บทที่ 22 จะมีเื่บังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร
ความจริงแล้วไม่จำเป็ต้องให้เย่อวี๋หรานสั่งความ เพราะหลังจากนอนกลางวันแล้ว จูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่ ก็ลุกขึ้นมาจากเตียงนอน และขึ้นเขาไปขุดมันเทศกันอย่างกระตือรือร้น
ผลเก็บเกี่ยวของเช้าวันนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
จูเหล่าโถวเป็ห่วงที่นาของครอบครัวจึงไม่ได้ไปด้วย
“พวกเ้าเป็ผู้ชายก็ไปกันเถอะ ส่วนเมียเ้าใหญ่ เมียเ้ารอง เมียเ้าสี่ กับเมียเ้าห้า ให้อยู่ที่เรือน มีมันเทศต้องจัดการเป็กองพะเนิน อีกหน่อยคงยุ่งกันจนไม่หวาดไม่ไหว” เย่อวี๋หรานสั่งความ
เนื่องจากหลี่ซื่อตั้งครรภ์อยู่ จึงให้นางนั่งบนตั่งไม้เพื่อคัดมันเทศที่เสียหายออกมา หลิ่วซื่อกับหลิวซื่อรับหน้าที่ตักน้ำ นำมันเทศที่เสียหายมาล้างให้สะอาด หลินซื่อกับจูปาเม่ยเอามันเทศที่ล้างเสร็จแล้วมาหั่นเป็แผ่น ๆ วางไว้ในตะกร้าคนละใบ
ส่วนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าถูกเย่อวี๋หรานสั่งให้พาจูชีออกไปงมหอยขมจากลำธารเล็ก ๆ ข้างนอกแล้ว
เย่อวี๋หรานจำไม่ได้แล้วว่าเคยไปเห็นมาจากที่ไหน ดูเหมือนว่าหอยขมพวกนี้จะสามารถนำไปเป็อาหารเลี้ยงไก่กับหมูได้
นางไม่รู้ว่าของพวกนี้จะใช้ได้หรือไม่ แต่ต่อให้หอยขมจะตัวเล็กแค่ไหนก็นับว่าเป็เนื้อเหมือนกัน ใหญ่กว่านิ้วก้อยหน่อยเดียว ใช้ก้อนหินทุบสักหน่อย เอาเนื้อข้างในออกมาก็สามารถใช้แทนหนอนป้อนไก่ได้แล้ว
ในยุคสมัยนี้ ทุกครัวเรือนมักเลี้ยงไก่ไว้หลายตัว โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครป้อนอาหารไก่ เพียงปล่อยให้พวกมันออกมาหากินเอง
ดูเหมือนทุกคนจะคิดว่าการเลี้ยงไก่ไม่จำเป็ต้องป้อนอาหาร ก็แค่ปล่อยให้มันหากินกันเองไม่ใช่หรือ?
ไก่ที่เลี้ยงแบบเปิดหาเหยื่ออย่างไร เย่อวี๋หรานไม่รู้ นางรู้เพียงว่าไก่ประมาณสิบตัวของสกุลจูสามารถวางไข่ได้แค่สองสามตัว อีกทั้งยังไม่ได้ออกไข่ทุกวัน
แม่ไก่ไม่ออกไข่ ถ้าไม่ใช่ว่ากำลังฟักไข่ก็คงเป็เพราะบำรุงไม่เพียงพอ จึงออกไข่ไม่ได้ ไก่ของสกุลจูถ้าไม่ใช่ว่ายังไม่ถึงเวลาออกไข่ นั่นก็หมายความว่าได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ
เย่อวี๋หรานไม่มีประสบการณ์ถึงขนาดนั้น จึงทำได้แค่คลำทางข้ามแม่น้ำ
ส่วนเื่หมู นางยังไม่กล้าคิด อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังกินไม่อิ่มท้อง การที่จะต้องใช้อาหารสัตว์หรือธัญพืชเลี้ยงหมูเหมือนในยุคปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์ของสกุลจูในตอนนี้ยังไม่อาจทำได้
