหล่าบุรุษ
"ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้เกียรติมางานประลองไมตรีระหว่างแปดสำนัก เช่นเคยข้าน้อยฉีเฟิ่งและลั่วเฉิงจะทำหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยของทุกท่านขอบคุณผู้าุโจากสำนักอักษรและสำนักไท่ซานที่กางค่ายกลอักขระป้องกันผู้คนแห่งนี้ลำดับต่อไป ให้ตัวแทนแต่ละสำนักที่อายุไม่เกินยี่สิบปีจับฉลากเลือกคู่ประลอง" ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนฉีเฟิ่ง กล่าวนำเปิดการประลองอย่างเป็ทางการ
สตรีร่างแบบบางในชุดสีฟ้าอ่อนตัดเย็บประณีตสวมหมวกเหวยเม่า[8]ใบโตมีผ้าคลุมโปร่งสีขาวรอบด้านนางยกนิ้วมือลูบไล้กำไลสีขาวในข้อมืออีกข้างอย่างอ่อนโยนเยว่ช่างม่านมองไปยังเวทีประลองอย่างสนใจงูขาวตัวน้อยที่บัดนี้เลื้อยรัดข้อมือของนายสาว หากไม่สังเกตดีๆคงนึกว่าเป็กำไลหยกสีขาวทั่วไป
แปดสำนักส่งตัวแทนออกมาตามการคาดการณ์อัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งแปดมีความโดดเด่นั้แ่เด็ก ถูกขานชื่อตามลำดับการประลองเชื่อมไมตรีเป็การประลองเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแปดสำนักภายในแคว้นเจียงเท่านั้นมิอาจต่อสู้กันเพื่อเอาชีวิตอีกฝ่ายได้
กู้เหลียนหลินสำนักบุปผาไร้เงา อายุสิบเจ็ดปี ระดับพลังยุทธ์ หลอมิญญาขั้นกลาง ระดับหลอมโอสถสามัญชนขั้นกลาง เพียงได้ยินความสามารถของนางก็เกิดเสียงฮือฮาทั่วทั้งขอบสนามด้วยอายุเพียงสิบเจ็ดปีของคุณหนูกู้เหลียนหลินนั้น นับว่าโดดเด่นไม่เป็รองผู้ใดหญิงงามมากวรยุทธ์ในชุดสีขาวบริสุทธิ์เยื้องย่างก้าวขึ้นเวทีประลองอย่างมั่นใจรอยยิ้มอ่อนหวานถูกประดับเป็เอกลักษณ์สะกดผู้มองให้เคลิบเคลิ้มจนลืมหายใจไปชั่วขณะ
กู้เหลียนหลินยามนี้ไม่สนใจมองผู้ใดนอกจากบุรุษร่างสูงใบหน้าหล่อเหลาเ็าแต่งกายสูงศักดิ์บ่งบอกสถานะทางสังคมที่สูงส่งกว่าผู้ใดองค์รัชทายาทเจียงเว่ยหลงประทับอยู่กับเหล่าสหายในฝั่งสำนักเทพกระบี่
"ดูท่า นางจะมีใจให้เ้าไม่น้อยเลยนะ องค์รัชทายาทเจียงเว่ยหลง"อวิ๋นโม่หยางว่าพลางขยิบตาให้สหายสูงศักดิ์ของตนอย่างขบขัน
"ข้าไม่ได้ชอบนางสักนิด น่ารำคาญนัก" เจียงเว่ยหลงสบตาอวิ๋นโม่หยางอย่างหงุดหงิดสหายรูปงามบุตรชายคนโตของแม่ทัพอวิ๋น อวิ๋นโม่หยางผู้นี้ขี้เล่นเป็นิสัย
"โม่หยาง เ้าเลิกล้อเว่ยหลงได้แล้วหากไม่เป็เพราะน้องสาวเ้าเป็คู่หมั้นเว่ยหลงล่ะก็เ้าได้ลงไปนอนกับพื้นแล้ว" คุณชายไป๋ฟงหยางคลี่พัด โบกพัดให้กับตนเองเบาๆด้วยเรือนผมสีขาว ดวงตาสีน้ำตาลทองคมรีดุจเหยี่ยวและรูปลักษณ์บุรุษเต็มวัยทำให้ไป๋ฟงหยางโดดเด่นเหนือใคร
