“ข้ามีนามกรว่าหวงเฟยหงบุกเข้ามาเลย!” ฉินจิ่วเกอยกขาขึ้นบนเก้าอี้ สองแขนอ้อมไปใต้หัวเข่า หลังค้อมลงลอบทำท่าเริ่มต้นเพลงเท้าไร้เงา
“เฮอะไอ้เด็กน้อยกล้าล่วงเกินพรรคจอกประกายสิทธิ์เรา ไม่รู้จักที่ตายจริงๆ”ผลักม่อไซ่ถีที่น่าขายหน้าออกด้านข้างอาวุโสใหญ่พรรคจอกประกายสิทธิ์เหิงโหย่วเฉียน (รวยทันตา)สืบเท้าก้าวเดินเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ ลอบโจมตีฉินจิ่วเกอด้วยสภาวะจิต
ฉินจิ่วเกอที่ผ่านดอกพลับพลึงแดงมาแล้วไม่เห็นการโจมตีเหล่านี้ในสายตาเพียงโบกมือก็สะกัดสภาวะจิตนั้นไว้ได้
“คนหนึ่งก็เกาฟู่ส่วย(หล่อเหนือคน) อีกคนหนึ่งก็เหิงโหย่วเฉียน (รวยทันตา) มิน่าเล่าพรรคจอกประกายสิทธิ์เจ้าบ้านช่องใหญ่โตกิจการรุ่งเรืองพวกเราพรรคหลิงเซียวอาศัยในหลืบมุม แน่นอนว่าไม่อาจเทียบเคียงได้แต่พวกเราก็ไม่ใช่ลูกพลับอ่อนนุ่ม มิใช่ใครก็สามารถเข้ามาหักแขนขาคนได้!”
“บัดซบเจ้ามันผู้ร้ายร้องจับเจ้าทุกข์!” สองผู้เสียหายร้องด่าทอ พวกมันถูกคนของพรรคหลิงเซียวทุบตีสองรอบยังถูกรีดค่าเสียหายอีก บากะ!
“งั้นเรอะ? พรรคหลิงเซียวเจ้ามีอันใดยอดเยี่ยมนักหรือมีฝีมืออันใดก็งัดออกมาใช้เถอะ” เกาฟู่ส่วยไม่เห็นพรรคหลิงเซียวอยู่ในสายตาแต่แรก
มันอายุเพียงยี่สิบกว่าปีก็มาสู่ประตูพิสุทธิ์ไพศาลชีวิตนี้ยังเป็นไปได้ว่าเข้าสู่ชั้นกลั่นดวงธาตุก็เป็นได้
พลังฝีมือเช่นนี้ พรสวรรค์ประมาณนี้เกาฟู่ส่วยในพรรคจอกประกายสิทธิ์มิใช่ฉินจิ่วเกอตัวประกอบฉากจะเทียบเทียมได้
“ท่านทั้งสองล้อเล่นแล้วเชิญนั่งแล้วรับชาก่อนเถอะ พวกเราพรรคหลิงเซียวยึดหลักการความสงบ ความรักและผู้คนมาก่อน ไหนเลยจะลงมือทำร้ายคนได้ จากที่ข้าเห็น คงมีความเข้าใจผิดอันใดขึ้น”
เมื่อได้ยินฉินจิ่วเกอกล่าววาจาเหิงโหย่วเฉียนคาดคิดว่าอีกฝ่ายคงถูกตนขู่จนขวัญหาย
ใช่แล้วตนเองเป็นผู้เข้มแข็งชั้นพิสุทธิ์ไพศาลขั้นต้นข่มขู่ขวัญเด็กน้อยปราณสุริยันผู้หนึ่งอีกฝ่ายไม่กลัวจนอุจจาระเล็ดถือว่าเป็นหมื่นวาสนาแล้ว
ที่เหนือคาดคือ พิสุทธิ์ไพศาลขั้นต้นนั้นฉินจิ่วเกอเคยกำจัดทิ้งไปแล้วหนึ่งคนชนชั้นกลั่นดวงธาตุที่เหิงโหย่วเฉียนคิดว่าสูงส่งเกินต้านทานหนักหนาอาวุโสใหญ่ของตนก็ฟาดตายไปอีกหนึ่ง แม้เป็นอาวุโสใหญ่เหมือนกันแต่ห่างชั้นกันคนละหลุม
เพล้ง!