ถ้าคิดจะทดลองดูก็คงต้องรอให้ถึงวันรุ่งขึ้นที่คนในเรือนไปเก็บมันเทศกันแล้ว
“ท่านแม่ ตะกร้าใบนี้เต็มแล้วเ้าค่ะ” หลี่ซื่อคัดมันเทศที่สมบูรณ์ออกมาได้เต็มตะกร้าอย่างรวดเร็ว
“เ้าคัดตะกร้าต่อไปได้เลย” เย่อวี๋หรานเอาตะกร้าอันอัดแน่นกลับไปที่ห้องของตัวเอง วางไว้บริเวณมุมกำแพง
นางยังทำตามนิสัยของเ้าของร่างเดิม โดยการนับจำนวนแล้วจำไว้ในใจ
ครั้นออกมาจากห้อง มันเทศที่ล้างสะอาดและหั่นเป็แผ่นเรียบร้อยแล้วก็บรรจุไว้เต็มตะกร้า
หลินซื่อเรียกนาง “ท่านแม่ ของพวกข้าทางนี้ก็เต็มตะกร้าแล้วเ้าค่ะ”
“เอาเสื่อที่ใช้ตากข้าวเปลือกออกมากาง แล้วเอามันเทศที่หั่นเสร็จแล้วไปตากไว้บนนั้น” เย่อวี๋หรานว่า
“ท่านแม่ ข้าไม่รู้ว่าเสื่อที่ใช้ตากข้าวเปลือกอยู่ตรงไหนเ้าค่ะ”
หลินซื่อพูดจบ หลี่ซื่อก็ยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ท่านแม่ ข้ารู้เ้าค่ะ ข้าไปเอาเอง”
“เ้านั่งลงเสียดี ๆ เมียเ้ารอง เ้าไปเอาซิ” เย่อวี๋หรานกล่าว
“เ้าค่ะ ท่านแม่” หลิวซื่อก้มหน้าขานรับ เดินไปห้องเก็บของเบ็ดเตล็ดที่อยู่ด้านหลังแล้วหยิบเสื่อเก่าออกมา
เสื่อสำหรับตากข้าวเปลือกนี้ คนในเรือนสานขึ้นมาใช้งานกันเอง ตามหลักแล้วมันมีอยู่ทุกครัวเรือน จะนำออกมาใช้เฉพาะ่เก็บเกี่ยวฤดูสารท ปกติแล้วมักจะเก็บเอาไว้ไม่ได้ใช้งาน
ครู่หนึ่งหลิวซื่อก็อุ้มเสื่อสองม้วนกลับมา “ท่านแม่ ปูตรงไหนเ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานมองไปทั่วบริเวณ จากนั้นก็ชี้ไปยังมุมที่ค่อนข้างชิดขอบตรงหลังเรือนมุมหนึ่ง เพื่อจะได้ไม่ขวางทางคนเดิน
หลินซื่อรีบเข้าไปช่วยหลิวซื่อปูเสื่อ ครั้นปูเสร็จแล้วก็นำแผ่นมันเทศออกมาตากไว้บนเสื่อ
จูปาเม่ยหั่นมันเทศจนแขนล้า นางรีบวิ่งเข้ามาช่วยตากแผ่นมันเทศ อาศัยโอกาสนี้เพื่อเคลื่อนไหวร่างกายสักหน่อย
เย่อวี๋หรานเห็นจูปาเม่ยแอบอู้งานอย่างเปิดเผยก็ไม่ได้พูดอะไร
นางรู้ว่าปกติแล้วจูปาเม่ยไม่ค่อยได้ทำงาน ตอนนี้สามารถนั่งหลังขดหลังแข็งช่วยหั่นมันเทศอย่างสงบเสงี่ยมได้ก็นับว่าไม่เลว ไม่ได้หวังว่าอีกฝ่ายจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในฉับพลันทันใด
การอบรมสั่งสอนเป็ภาระหนักที่ต้องใช้เวลา
เพียงมันเทศแค่สองหาบ ก็ทำให้สตรีในเรือนสาละวนกันเกือบตลอดทั้ง่บ่าย
หลังจากที่ทำงานเสร็จ แขนของทุกคนล้วนเมื่อยล้ากันไปหมด ยกเว้นเย่อวี๋หราน เพราะนางคอยสั่งงาน ขยับปากมากกว่าแขน
จูต้ากับจูเอ้อร์ที่ขึ้นเขาไปจะได้อะไรกลับมาหรือไม่นะ?