สามบุรุษจากสำนักเทพกระบี่ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดนอกจากกลุ่มเดียวกัน โดยปกติ พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมงานประลองกระชับมิตรภายในแคว้นเพราะวรยุทธ์ที่สูงกว่าผู้อื่น จึงมักเป็ตัวแทนในการประลองต่างแคว้นเสียมากกว่า
หากแต่วันนี้อวิ๋นอันโหรวน้องสาวของสหายและพระคู่หมั้นขององค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ลงประลองด้วยพวกเขาจึงได้ถือโอกาสมารวมตัวกันเพียงเท่านั้นแต่เพียงเท่านี้ก็เรียกความสนใจจากเหล่าสตรีได้มากเลยทีเดียวต่างแห่แหนพากันมามุงเต็มขอบสนาม
อวิ๋นอันโหรวอายุสิบเก้าปี สำนักเซียนโอสถ ระดับพลังหลอมิญญาขั้นกลาง ระดับหลอมโอสถสามัญชนขั้นสูงคุณสมบัติของอวิ๋นอันโหรวเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยไปกว่าคุณหนูกู้เหลียนหลินเลยสักนิดหญิงงามที่นอกจากชาติตระกูลสูงส่งเป็ถึงบุตรีท่านแม่ทัพอวิ๋นทั้งทักษะวิชาหลอมโอสถก็โดดเด่นจึงเป็จุดสนใจได้ไม่ยาก
หยูจื่อรั่วอายุสิบเก้าปีย่างยี่สิบ ตำหนักเหมันต์ ระดับพลังหลอมิญญาขั้นสูง ระดับหลอมโอสถสามัญชนขั้นต้น คุณหนูหยูจื่อรั่วแห่งสกุลหยู หญิงงามใบหน้าเ็าประดุจน้ำแข็ง สตรีที่ไม่เคยยิ้มให้กับผู้ใดนางก้าวเดินขึ้นเวทีประลองอย่างเฉยเมย แม้นางจะไม่สนใจผู้ใดนักกระนั้นความงามโดดเด่นของนางก็ดึงดูดผู้คนได้อยู่ดีด้วยผิวที่ขาวราวหิมะสะท้อนแสงอาทิตย์ยามตกกระทบทำให้นางดูคล้ายเทพธิดาบนแดนสรวงเสียมากกว่า
เกาฉีอายุยี่สิบปี สำนักล่าอสูร ระดับพลังหลอมิญญาขั้นกลาง ระดับหลอมโอสถ ไร้ทักษะคุณชายสกุลเกาดูบอบบางอ่อนแอหากแต่ระดับการล่าสัตวอสูรนับว่าทักษะเป็เลิศไม่ด้อยกว่าผู้ใด
ฉินฟงอายุสิบแปดปี สำนักไท่ซาน ระดับพลังหลอมิญญาขั้นต้น ระดับหลอมโอสถ ไร้ทักษะคุณชายฉินชำนาญด้านค่ายกล
จางชินหลางอายุสิบเก้าปี สำนักเทพกระบี่ ระดับพลังหลอมิญญาขั้นกลาง ระดับหลอมโอสถ ไร้ทักษะคุณชายสกุลจางโดดเด่นเื่การใช้กระบี่ด้วยดวงตาสีฟ้าที่แปลกจากผู้อื่นตัดกับผิวขาวซีดไร้เืผู้คนจึงหวาดกลัวเขาอยู่มากทีเดียว
มู่เหลียนฮวาอายุสิบแปดปี สำนักอักษร ระดับพลังหลอมิญญาขั้นต้น ระดับหลอมโอสถ ไร้ทักษะหญิงรูปร่างอ้วนท่าทางใจดีชำนาญด้านอักขระ
หยางซูหลิงอายุสิบเก้าปี สำนักอัคคีโลกันตร์ ระดับพลังหลอมิญญาขั้นสูง ระดับหลอมโอสถไร้ทักษะ หญิงร่างแบบบางคาดผ้าดำปกปิดใบหน้าครึ่งล่างแต่ก็ไม่อาจบดบังความงามได้ดวงตากลมโต เส้นผมดำขลับ เรือนร่างเย้ายวนนางสวมใส่ผ้าแพรสีแดงสดบางเบาพลิ้วไหวแนบไปกับเรือนร่างทรวงอกที่ใหญ่ล้นมือไหวกระเพื่อมขึ้นลงตามการย่างก้าวยามหญิงสาวก้าวเดินเรียกความสนใจจากบุรุษเพศได้มากทีเดียว
