ลี่หงใช้เวลาในการเร่งการเจริญเติบโตของต้นท้อ์นานกว่าสามวันสามคืนระหว่างนั้นเ้าตัวก็นำผลไม้ปราณหรือผลปัญญาและผลไม้ธาตุต่างๆ ออกมากัดกินแล้วนำเมล็ดออกมาเพาะปลูกเช่นกัน
แม้ผลไม้ธาตุจะเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีพลังธาตุนั้นอยู่อย่างหนาแน่นแต่ด้วยพลังแห่งพฤกษา เพียงลี่หงเสริมพลังธาตุนั้นเข้าไปด้วยในขณะที่เร่งการเจริญเติบโตการเจริญเติบโตของต้นผลไม้ธาตุชนิดต่างๆ ก็ไม่ได้เป็ปัญหาอีกต่อไป
นอกจากนี้ลี่หงยังตั้งใจที่จะขยับขยายมิติแห่งนี้ในอนาคตจากนั้นจึงค่อยสร้างสภาพแววล้อมให้เหมาะสม แล้วค่อยยกย้ายต้นผลไม้ธาตุเ่าั้ไปปลูกยังสถานที่ที่ตนสร้างขึ้น
เช้าวันที่สี่มาเยือน เ้าตัวก็กลับลงมาที่กระท่อม เพราะต้องเร่งฝึกฝนร่างกายให้คุ้นชินกับชุดที่สวมใส่เพื่อรองรับน้ำหนักชุดที่เพิ่มขึ้นทุกชั่วยามหลังจากนั้นจึงค่อยฝึกฝนเคล็ดวิชาต่างๆ ที่ได้รับถ่ายทอดมา
เมื่อกำหนดเป้าหมายได้แล้ว ลี่หงจึงเริ่มฝึกฝนร่างกายทันทีการฝึกฝนครั้งนี้ไม่ต่างจากที่ท่านมหาเทพสั่งให้ทำมากนัก แต่นอกจากวิ่งไปกลับระหว่างกระท่อมและป่าสนหมื่นปีแล้วเ้าตัวยังเพิ่มการฝึกให้กับตนเอง จากวิ่งไปกลับวันละสิบรอบก็ค่อยๆ เพิ่มรอบการวิ่งไปอีกวันละหนึ่งรอบ
วิ่งเสร็จก็ว่ายน้ำข้ามทะเลสาบวารีพิสุทธิ์โดยเริ่มจากระยะใกล้เพียงไม่กี่สิบเมตรแล้วว่ายกลับและค่อยๆ เพิ่มระยะว่ายขึ้นเรื่อยๆเดิมทีเ้าตัวมีความคิดว่าจะว่ายไปให้ถึงอีกฝั่งของทะเลสาบในจุดที่ห่างไกลที่สุด
แต่คิดไปคิดมาก็สรุปได้ว่าว่ายแค่พอหอมปากหอมคอก็พอเพราะทะเลสาบวารีพิสุทธิ์นั้นกินพื้นที่กว่าร้อยไร่แถมความกว้างของทะเลสาบนั้นก็ใช่ย่อยระยะที่กว้างที่สุดจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งก็กว้างหลายลี้
เมื่อเป้าหมายยิ่งใหญ่เกินไปเ้าตัวจึงตัดสินใจว่ายเท่าที่ทำได้แต่ก็มีอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาคือการว่ายทวนกระแสน้ำ จากทะเลสาบวารีพิสุทธิ์ขึ้นไปยังแอ่งน้ำใต้น้ำตกวารีพิสุทธิ์นั่นเอง
ดังนั้นทุกๆ วันการฝึกฝนของลี่หงก็วนเวียนอยู่ในรูปแบบเดิมเช้ามาก็ออกวิ่งจากกระท่อมไปยังป่าสนหมื่นปี เมื่อเสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปยังทะเลสาบวารีพิสุทธิ์เพื่อว่ายน้ำต่อจากนั้นจึงจะออกสำรวจพื้นที่ต่างๆ ในมิติ พอมืดค่ำก็กลับมายังกระท่อมเพื่อพักผ่อนและดูดซับลมปราณ
หากวันไหนว่ายข้ามทะเลสาบในระยะที่กำหนดไว้ได้แล้วเ้าตัวก็เปลี่ยนไปว่ายทวนกระแสน้ำแทนสลับสับเปลี่ยนไปกันเรื่อยๆ ่หลังๆ มานี้ยังเพิ่มการปีนหน้าผาขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง
ในขณะที่ลี่หงกำลังฝึกฝนอย่างเอาเป็เอาตายอยู่ทางด้านจวนตระกูลหลิวกลับเงียบสงบเป็อย่างมาก แม้ทุกคนจะรู้ว่าลี่หงออกไปฝึกฝนกับอาจารย์ผู้มากความสามารถแต่ด้วยการที่เ้าตัวมีร่างกายที่อ่อนแอมาั้แ่เกิด ทำให้ทุกคนอดเป็ห่วงไม่ได้
“ท่านแม่เมื่อไหร่พี่รองจะกลับมาเ้าคะ”หลิวลี่หลานพูดขึ้นด้วยความคิดถึง เพราะพี่สาวของตนไม่เคยออกจากจวนไปไหนไกล และตนก็ไม่เคยห่างจากพี่สาวนานแบบนี้มาก่อน
“นั่นสินะ นี่ก็ผ่านมาเดือนกว่าแล้วพี่ของเ้ายังไม่ติดต่อมาเลย” จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นด้วยความเป็ห่วงไม่รู้ว่าบุตรสาวผู้บอบบางของตนจะเป็ตายร้ายดียังไงบ้าง
“ท่านแม่ หลานเอ๋อร์ ข้าว่าทั้งสองไม่ต้องเป็ห่วงพี่รองหรอกข้าล่ะอิจฉาพี่รองจริงๆที่ได้ออกไปท่องยุทธภพ ข้าอยากออกไปบ้างจังถ้าข้าใช้ลมปราณได้เมื่อไหร่ข้าจะออกไปท่องเที่ยวทั่วโลกเลยคอยดูเถอะ”หลิงลี่หรงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เมื่อคิดถึงวันที่ตนจะได้ออกไปโลดแล่นในยุทธภพจนจ้าวลี่ฮวาอดไม่ได้ที่จะสะกิดเตือนสติบุตรสาวจอมแก่นของตน
โป๊ก!
“โอ๊ย! ท่านแม่เขกหัวข้าทำไมเ้าคะ” ทันทีที่ได้รับกำปั้นแห่งรักจากมารดา หลิวลี่หรงก็พูดขึ้นมาด้วยใบหน้าที่บูดบึ้งพลางทำแก้มป่องแง่งอนมารดาที่ทำร้ายร่างกายตน
“ฮึ่ม! ดูทำท่าทางเข้า คิดว่าแม่จะให้เ้าออกไปท่องยุทธภพรึไง แม่ถามหน่อยเถอะหรงเอ๋อร์ท่องยุทธภพนี่มันดีตรงไหนลำบากก็ลำบาก มืดค่ำที่ไหนก็ต้องนอนที่นั่น หาความสะดวกสบายก็ไม่ได้”จ้าวลี่ฮวาพูดขึ้นเพราะตนก็เคยออกไปท่องยุทธภพมาก่อน ย่อมรับรู้ถึงความลำบากโดยเฉพาะสตรีเช่นพวกตน
ที่สำคัญตนไม่มีทางให้บุตรสาวที่แสนบอบบางออกไปเผชิญโลกที่โหดร้ายและป่าเถื่อนข้างนอกนั่นแน่นอนแถมบุตรสาวทั้งสองยังไม่สามารถใช้ลมปราณได้อีกหากให้ออกไปเผชิญโลกภายนอกก็มีแต่เอาชีวิตไปทิ้งเท่านั้น
“โธ่!ท่านแม่เ้าคะ ท่องยุทธภพมันก็ต้องเป็แบบนั้นสิเ้า หากให้ข้าอุดอู้อยู่แต่ในจวนมีหวังข้าตรอมใจตายก่อนแน่”จ้าวลี่หรงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเมื่อเห็นว่ามารดาของตนไม่มีทีท่าที่จะให้ตนได้ออกไปท่องยุทธภพ
“พอเลย เ้านะไม่ต้องพูดแล้วรอให้เ้าใช้ลมปราณได้ก่อนเถอะแต่ไม่ว่ายังไงวันนี้จะต้องมาเรียนพิณกับแม่ ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด” ได้ยินดังนั้นใบหน้าของลี่หรงก็ซีดขาวทันที