น่าเสียดายยิ่งนัก นอกจากเก็บฟืนกับผักป่าได้จำนวนหนึ่ง พวกเขาก็ไม่พบแม้แต่เงาของมันเทศ
จูซื่อทอดถอนใจ “ยังคงเป็ท่านแม่ของพวกเราที่โชคดี นานทีจะขึ้นเขาสักครั้งก็ยังไปเจอของกินได้”
“ใช่แล้ว ท่านแม่โชคดีเกินไปแล้วถึงได้บังเอิญไปเจอ” จูซานว่า “หรือว่าที่ท่านแม่ไม่อยากออกมาตอนบ่าย เพราะเดาได้ว่ามันไม่น่าจะหาเจอได้ง่าย ๆ จึงไม่อยากออกจากเรือนมาด้วย”
“ก็ปกตินี่นา? ถ้าของพวกนี้สามารถหาเจอได้ง่าย ๆ คนในหมู่บ้านก็คงจะเจอไปนานแล้ว ยังจะรอท่านแม่อีกหรือ?”
……
ลูกสะใภ้ทั้งหลายทำงานเสร็จ เย่อวี๋หรานก็ไม่ได้สั่งให้พวกนางทำอะไรอีก นางให้ทั้งหมดกลับห้องตัวเองไปพักผ่อน เพราะอาหารเย็นวันนี้นางจะรับหน้าที่ทำเอง
หลี่ซื่อได้ยินว่าแม่สามีจะลงครัวทำอาหารเย็นด้วยตนเอง แววตาก็สว่างวาบเป็ประกาย “ท่านแม่ ตอนเย็นท่านจะทำของอร่อยอะไรหรือเ้าคะ?!”
เย่อวี๋หรานตวัดสายตามอง “รู้จักแต่จะกิน นอกจากเื่กิน เ้าก็ไม่มีเื่อื่นแล้วรึ?”
“แหะ ๆ! ่เวลาแบบนี้นอกจากเื่กินแล้วยังมีอะไรให้ตั้งตาคอยอีกหรือเ้าคะ? ท่านแม่ ท่านบอกมาเถอะเ้าค่ะ ท่านจะทำอะไรกินหรือ?” หลี่ซื่อขยับไม้ขยับมือ ยิ้มร่าดีอกดีใจ
“ก็ไม่มีอะไรมาก เมื่อเช้าเ้าเก็บผลแดงน้อยมาไม่ใช่รึ? ตอนเย็นข้าจะสอนเ้าทำน้ำเชื่อมผลไม้ข้น แล้วค่อยทำน้ำแกงไข่กับแป้งกรอบ” เย่อวี๋หรานคำนวณดูแล้วว่าไข่ไก่ที่เ้าของร่างเดิมสะสมเอาไว้นั้น นางจะไม่เอาไปแลกเงินแล้ว คนสกุลจูผอมกันขนาดนี้ เอามาบำรุงร่างกายน่าจะดีกว่า
ร่างกายเป็ต้นทุนที่มีค่าที่สุด หากเก็บเงินไม่กี่อีแปะ แต่กลับทำให้สุขภาพของทุกคนทรุดโทรม ย่อมได้ไม่คุ้มเสีย
“น้ำแกงไข่? จริงหรือเ้าคะ ท่านแม่ ท่านช่างดีจริง ๆ!” หลี่ซื่อยินดีปรีดา
“ไข่นกหลายฟองในห้องเ้า อีกสักหน่อยก็เอามาที่ห้องข้า ข้าจะเติมไข่ไก่ให้อีกสองฟอง ต้มแกงไข่ให้ทุกคนกินคนละถ้วย”
ครั้นได้ยินถ้อยคำนี้ของเย่อวี๋หราน อย่าว่าแต่หลี่ซื่อที่ดีใจ สีหน้าของสะใภ้คนอื่น ๆ ก็พลอยผ่อนคลายตามไปด้วย
ไม่กลัวทำงานหนัก กลัวแต่ว่าทำงานหนักแล้วยังไม่มีข้าวกิน หากแรงที่ทุ่มเทลงไปกับผลที่ได้รับไม่คุ้มค่า ยิ่งทำก็ยิ่งบั่นทอนกำลังใจ
“เมียเ้าใหญ่ เ้าไม่ต้องขึ้นเขาไปตัดหญ้าเลี้ยงหมูแล้ว วันนี้ให้เมียเ้าห้าไปให้อาหารหมู” เย่อวี๋หรานหันกลับมาพูดกับหลินซื่อ “เมียเ้าห้า ใบกับก้านของมันเทศที่คัดออกมาใช้เป็อาหารเลี้ยงหมูได้ สับเป็ชิ้น ๆ แล้วเอาไปป้อนหมูกับปาเม่ย ปาเม่ย ได้ยินแล้วใช่ไหม?”