เหิงโหย่วเฉียนเดินมาถึงข้างโต๊ะยกป้านชาขึ้น เขวี้ยงลงกับพื้นอย่างแรง
ถ้วยชาตกลงพื้น พร้อมเสียงแตกดังเพล้งถ้วยก็แหลกเป็นเสี่ยงๆ คว่ำจอกส่งสัญญาณ ทว่าทั่วสี่ทิศแปดทางเงียบงันไร้เสียงปราศจากเงาคนแม้เพียงครึ่งคน
“เจ้าไม่ได้วางกับดักไว้?”เหิงโหย่วเฉียนเอ่ยถามหรือว่าจิตแห่งความละอายของฝ่ายตรงข้ามกลับมาแล้ว?
เกาฟู่ส่วยมองสำรวจไปทั่วสี่ทิศปราศจากเงาดาบประกายขวาน ไร้ซึ่งมีดสั้นทั้งสิบทิศ แปลกประหลาดจริง
“ผู้ใดว่าไม่มี?”ฉินจิ่วเกอถามกลับหนึ่งเท้าเตะโต๊ะล้มไป “ยังไม่ได้ถามเจ้าเลย เพราะเหตุใดอยู่ดีๆขว้างถ้วยชาพรรคเราเสียหายไป?”
ทันทีที่ล้มโต๊ะ คนนับร้อยๆกรูกันเข้ามาในห้องโถงอีกครั้ง ห้อมล้อมไก่งวงทั้งสี่ตัวเอาไว้แน่นหนาทั้งสี่ทิศ เตรียมโรยเครื่องเทศราดซอสทอดน้ำมัน
งานเลี้ยงหงเหมิน อาเคล็ดลับความสำเร็จในยุทธภพคือการทำซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นร้อยรอบฉินจิ่วเกอไหนเลยจะไม่เตรียมกองทหารรับมือสี่คนนี้
แค่คว่ำจอกไม่ถือเป็นการรับประกันง่ายต่อการถูกคนชิงลงมือ ดังนั้นฉินจิ่วเกอเปลี่ยนเป็นคว่ำโต๊ะหมายถึงพลิกสถานการณ์
“เจ้า เจ้ามันชั่วช้าสารเลว!”ม่อไซ่ถีชี้ ยังใช้วิธีการด่าเช่นเดิม
ฉินจิ่วเกอเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิลำพองตบปลายเท้ากับพื้น “เจ้าจะทำอย่างไรกับข้า?”
“เด็กน้อยอวดดี”อาศัยพวกมะเขือเน่าไข่ไก่เหม็นไม่กี่คน ก็คิดล้อมกักข้าไว้ เป็นไปได้หรือ?
เหิงโหย่วเฉียนโคจรพลังฝีมือของตนขึ้นยอดคนชั้นพิสุทธิ์ไพศาลเหินร่างลงมือ พลังวิญญาณกวาดกราดคิดสั่งสอนผู้คนสักหลายคน
ใครจะคาดผ่านไปครึ่งค่อนวันคนในที่นั้นทั้งหมดไม่มีใครรู้สึกผิดปกติอันใดยิ่งมิใช่เพราะถูกพลังอันเหนือชั้นของมันทำให้หวาดหวั่นจนขวัญบิน
เหิงโหย่วเฉียนตะลึงจนโง่งมเราผู้เฒ่าใช้พลังวิญญาณออกถึงแปดส่วน คนพวกนี้อย่างน้อยสมควรกระอักโลหิตบาดเจ็บสาหัสไฉนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย?