คิก! คิก!เสียงหัวเราะของหลิวลี่หลานดังขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าของพี่สาวแฝดรวมไปถึงสามสาวใช้คนสนิทที่เป็ทั้งสาวใช้และสหายของคุณหนูตระกูลหลิวทั้งสาม เ้าตัวที่ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของสาวใช้คนสนิทก็หันไปเหวใส่ทันที
“พวกเ้าไม่ต้องมาหัวเราะเยาะข้าเลยวันนี้พวกเ้าก็ต้องไปนั่งเรียนกับข้าด้วย โดยเฉพาะเ้าเสี่ยวถิง” ได้ยินดังนั้นเสี่ยวถิงสาวน้อยที่มีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารักควบตำแหน่งสาวใช้ส่วนตัวของลี่หรงก็ชะงักค้างทันที
“เอ่อ! เสี่ยวถิงไปไม่ได้เ้าค่ะคุณหนูวันนี้เสี่ยวถิงจะต้องไปช่วยพี่เสี่ยวหงปัดกวาดจวนคุณหนูรองเ้าค่ะ” ได้ยินดังนั้นลี่หรงก็พ่นลมหายใจออกมาทันที
“ฮึ่ม! ฮึ่ม! ฮึ่ม! พวกเ้านี่นะหาข้ออ้างได้ตลอดเลย ชิ!”เมื่อลากสาวใช้คนสนิทไปลงหลุมด้วยไม่ได้ ลี่หรงก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่โดยหันไปมองยังน้องสาวฝาแฝดของตนเมื่อเห็นสายตาของพี่สาวฝาแฝดลี่หลานก็พูดขึ้นทันที
“วันนี้ข้ามีนัดเรียนการแพทย์กับท่านลุง”ลี่หรงที่กำลังจะพูดก็ชะงักทันที ทำให้ทุกคนนั้นหัวเราะขึ้นมาด้วยความขบขัน
“หมดข้ออ้างแล้วไปกับแม่ซะดีๆอีกเดี๋ยวอาจารย์ลู่ก็จะมาถึงแล้ว” พูดจบลี่ฮวาก็จับแขนบุตรสาวสุดแสบออกไปจากเรือนส่วนคนโดนลากนั้นก็แหกปากร้องขอความช่วยเหลือราวกับกำลังจะถูกเชือด
“ม่าย! ใครก็ได้ช่วยด้วย! ท่านแม่เ้าขาปล่อยหรงเอ๋อร์ไปเถอะนะเ้าคะข้าไม่ออกไปท่องยุทธภพแล้วก็ได้ ท่านแม่จะให้ข้าทำอะไรก็ได้ ขะข้ายอมทำหมดเลยเ้าคะ ขอแค่ไม่ใช่เรียนพิณก็พอแล้ว นะเ้าคะ ท่านแม่ผู้งดงาม”ได้ยินดังนั้นดวงตาของจ้าวลี่ฮวาก็สาดประกายแห่งความเ้าเล่ห์ออกมา
หลังจากวันนั้นลี่หรงก็ถูกจับเรียนรำวาดภาพ หมากรุกและให้ท่องหนังสือหนังหามากมายสรุปแล้วเ้าตัวได้ร่ำเรียนทุกอย่างที่กุลสตรีควรร่ำเรียนยกเว้นพิณเท่านั้น
“คิก คิก เสี่ยวชิงเ้าก็ไปช่วยพี่สาวของเ้าทำความสะอาดจวนพี่รองก่อนเถอะเสร็จแล้วทั้งสามคนค่อยไปเรียนสมุนไพรกับข้าที่เรือน”ลี่หลานเมื่อเห็นท่านแม่ลากพี่สาวฝาแฝดไปเรียนพิณด้วยความยากลำบาก ตนก็แยกตัวไปเรียนการแพทย์กับท่านลุงหรือจ้าวหลิงเฟิงทันที
ส่วนสาวใช้ตัวน้อยทั้งสามก็ไปทำความสะอาดเรือนของลี่หงเหมือนทุกวันจากนั้นจึงให้สาวใช้ทั้งสามคนตามไปเรียนรู้เื่สมุนไพรกับตนโดยมีมารดาเป็คนสอน
เื่ที่ลี่หงออกไปรักษาตัวกับอาจารย์ผู้ลึกลับแม้จะอยากเก็บเป็ความลับมากขนาดไหนแต่ความลับก็ไม่มีอยู่ในโลก ทำให้เื่ที่คุณหนูรองตระกูลหลิวออกไปรักษาตัวกับอาจารย์ผู้ลึกลับนั้นความแตกั้แ่สามวันแรก
