บทที่ 9
กองเนตร์
นอกจากเื่ความแปลกประหลาดของเ้ามารเงา สวีหยางที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดจากภายนอก เขายังมองเห็นท่าทางที่แปลกประหลาดของหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้น
ั้แ่ต้นจนจบอีกฝ่ายแทบจะไม่ได้ลงมือเลย เป็เหมือนกับคนที่ยืนมองทุกอย่างจากด้านนอก
ต้องรู้ก่อนว่าหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้นเองก็เป็ระดับปราณโลหิตเหมือนกัน แถมอีกฝ่ายยังเป็ถึงระดับปราณโลหิตขั้นห้า ความสามารถสูงกว่าเ้ามารเงาผู้นั้นเสียอีก
แต่ในตอนที่มือปราบภายในกลุ่มของตนเอง กำลังโดนเ้ามารเงาผู้นั้นสูบพลังอีกฝ่ายกับไม่เข้าไปขัดขวางหรือใช้โอกาสนั้นในการลงมือสังหาร
แล้วยิ่งมองท่าทางของอีกฝ่ายในตอนที่เขาลงมือสังหารมารเงาไปแล้ว ไม่ว่ามองอย่างไรก็มองเห็นความโกรธเกรี้ยวในสายตาของหัวหน้ามือปราบแซ่ซูผู้นั้น
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ก็สามารถคาดเดาได้ว่า การปรากฏกายขึ้นของมารเงาและการปรากฏตัวขึ้นของมัน อย่างน้อยก็ไม่ใช่เื่บังเอิญแล้วก็น่าจะมีบางอย่างอยู่เื้ั
นิ้วที่กำลังเคาะเป็จังหวะอยู่ของสวีหยางหยุดชะงัก ความคิดทั้งหมดของเขาสลายหายไปจนหมด
เพราะว่าความรู้ของเขาเกี่ยวกับเมืองไป๋สือแห่งนี้น้อยเกินไป อยากจะคิดคำนวณเื่ราวมากไปกว่านี้ก็ไม่มีข้อมูลแล้ว
และอีกอย่างนึงเื่นี้เองก็แทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว ถึงอย่างไรในตอนนี้ในสายตาคนอื่นเขาก็เป็เพียงแค่คนพิการผู้หนึ่งที่สูญเสียพลังยุทธ์ไปทั้งร่างกาย ใช้ชีวิตไปวันๆภายในเมืองไป๋สือ
ในค่ำคืนนี้ที่เขาลงมือก็เพราะ้าช่วยเหลือจางไป๋ และยัง้าสังหารมารเงาที่เป็ต้นเหตุให้ร่างเดิมต้องตาย
ส่วนเกี่ยวกับเื่แผนการเื้ัพวกนั้น มันแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว อีกอย่างหนึ่งถ้าเกิดว่าเื่ของมารเงานี้เป็แผนการที่มีคนอยู่เื้ัจริงๆ
การที่สามารถดึงหัวหน้ามือปราบเข้ามาร่วมด้วย ก็พอจะเห็นได้ชัดว่าผู้ที่อยู่เื้ัแผนการในครั้งนี้ไม่ใช่คนธรรมดา
สวีหยางรู้ดีว่าตอนนี้ถึงแม้ว่าตนเองจะมีระบบอยู่กับตัว แล้วความสามารถของเขาก็พัฒนาได้รวดเร็วเป็อย่างยิ่ง แต่เมื่อเทียบกับผู้ยิ่งใหญ่ภายในเมืองไป๋สือก็ยังคงต่างกันราวฟ้ากับเหว
เขาอยู่ในระดับปราณโลหิตขั้นสองแต่ด้วยเคล็ดวิชาของเขาที่มีระดับสูงมาก นั่นทำให้ศักยภาพและพลังของเขาที่ะเิออกมาเหนือกว่าระดับปราณโลหิตขั้นสองไปไกลมาก
อย่างเช่นหัวหน้ามือปราบซูผู้นั้นอีกฝ่ายก็เป็ถึงระดับปราณโลหิตขั้นห้า แต่ก็ไม่สามารถต้านทานดาบปราบมารที่สำเร็จไปถึงขั้น 10 ได้แม้กระทั่งดาบเดียว