ฝีมือของยอดคนพิสุทธิ์ไพศาลมิใช่สิ่งที่ปราณสุริยันจะยกอ้างมาได้หากจะบอกว่าพรรคหลิงเซียวมียอดยุทธ์พิสุทธิ์ไพศาลนับร้อยย่อมเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่ประตูหายนะจึงจะมีคุณสมบัติเช่นนี้
ที่แท้ มีจุดไหนผิดปกติกันแน่?
เหิงโหย่วเฉียนสำรวจคนทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้งประการแรกเจ้าเด็กปากคอเราะร้ายนั่นสามารถตัดออกไปได้เลยต่อให้ตีมันจนตายมันยังไม่ยอมเชื่อว่าวานรน้อยนี้จะเป็นยอดฝีมือ
ผู้ที่สามารถสะกดพลังวิญญาณของมันไว้อย่างง่ายดายอีกฝ่ายย่อมต้องเป็นพิสุทธิ์ไพศาลขั้นกลาง หรือขั้นปลายอย่างน้อยต้องเป็นประมุขพรรคหลิงเซียว
สุดท้ายอาวุโสสองของพรรคหลิงเซียวยอดคนอันดับหนึ่งที่แท้จริงก็ปรากฏในกรอบสายตาของเหิงโหย่วเฉียน
เมื่อมองเห็นอาวุโสสองเหิงโหย่วเฉียนแตกตื่นราวพบพานเทพเซียน มันมองดูอาวุโสสองสำแดงสีหน้าข้าลอยละล่องเหินฟ้ากลับวิมานออกมา นับเป็นวิถียอดยุทธ์อย่างแท้จริง
หนวดเครายาวขาวโพลนริ้วรอยแห่งกาลเวลาเต็มใบหน้า รวมกับอาภรณ์ขาวห่อหุ้มหากออกไปพยากรณ์ทำนายดวงชะตายังสามารถเรียกตนเองเป็นท่านเซียนพยากรณ์ได้
“ขอทราบนามยิ่งใหญ่ของท่านที่นับถือ?”พรรคจอกประกายสิทธิ์เจิดจ้าเฉิดฉายไร้ขอบเขตแต่ในสายตาของยอดคนที่แท้จริง ไม่ถือเป็นอันใดทั้งสิ้น
ว่าไปแล้วเรื่องภายในที่สืบทอดกันมาพรรคเศรษฐีใหม่ไหนเลยจะเทียบพรรคจอกประกายสิทธิ์ย่อมไม่ลึกล้ำเท่าสำนักที่หยั่งรากฝังลึกเช่นประตูหายนะ
“เราผู้เฒ่าคืออาวุโสสองพรรคหลิงเซียวท่านที่นับถือ หากคิดประลองก็ให้ประลองกับศิษย์เอกของพรรคเราเถอะไม่จำเป็นต้องลอบลงไม้ลงมือต่อผู้เยาว์รุ่นหลังกระมัง?”
อาวุโสสองวาจาเปี่ยมบารมีหากมิใช่ยินดีเปิดเผยพลังที่แท้จริง ชนชั้นพิสุทธิ์ไพศาลก็แค่ลมผายหนึ่งเท่านั้น
เหิงโหย่วเฉียนวาบประกายละอายใจขึ้นมันอายุมากกว่าบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์เหล่านี้หลายสิบปีให้เป็นปู่ของพวกมันยังไม่นับเป็นปัญหาใด
ท่านปู่ตีหลานตนเองสมควรเรียกว่าหลักการฟ้าดินกระมัง?