แต่ข่าวลือนี้ก็ไม่ได้แพร่งพรายไปนอกจวนมากนักจะมีก็แต่ผู้ประสงค์ดีและไม่ประสงค์ดีบางกลุ่มเท่านั้นที่รู้ข่าว จากสายที่ให้แฝงตัวเข้ามาในตระกูลหลิวแต่ก็ไม่มีใครสนใจมากนักเพราะว่าจะรักษาหายหรือไม่หายก็ไม่ได้ส่งผลต่อพวกตนอีกทั้งแค่เพียงสตรีคนเดียวจะสามารถทำอะไรพวกตนได้
ทางด้านหลิวหลี่เฉินตอนนี้กำลังพูดคุยอยู่กับจ้าวหลิงเฟิงที่แวะมาพูดคุยกับตนที่ห้องโถงก่อนที่จะไปสอนการแพทย์ให้บุตรสาว
“หลี่เฉิน ข้าคิดว่าอาการป่วยของหงเอ๋อร์มันไม่ปกติ”หลี่เฉินได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าก็คิดว่ามันแปลกเหมือนกันท่านพี่เขยแม้หงเอ๋อร์จะร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เด็ก แต่ครั้งล่าสุดนี้มันแปลกไปจากที่ผ่านมามาก”หลิวหลี่เฉินพูดขึ้นเมื่อคิดถึงอาการป่วยของบุตรสาว
“ข้าก็คิดอย่างเ้านั่นแหละ ข้าเลยตรวจสอบทุกอย่างที่เกี่ยวข้องอาการหงเอ๋อร์เหมือนโดนพิษแต่พิษอะไรนั้นแม้แต่ข้าก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ แต่คงไม่ใช่พิษที่ตกค้างมาจากฮวาเอ๋อร์แน่เพราะพิษนั้นท่านพ่อรักษาจนหายดีแล้วยังดีที่ตอนนี้หงเอ๋อร์ไม่เป็อะไรแล้ว แต่หากคนที่วางยารู้ว่าหงเอ๋อร์ยังอยู่ ข้าเกรงว่าพวกมันอาจจะย้อนมาทำร้ายนางอีกหรือไม่พวกมันอาจเปลี่ยนเป้าหมายไปเป็หรงเอ๋อร์และหลานเอ๋อร์ก็ได้ หากไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดมันก็ดีไปแต่หากมันเป็อย่างที่ข้าคิดงานนี้พวกเ้าต้องระวังตัวไว้ให้ดี” ได้ยินดังนั้นดวงตาของหลิวหลี่เฉินก็สายประกายอำมหิตออกมาครู่หนึ่ง
จากคำเตือนและข้อสันนิษฐานของจ้าวหลิงเฟิงทำให้หลิวหลี่เฉินเป็กังวลถึงความปลอดภัยของบุตรสาวทั้งสองเป็อย่างมาก ดังนั้นจึงสั่งให้คนของตนตามอารักขาทั้งสองอยู่ห่างๆตลอดเวลา
กลับมาทางด้านลี่หง หลังจากที่ออกมาฝึกฝนกับท่านมหาเทพก็ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนทว่าเวลาในมิติพิเศษนั้นกลับผ่านไปนานกว่าหนึ่งปี
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ลี่หงสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติท่ามกลางน้ำหนักของชุดที่มากกว่าหนึ่งหมื่นจินหรือห้าพันกิโลกรัม ไม่ว่าจะเป็การเดินวิ่ง ว่ายน้ำ ปีนป่ายหน้าผาทุกสิ่งอย่างล้วนสามารถกระทำได้อย่างไม่ติดขัด ราวกับชุดที่สวมใส่นั้นไร้ซึ่งน้ำหนักใดๆ