การจับคู่ประลองเริ่มขึ้นแน่นอนว่าในรอบแรกผู้ที่ผ่านการประลองก็เป็สี่สตรีอัจฉริยะ คุณหนูกู้เหลียนหลินคุณหนูอวิ๋นอันโหรว คุณหนูหยูจื่อรั่วและคุณหนูหยางซูหลิงจำต้องประลองกันต่อเพื่อหาผู้ชนะ
"เ้าจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่" กู้เหลียนหลินกระซิบกับสหายสนิทด้วยคู่ต่อไปของนางมีระดับวรยุทธ์ที่สูงกว่า จึงต้องวางแผนให้รอบคอบ
"วางใจเถอะหลินเอ๋อร์ ศึกประลองครั้งนี้เ้าชนะแน่"สหายรูปร่างอ้วนตอบอย่างมั่นใจ ก่อนจะแย้มยิ้มให้กับกู้เหลียนหลิน
"ดี! ใครใช้ให้นางฝีมือเหนือกว่าข้าเล่า"กู้เหลียนหลินเอ่ยเสียงเ็านางหรี่ตามองไปยังคุณหนูหยางซูหลิงอย่างมาดร้าย
"ลำดับต่อไป อวิ๋นอันโหรวจากสำนักเซียนโอสถและหยูจื่อรั่วจากตำหนักเหมันต์"ลั่วเฉิงประกาศใส่พลังปราณในน้ำเสียง ทำให้ผู้คนได้ยินกันอย่างทั่วถึง
เรียกเสียงตื่นเต้นสร้างความครึกครื้นแก่สนามประลองอย่างมาก หนึ่ง คือหญิงดุจธิดาของดวงอาทิตย์ทำให้ผู้คนรู้สึกสงบอบอุ่น อีกหนึ่ง คือหญิงดุจธิดาของดวงจันทร์เยือกเย็นจนผู้คนต้องหวั่นเกรง
หยูจื่อรั่วลอยตัวลงพื้นเวทีการประลองอย่างเบื่อหน่ายสายตาเ็ามองอวิ๋นอันโหรวอย่างไม่ใส่ใจนัก
อวิ๋นอันโหรวที่แย้มยิ้มส่งให้หยูจื่อรั่วถึงกับชะงักค้างไปก่อนจะกระแอมปั้นหน้าเคร่งขรึมมองสบตาหยูจื่อรั่ว
"ตำหนักเหมันต์ให้นางกินน้ำแข็งเข้าไปหรืออย่างไรกัน"อวิ๋นโม่หยางบ่นอย่างหงุดหงิดกับท่าทีของหยูจื่อรั่ว
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างดุเดือดเมื่อสองนางต่างมีทักษะโดดเด่นพอกัน หยูจื่อรั่วมิรอช้านางเปลี่ยนทั้งเวทีให้กลายเป็น้ำแข็ง ก่อนจะดึงอาวุธคู่ใจออกมา สายโซ่สีขาวที่แฝงไปด้วยความเย็นประกอบกับธาตุลมในร่างยิ่งส่งเสริมให้พลังปราณของนางรุนแรงมากกว่าเดิมหยูจื่อรั่วตวัดซัดสายโซ่ตรงเข้าใส่อวิ๋นอันโหรวทันที แววตาไร้ความอ่อนโยนปรานีทำให้ผู้มองถึงกับเย็นะเืไปถึงขั้วหัวใจ
อวิ๋นอันโหรวถอยร่างหลบการโจมตีก่อนจะส่งปราณไปยังพื้นเวทีปรากฏต้นไม้ขนาดใหญ่ผุดขึ้นมาจากเวทีสูงขึ้นไปเป็ฐานให้อวิ๋นอันโหรวยืนเอาไว้ นางส่งเปลวเพลิงลงกับพื้นเพื่อละลายเวทีที่กลายเป็น้ำแข็งเพราะฝีมือของหยูจื่อรั่ว
กระบี่คู่ใจถูกดึงออกมาตั้งรับสายโซ่น้ำแข็งอวิ๋นอันโหรวมิรอช้าใช้พลังลมส่งเสริมเปลวเพลิงให้ลุกลามล้อมกระบี่ละลายสายโซ่ในทันทีก่อนจะฟันกระบี่ตัดอากาศพุ่งตรงไปยังหยูจื่อรั่ว
หยูจื่อรั่วหมุนกายะโถอยหนีการโจมตีนางดึงเอาสายฟ้าอีกหนึ่งธาตุในร่างหลอมรวมกับสายโซ่นางสะบัดโซ่ใส่อวิ๋นอันโหรวอย่างไม่ออมแรง อวิ๋นอันโหรวที่หลบไม่ทันถูกสายโซ่รัดอย่างแ่าก่อนร่างแบบบางจะถูกแผดเผาด้วยสายฟ้า
8.หมวกเหวยเม่าหมวกปีกกว้างมีผ้าคลุมอำพรางใบหน้า