จูปาเม่ยคิดไม่ถึงว่าเื่นี้จะส้มหล่นมาที่ตนเอง สีหน้าจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านแม่ ข้าไม่เคยให้อาหารหมู”
นางคับข้องใจยิ่งนัก เมื่อครู่ตอนที่ท่านแม่พูดกับพี่สะใภ้สี่ยังมีท่าทางใกล้ชิดสนิทสนม ไฉนพอหันมาหาตนเองแล้วกลับเหมือนเปลี่ยนไปเป็คนละคน นางน่ารำคาญนักหรือ?
“เพราะเมื่อก่อนเ้าไม่เคยให้อาหารหมู ตอนนี้เ้าจึงต้องหัดเรียนรู้เอาไว้ ถ้าเ้าทำอะไรไม่เป็สักอย่าง ต่อไปถ้าเข้าไปในบ้านสกุลใหญ่แล้วจะทำอย่างไร? เ้าคงไม่คิดว่าบ้านสกุลใหญ่ไม่ต้องมีคนล้างส้วมทำความสะอาดห้องน้ำหรอกกระมัง? ไม่ฝึกฝนร่างกายเอาไว้สักหน่อย ถ้าเ้าถูกสั่งให้ไปทำงานหนักหรืองานสกปรกเข้าจะทำอย่างไร?”
จูปาเม่ยไม่พอใจ “จะมีเื่บังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไร? เอาไข่ของข้าให้ทุกคนกินก็แล้วไปเถอะ ยังจะให้ข้าไปทำงานหนักงานสกปรกอีก ท่านยังเป็ท่านแม่ของข้าอยู่หรือไม่?”
“ข้าไม่ใช่แม่เ้าแล้วจะคิดแทนเ้าทำไม?” เย่อวี๋หรานพูดต่อ “ให้อาหารหมูก็เป็งานหนักงานสกปรกเสียแล้ว อย่างนั้นที่พี่สะใภ้ของเ้าทำอยู่ทุกวัน ทำไมพวกนางไม่พูดอะไรสักคำ?”
“นั่นเพราะว่าท่านเป็แม่สามี”
“เฮอะ ๆ! เ้าก็รู้ด้วยหรือว่าข้าเป็แม่สามี? เ้าคิดว่าเ้าไม่ต้องแต่งให้คนอื่น ชาตินี้ทั้งชาติไม่ต้องเผชิญหน้ากับแม่สามีแล้วงั้นสิ แม้แต่ความลำบากของพี่สะใภ้เ้า เ้ายังรับไม่ได้ ข้าไม่กล้าให้เ้าแต่งออกไปเลยจริง ๆ” อย่าให้ถึงเวลานั้นมา แต่งออกไปแล้วก็ไปเป็หายนะในเรือนผู้อื่น นั่นก็คือเวรกรรมของนางแล้ว
เย่อวี๋หรานคิดจริง ๆ ว่า สุดท้ายแล้วถ้าไม่อาจสั่งสอนจูปาเม่ยให้ดีได้ หากนางมีความแค้นกับบ้านไหน ก็จะแต่งจูปาเม่ยออกไปให้บ้านนั้น เช่นนี้หนี้แค้นจะต้องได้รับการชำระอย่างแน่นอน
ด้วยนิสัยของจูปาเม่ย ขอเพียงคนอื่นไม่เล่นงานนางจนถึงแก่ชีวิต จูปาเม่ยก็สามารถทำให้คนทั้งบ้านโมโหจนอกแตกตายได้