ในทุกๆวันลี่หงต้องแบ่งเวลาเพื่อส่งถ่ายพลังแห่งพฤกษาให้เหล่าต้นไม้ที่กำลังเจริญเติบโตอย่างน้อยก็วันละหนึ่งชั่วยาม จนในตอนนี้ต้นไม้วิเศษแต่ละต้นล้วนสูงใหญ่กว่าสามเมตรแล้วจากที่คาดเดาคงใช้เวลาอีกไม่ถึงสิบปีในมิติพิเศษ ต้นไม้ทั้งหลายก็จะผลิดอกออกผลให้ได้เก็บเกี่ยว
นอกจากฝึกฝนร่างกาย ดูแลต้นไม้และออกสำรวจพื้นที่ต่างๆในมิติแล้วลี่หงยังทำการดูดซับลมปราณตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็เวลานอนหรือเวลาทำกิจกรรมต่างๆ จนตอนนี้สามารถทะลวงสู่ระดับปราณฟ้าได้แล้ว
ในระหว่างที่ดูดซับลมปราณ ลี่หงยังทบทวนความรู้ความทรงจำและเคล็ดวิชาต่างๆที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพและท่านมหาเทพีแห่งพฤกษา ทั้งการใช้อักขระและอักขระมากมายนับแสนนับล้านตัวที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพ
ทั้งความรู้ทางด้านสมุนไพรการหล่อหลอมโอสถและการควบคุมดูแลเหล่าต้นไม้นานาชนิด จากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษา จนตอนนี้ลี่หงสามารถทำความเข้าใจในอักขระจนถึงระดับเซียนแล้วแต่สามารถใช้ออกด้วยพลังอักขระเพียงแค่ระดับสีเขียวเท่านั้น
ส่วนด้านการหลอมโอสถก็ไม่น้อยหน้าเพราะตอนนี้ลี่หงสามารถทำความเข้าใจในการหล่อหลอมโอสถนานาชนิดอยู่ในระดับเซียนเช่นกันแต่ก็ยังไม่สามารถหลอมโอสถออกมาได้เนื่องจากยังไม่มีสมุนไพรให้ทดสอบ
ในเื่เคล็ดวิชาการต่อสู้ ลี่หงได้รับเคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์และเคล็ดวิชาเหินเวหามาจากท่านมหาเทพส่วนเคล็ดวิชาจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษา ลี่หงได้รับถ่ายทอดเคล็ดวิชามามากมายมหาศาลเช่นเคล็ดวิชาค่ายกลมหาพฤกษา เคล็ดวิชาพยุหะพรรณพฤกษา เคล็ดวิชาพฤกษาสังหารเคล็ดวิชาพฤกษาพันธนาการและเคล็ดวิชาอื่นๆอีกนับร้อย
เคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์ ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านมหาเทพจัดเป็เคล็ดวิชาไร้ระดับหากผู้ใช้แข็งแกร่งกระบวนท่าที่ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชานี้ก็จะแข็งแกร่งตามไปด้วย
เคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์นี้ถือว่าเป็เคล็ดวิชาควบคุมลมปราณที่เรียกได้ว่าครอบจักรวาลไม่ว่าจะควบคุมลมปราณคุ้มกาย เพื่อเป็โล่ป้องกันหรือให้เป็อาวุธลมปราณนานาชนิด ที่ช่วยในการโจมตีทั้งระยะใกล้และระยะไกลเช่นหอก ดาบ กระบี่ ธนู ลูกธนู เข็ม หรือแม้แต่ให้เป็สัตว์อสูรก็สามารถทำได้ตามแต่ความเชี่ยวชาญของผู้ใช้
เคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์ ชื่อก็บอกแล้วว่าปราณไร้ลักษณ์เป็ลมปราณที่ไม่ได้จำเพราะเจาะจงในรูปลักษณ์เหมือนเคล็ดวิชาอื่นๆ บางครั้งอาจรวบรวมลมปราณไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มความสามารถให้ใช้แทนอาวุธได้ เช่นใช้คลุมแขนให้กลายเป็ดาบหรือกระบี่ใช้คลุมแข้งขาให้กลายเป็หอกง้าวหรือดาบใหญ่ ใช้คลุมนิ้วให้กลายเป็กระบี่หรือยิงออกไปเป็ดัชนีย่อมสามารถทำได้ทั้งนั้น
ดังนั้นเคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์จะถือว่าเป็เคล็ดวิชาที่อ่อนแอที่สุดก็ได้หรือจะถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ย่อมได้เช่นกัน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานทั้งนั้นเมื่อเคล็ดวิชานี้มาอยู่ในมือของลี่หงก็เหมือนกับการเพิ่มเขี้ยวเล็บให้ัมีแต่จะช่วยเพิ่มความสามารถและทำให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แต่การใช้ลมปราณในลักษณะนี้ย่อมมีขีดจำกัดมากเช่นกันเนื่องจากต้องใช้ลมปราณในการควบคุมเป็จำนวนมาก หากไม่ชำนาญก็ยากที่จะสร้างสิ่งใดขึ้นมาจากลมปราณได้โดยเฉพาะการควบคุมลมปราณสร้างวัตถุที่มีรูปร่างขึ้นมาไม่ว่าจะเป็อาวุธหรือสัตว์อสูร
การสร้างวัตถุขึ้นมาจากลมปราณว่ายากแล้วแต่การควบคุมให้ได้ดั่งใจนึกนั้นกลับยากยิ่งกว่าหากไม่เชี่ยวชาญหรือแข็งแกร่งจริงย่อมส่งผลเสียต่อตนเองมากกว่าผลดีเพราะต้องใช้ทั้งสมาธิและลมปราณในการควบคุมวัตถุต่างๆมาก หากพลั้งเผลอก็จะสูญเสียลมปราณไปอย่างง่ายดาย
ส่วนอีกหนึ่งเคล็ดวิชาคือ เคล็ดวิชาเหินเวหาแม้ชื่อเคล็ดวิชาจะดูธรรมดาสามัญ แต่เคล็ดวิชาเหินเวหานี้เป็ถึงเคล็ดวิชาระดับเทวะที่หาได้ยากยิ่งมีทั้งหมด 5ขั้นด้วยกัน
ขั้นแรก คือ กระบวนท่าก้าวย่างชั่วพริบตาเป็การรวบรวมลมปราณไว้ที่เท้าแล้วเร่งเร้าลมปราณในระหว่างการก้าวเดิน ทำให้สามารถก้าวเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งในระยะหลายสิบหลายร้อยก้าวหรือหลายลี้ได้ภายในการก้าวเท้าเพียงครั้งเดียว
ขั้นที่สอง คือ กระบวนท่าย่างก้าวมายาเป็การรวบรวมลมปราณไว้ทั่วร่างกายในระหว่างการก้าวเดิน นอกจากจะมีความรวดเร็วแล้วยังสามารถสร้างภาพติดตาที่เป็เหมือนภาพมายาไว้อีกด้วย
ขั้นที่สาม คือ กระบวนท่าทะยานฟ้าเป็การรวบรวมลมปราณออกมานอกร่างกาย เพื่อช่วยพยุงร่างกายในขณะที่ทะยานไปบนฟากฟ้า ทำให้สามารถก้าวทะยานไปบนฟากฟ้าได้นานขึ้น