หากอาวุโสสองยังมีใจเมตตาหลงเหลือคงผงกศีรษะค้อมเอว เอ่ยด้วยความเคารพ ท่านปู่ต้องการตีเพิ่มอีกสักคนสองคนหรือไม่
เหิงโหย่วเฉียนไม่กล้ากล่าวเช่นนั้นอาวุโสสองเพียงยืนหยัดเฉยเมยอยู่ที่เดิมก็สร้างแรงกดดันอันกร้าวแกร่งอย่างมหาศาลถึงขั้นเหนือล้ำกว่าประมุขพรรคจอกประกายสิทธิ์อีก
ม่อไซ่ถีชัดเจนว่าไม่อาจสัมผัสถึงรัศมียอดคนของอาวุโสสองได้เรื่องต่อยหมัดเตะเท้าเป็นผู้เยาว์มีเปรียบ ตาแก่นี่อายุปูนนี้ได้แต่กวาดลานวัดแล้วคงมิใช่ยอดฝีมืออันใด “ตาแก่ ไม่เห็นหรือว่าศิษย์ของพวกเจ้าเข้ามารุมพวกเราก่อนน่ะ?”
คิ้วยาวของอาวุโสสองกระตุกคราหนึ่งช่างเถอะ ตนเองเป็นถึงชนชั้นกลั่นดวงธาตุไม่ต้องถึงรอบมันจัดการเด็กน้อยเซ่อซ่าชั้นปราณสุริยันด้วยตนเองยังคงทิ้งไว้ให้ฉินจิ่วเกอเก็บกวาดเถอะ
“พวกมันไม่ได้ลงมือ”อาวุโสสองกล่าวอย่างไม่ยินดี
เหิงโหย่วเฉียนถลึงตาปรามม่อไซ่ถีคราหนึ่งดวงตาเจ้าถูกกระทืบไปแล้วหรือไร ถึงมองไม่เห็นว่าขนาดข้ายังต้องหดหัว?
ที่จริงไม่อาจโทษว่าม่อไซ่ถีได้มันถูกเบื้องสูงเบื้องต่ำของพรรคหลิงเซียวตีจนตาบวมเป่งเหลือเพียงเส้นขีดเล็กๆให้มองได้ แน่นอนว่าต้องมองไม่เห็นท่วงท่าข้ายินยอมเหินลอยละล่องกลับสู่ฟ้าของอาวุโสสองได้
“แล้วพวกมันรุมล้อมพวกเราทำอะไร?”ม่อไซ่ถีซักไซ้เจ้าอ้วนน่าตายยังถือคราดเก้าซี่หรือจะบอกว่าพวกมันคิดช่วยพรรคจอกประกายสิทธิ์ปลูกข้าวโพดกัน?
อาวุโสสองมองดูฉินจิ่วเกอฉินจิ่วเกอต้องกระแอมกระไอออกมาอย่างไม่เป็นธรรมชาติสองคำ
ศิษย์ทั้งหลายเก็บมีดพร้ากระบองกระบี่ในมือลงไปแล้วควักเอาป้ายต้อนรับที่ถูกเตรียมมาเป็นอย่างดีออกมาแทน
ยินดีต้อนรับพรรคจอกประกายสิทธิ์มาเยือนพรรคหลิงเซียวการมาของพรรคจอกประกายสิทธิ์แต่งแต้มสีสันพรรคหลิงเซียวแห่งแผ่นดินใหญ่ร่วมกันบลาบลาบลา ป้ายข้อความถูกกางออกบรรยากาศที่พร้อมจรดกระบี่เข้าหากันเมื่อครู่ล้วนสลายหาย ทุกคนต่างแย้มยิ้มยินดี
“ทุกท่าน พวกเราพรรคหลิงเซียวถือคุณธรรมน้ำมิตรนี่เป็นพิธีแสดงความนับถือ ไหนเลยจะเป็นการลงมือทำร้ายคนเมื่อได้ยินว่าพรรคจอกประกายสิทธิ์คิดมาเยี่ยมเยือนพวกเราจึงเตรียมการต้อนรับเป็นการเฉพาะ”
ฉินจิ่วเกอทางหนึ่งกล่าววาจาอีกทางก็ชี้นิ้วไปยังเจ้าอ้วนน่าตาย “นี่คือวัตถุมงคลของพรรคเราเรียกว่าก้อนเนื้อกลม แสดงถึงความสุขสงบอุดมสมบูรณ์”
“เลิกเพ้อเจ้อไร้สาระได้แล้ว”
เกาฟู่ส่วยตัดบทวาจาเรื่อยเจื้อยไร้แก่นสารของฉินจิ่วเกอสายตาไม่เป็นมิตร “พรรคจอกประกายสิทธิ์เราไหนเลยจะกล้าชี้แนะพรรคหลิงเซียวท่านทว่าผู้น้อยคือศิษย์พี่ใหญ่พรรคจอกประกายสิทธิ์ เมื่อมีคนข่มเหงรังแกศิษย์พรรคเรามิอาจไม่ขอแลกกระบวนท่ากับท่านที่นับถือสักครา”
อาวุโสทุบตีศิษย์รุ่นเยาว์ไม่ได้ศิษย์พี่ใหญ่ประมือกับศิษย์พี่ใหญ่น่าจะได้กระมัง
ฉินจิ่วเกอสั่นศีรษะ“ข้าเป็นแค่ตัวแทนศิษย์พี่ใหญ่ ผู้ที่ทุบตีทำร้ายม่อไซ่ถีสองพี่น้อง จึงจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ตัวจริงของพรรคเรา”
เกาฟู่ส่วยกุมศีรษะความสัมพันธ์อันซับซ้อนนัก
“ดูสิเจ้าเองยังพูดเองเลยว่าทำร้ายทุบตีพวกเรา !”ม่อไซ่ถีม่อไซ่เจี่ยงชี้นิ้วใส่ฉินจิ่วเกอ ดูว่ามันจะแก้ตัวอย่างไร
ฉินจิ่วเกอเก็บสีหน้ากล่าวเสริมว่า “นั่นไม่ใช่ทุบตี แต่เป็นการสั่งสอนด้วยความรัก”
“เลิกเพ้อเจ้อได้แล้ว”เกาฟู่ส่วยคำราม “วันนี้ ข้าเกาฟู่ส่วยศิษย์พี่ใหญ่จอกประกายสิทธิ์มาคารวะพรรคหลิงเซียว ทั้งพรรคหลิงเซียว มีผู้ใดกล้าประมือหรือไม่”
ขุนเขาโดยรอบหลายลูกล้วนอยู่ในอาณาเขตพรรคหลิงเซียว
อาวุโสสองสายตาส่อแววอันตราย ที่เรียกว่าคารวะแท้ที่จริงคือการท้าสู้ อาวุโสสองที่รักหน้ายิ่งชีพไหนเลยจะทานทนได้
“ได้ พรรคหลิงเซียวเราขอรับไว้”ยังไงซะตนเองก็ไม่ใช่คนลงมือ อาวุโสสองรับคำท้าโดยปราศจากแรงกดดัน
ฉินจิ่วเกอร้อนใจแล้วประเดี๋ยวก่อน ตาแก่ช้าก่อน คิดตกปากรับคำท้าต้องดูข้าศิษย์พี่ใหญ่ก่อน
“ประลองสามารถประลองดูพรรคจอกประกายสิทธิ์ท่าน ไม่ว่าด้านใดล้วนเฉิดฉาย โดดเด่นเป็นสง่ายิ่ง”
ฉินจิ่วเกอเลือกใช้คำอย่างพิถีพิถันยอมยกย่องอีกฝ่ายทั้งที่ใจไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เกาฟู่ส่วยมีหรือจะหลงกล“เลิกพล่ามไร้สาระสักที อย่าคิดว่าพูดจาหวานหูเข้าหน่อยแล้วจะจบเรื่องหากเจ้าไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายให้กับพรรคจอกประกายสิทธิ์เราเป็นจำนวนสามพันศิลาวิญญาณก็ส่งตัวคนร้ายที่ลงมือทำร้ายศิษย์น้องข้ามา หรือไม่ก็ออกมาประลองยุทธ์กับข้า!”