ขั้นที่สี่ คือ กระบวนท่าเหินเวหาเป็การควบคุมลมปราณที่อยู่รอบกายให้หนาแน่น พอที่จะทำให้หยั่งเท้าก้าวเดินบนอากาศได้ทั้งยังสามารถก้าวเดินไปมาบนฟากฟ้าได้ดั่งใจนึกในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
ขั้นสุดท้ายคือขั้นหลอมรวมเป็การหลอมรวมร่างกายให้เป็หนึ่งเดียวกับผืนฟ้าทำให้เดินเหินบนอากาศได้โดยไม่ต้องใช้ลมปราณของตนเอง แต่เป็การหยิบยืมลมปราณจากภายนอกที่ไม่มีวันหมดสิ้นทำให้คนที่บรรลุถึงระดับนี้ได้สามารถเดินเหินหรือใช้ชีวิตบนฟากฟ้าได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองลมปราณของตนเอง
ในส่วนของเคล็ดวิชาที่ได้รับมาจากท่านมหาเทพีประกอบไปด้วยเคล็ดวิชาค่ายกลมหาพฤกษา วิชานี้เป็เคล็ดวิชาไร้ระดับอีกหนึ่งวิชา เพราะเป็เคล็ดวิชาที่ใช้สร้างค่ายกลธรรมชาติโดยอาศัยเหล่าพฤกษานานาชนิดส่วนคุณสมบัติของค่ายกลนั้นล้วนขึ้นอยู่กับประเภทของพืชพรรณที่มีอยู่ในค่ายกล
หากเป็พืชที่มีพิษ ค่ายกลดังกล่าวก็จะเป็ค่ายกลพิษหากเป็พืชที่มีใบแหลมคม ค่ายกลดังกล่าวก็จะเป็ค่ายกลสังหาร หากเป็เถาวัลย์ ค่ายกลดังกล่าวก็จะจับกุมผู้บุกรุกเป็ต้นนอกจากนี้ก็ยังสามารถผสมผสานพืชพรรณรูปแบบต่างๆลงไปในค่ายกลได้ดั่งใจของผู้สร้าง
ดังนั้นยิ่งในค่ายกลมีพืชพรรณมากชนิดเท่าใดค่ายกลก็จะมีความหลากหลายน่ากลัวและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ส่วนการทำงานของค่ายกลล้วนขึ้นอยู่กับผู้สร้างว่าจะกำหนดให้ต้นไม้ชนิดไหนทำหน้าที่อะไรได้บ้างโดยใช้อักขระและความนึกคิดในขณะนั้นของผู้สร้างเป็ตัวควบคุมการทำงานของเหล่าพฤกษา
ส่วนเคล็ดวิชาพยุหะพรรณพฤกษาเป็เคล็ดวิชาไร้ระดับเช่นเดียวกันกับเคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์ เนื่องจากเคล็ดวิชาพยุหะพันพฤกษานั้นเป็การควบคุมเหล่าพฤกษาให้โจมตีศัตรูหรือใช้ในการป้องกันยิ่งควบคุมพฤกษาได้มากเท่าไหร่ความรุนแรงของเคล็ดวิชาก็มากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีเคล็ดวิชาและเทคนิคอีกมากมายที่ลี่หงได้รับจากท่านมหาเทพีแห่งพฤกษาเคล็ดวิชาทั้งหมดนี้ล้วนเป็เคล็ดวิชาจากยุคาทั้งสิ้น บางวิชาได้หายสาบสูญไปจากยุทธภพนานนับหมื่นๆปีแล้วโดยเฉพาะเคล็ดวิชาปราณไร้ลักษณ์และเคล็ดวิชาทั้งหมดของท่านมหาเทพีแห่งพฤกษา
หลังจากทบทวนความรู้และทดลองใช้เคล็ดวิชาต่างๆลี่หงก็ตัดสินใจออกไปหาประสบการณ์ต่อสู้ยังโลกภายนอก เพื่อทดลองวิชาที่ได้ร่ำเรียนและฝึกฝนมาตลอดหนึ่งปี
แค่เพียงนึกคิดว่าอยากจะออกไปโลกภายนอกร่างกายของลี่หงก็หายไปจากกระท่อมในพริบตา