“ส่งตัวคนร้ายออกมาไม่งั้นไม่เลิกรา!” ม่อไจ่ถีม่อไซ่ถีม่อไซ่เจี่ยงสองพี่น้องชูกำปั้นโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นยินดี
พรรคหลิงเซียวสีหน้าไม่สู้ดีศิษย์พี่รองที่มีฝีมือร้ายกาจที่สุดยามนี้ก็ออกไปพเนจรนอกพรรคอาศัยเพียงศิษย์พี่ใหญ่จะไหวหรือ?
“ประลองนั้นย่อมได้เดิมพันด้วยเงินสามพันศิลาวิญญาณ” ฉินจิ่วเกอลูบแหวนมิติบนมือตัวเองในเมื่อมีไก่มาถวายตัวถึงหน้าประตู มิอาจไม่จับมากินให้พุงกาง
“ตกลง ประลองก็ประลอง!”ในเมื่อชื่อเกาฟู่ส่วย แม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่ปรมาจารย์จริงๆแต่ด้านข้างก็ยังมีเหิงโหย่วเฉียนอยู่
“อะไร?”เหิงโหย่วเฉียนตะลึงจนโง่งมรายได้ทั้งปีของพรรคจอกประกายสิทธิ์ ยังแค่ไม่กี่พันศิลาวิญญาณเท่านั้น
“หา?”ฉินจิ่วเกอลงใจแสดงท่าทีหมิ่นหยาม“ที่แท้เป็นปีศาจยาจก สามพันศิลาวิญญาณล้วนไม่อาจควักกระเป๋าได้”
“เจ้า แล้วเจ้าเองเอาออกมาได้หรือ?”เหิงโหย่วเฉียนถามกลับมันโมโหจนแทบระเบิดแล้ว เงินตั้งสามพันพรรคจอกประกายสิทธิ์กิจการใหญ่โตบ้านช่องโอ่โถง ทำอันใดล้วนต้องใช้เงินทองไม่อาจนำออกมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย
“เฮอะ” อาวุโสสองหน้าใหญ่ศิลาวิญญาณกลิ้งหลุนๆ อยู่บนพื้นชิ้นแล้วชิ้นเล่า พอดีสามพันศิลาวิญญาณ
“ได้ ประลอง!”เหิงโหย่วเฉียนเข่นเขี้ยว วันนี้มาเพื่อถลกหนังหน้าของพรรคหลิงเซียวหากแสดงความอ่อนด้อยให้เห็น มิใช่ขายหน้าต่อหน้ายอดยุทธ์หรอกหรือ
ยิ่งเมื่อมองดูจากชื่อแล้วฝ่ายเราเป็นเกาฟู่ส่วย (ปรมาจารย์ชั้นสูง) ปรมาจารย์จะพ่ายให้คนขายเพลง(ฉินจิ่วเกอ, จิ่วเกอ แปลว่าเก้าเพลง)ได้ยังไง
ศิษย์พรรคหลิงเซียวทั้งหลายเห็นเดิมพันมูลค่าต่างต้องพากันฉีกยิ้มชั่วร้าย หากไม่เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายฝ่ายตนรับประกันว่าชนะใส
“เข้ามา!”เกาฟู่ส่วยยืนอหังการอยู่กลางห้อง สองขาแยกออกเป็นท่าหยินหยาง รัศมีพลังไม่ต่ำทราม
ฉินจิ่วเกอสั่นศีรษะเอ่ยกลั่วหัวเราะ “พวกเราสองต่างเป็นศิษย์พี่ใหญ่ หากลงมือลงไม้ค่อนข้างไม่เหมาะสมทั้งในชีวิตของข้าตัดสินใจบำเพ็ญเพียรล้วนเพื่อหยั่งรู้ขัดเกลาสังขารให้แข็งแรงสมบูรณ์ จรรโลงสัจจาแลมารยาทรักษายุติธรรมและเกียรติยศ ขาดไปหนึ่งเดียวล้วนไม่ได้มิสู้พวกเราคัดเลือกศิษย์ออกมาหนึ่งคน ให้ม่อไซ่ถีและม่อไซ่เจี่ยงได้เทียบฝีมือดู?”
คนทั้งหมดตะลึงจนโง่งมที่แท้การบำเพ็ญเพียรมีวัตถุประสงค์อันดีงาม ผลลัพธ์เลิศลอยถึงเพียงนี้
เมื่อหวนคิดถึงตนเองนอกจากมุมานะบำเพ็ญเพียรอย่างทื่อด้าน คล้ายไม่เคยสนใจผลรับอื่นใด
ยามนั้นศิษย์ทั้งหลายแทบหมอบราบคาบแก้วต่อหน้าศิษย์พี่ใหญ่แล้วแม้แต่อาวุโสสองยังต้องชื่นชม คิดประคองส่งมอบแหวนมิติของตนให้ด้วยความเลื่อมใสเชื้อเชิญฉินจิ่วเกอขึ้นดำรงตำแหน่งประมุขพรรคหลิงเซียว
ภาพเหตุการณ์ที่เบื้องหน้าช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ฉินจิ่วเกอเช็ดน้ำลาย รักษาท่าทีต่อไป
เกาฟู่ส่วยทบทวนม่อไซ่ถีม่อไซ่เจี่ยงทั้งสองนับว่าเป็นยอดฝีมือชั้นปราณสุริยันระดับกลางที่ค่อนข้างเข้มแข็งส่วนพรรคหลิงเซียวนี้ ศิษย์ทั้งหลายขาดๆเกินๆอย่างมากสามารถงอกเงยปราณสุริยันมาได้อีกหนึ่งคนในยอดยุทธ์รุ่นเยาว์เท่านั้น
มันส่งสัญญาณสื่อสารกับเหิงโหย่วเฉียนโดยไร้เสียงเกาฟู่ส่วยแยกเขี้ยว “ดี เอาแบบนั้นก็ได้ทว่าพวกเจ้าไม่อาจคัดเลือกคนที่อายุเกินสามสิบได้”
“นั่นย่อมแน่นอน เจ้าอ้วนออกมา!” ฉินจิ่วเกอจิโห่ร้องก้องประกาศปรากฏลูกชิ้นเนื้อก้อนหนึ่งกลิ้งหลุนๆ ออกมา ดังขุนเขาหมื่นจวินถล่มลงศีรษะภูติเทพไม่กล้าต้านรับ
“ศิษย์พี่ใหญ่!”ไขมันบนตัวเจ้าอ้วนน่าตายกองซ้อนเก้าชั้น ประดุจดังชั้นเจดีย์ที่ทับซ้อน
เกาฟู่ส่วยพอเห็นเจ้าอ้วนก็ยิ่งวางใจเพียงหลอมวิญญาณขั้นเก้าเท่านั้น พี่น้องแซ่ม่อแค่ขยับนิ้วจิ้มทีเดียวก็เรียบร้อย
“ไปเชิญตัวศิษย์น้องเล็กมาเจ้าและนางรวมเป็นทีมเดียวกัน” ฉินจิ่วเกอออกคำสั่งศิษย์ทั้งหลายในที่นั้นต่างบังเกิดความงุนงง
รุ่นเยาว์ของพรรคหลิงเซียวมีเพียงฉินจิ่วเกอและลั่วเฉินที่ทะลวงด่านปราณสุริยันแล้วหากศิษย์พี่ใหญ่ไม่ออกหน้าลงมือด้วยตัวเองเพียงคัดเลือกศิษย์สองคนที่หลอมวิญญาณขั้นเก้า จะเอาชนะปราณสุริยันได้อย่างไร?
.
.
.