ในความคิดของสวีหยางคิดว่าตนเองน่าจะสามารถต่อกรกับพวกระดับปราณโลหิตระดับสูงได้ แต่ถ้าเกิดว่าจะให้ก้าวข้ามไปต่อกรกับปรมาจารย์ แน่นอนว่าเขายังไม่มั่นใจมากนัก แต่ถ้าเกิดเขาใช้เคล็ดวิชาต้องห้ามอย่างเคล็ดวิชาผลาญโลหิตจริงๆ บางทีระดับพลังของเขาก็อาจจะพุ่งสูงขึ้นไปจนถึงระดับที่ใกล้เคียงกับปรมาจารย์ได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีพลังขนาดนั้นแล้วอย่างไร ปรมาจารย์ภายในเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้มีคนเดียว
เพราะแบบนั้นในความคิดของสวีหยาง ในเมื่อเื่นี้อาจจะเกี่ยวข้องกับผู้ยิ่งใหญ่ภายในเมือง เขาที่ตอนนี้ยังมีพลังให้พอกพอก็ไม่ควรที่จะไปคิดแล้วก็ยุ่งเกี่ยวกับเื่พวกนี้ปล่อยผ่านไปเสียดี
รอวันนึงถ้าเกิดว่าเขามีพลังมากพอ วันนั้นถ้าเกิดว่าเขาอยากจะรู้เื่ใดจะมีผู้ใดสามารถปิดบังเขาได้อีก
เพราะแบบนั้นในตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำก็คือการนอน สวีหยางเมื่อปล่อยวางความคิดทั้งหมดแล้วมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้ม เขาค่อยๆลุกขึ้นจากเก้าอี้หวายใต้ต้นไม้ใหญ่บิดกายหลังจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปภายในเรือนพักของตนเอง
…
วันถัดมา
ใน่ยามเช้าวันนี้สวีหยางตื่นเช้าเป็พิเศษเป็เพราะว่ามีคนมาหาั้แ่เช้า คนผู้นั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็จางไป๋ที่เพิ่งได้กลับมาจากกองมือปราบ
โต๊ะหินตัวเดิมที่ตั้งอยู่กลางลานบ้านสวีหยางมองดูพี่ใหญ่จางด้านหน้าด้วยรอยยิ้ม จางไป๋ในยามนี้แม้จะมีสภาพเหนื่อยล้าอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มีาแหรือไม่มีอันตรายอันใด
“ท่านไม่ควรรีบกลับไปหาพี่สะใภ้ก่อนหรือนางน่าจะเป็ห่วงท่านอยู่นะ?” สวีหยางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
จางไป๋โบกมือ “ข้าให้คนอื่นไปแจ้งแล้วไม่ต้องกังวล ที่รีบมาพบเ้าก่อนก็เพราะว่าอยากจะบอกว่ามารเงาผู้นั้นตายแล้ว ”
สวีหยางแสดงใบหน้าประหลาดใจออกมาอย่างพอดิบพอดี
จางไป๋มองใบหน้าของสวีหยางที่เหมือนจะไม่ได้เสแสร้งก็เอ่ยขึ้น “ไม่เพียงแค่มารเงาแต่หัวหน้ามือปราบซูก็ตายแล้ว”
สวีหยางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม “หัวหน้ามือปราบซูตายได้อย่างไร เขาไม่ได้เป็คนสังหารมารเงาหรือ?”
จางไป๋ส่ายหน้า “ไม่ใช่! มีคนผู้นึงปรากฏตัวออกมาแล้วก็สังหารมือปราบ จากนั้นก็ใช้ดาบเดียวสังหารหัวหน้ามือปราบซูไปด้วย”
สวีหยางดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง “ดาบเดียว!”
จางไป๋พยักหน้า “แต่ว่าการตายของหัวหน้ามือปราบซูครั้งนี้ก็ทำให้เกิดเื่ใหญ่ขึ้นด้วย คดีนี้ถูกส่งต่อไปยังกองเนตร์ไปแล้ว”
สวีหยางเลิกคิ้วขึ้น “กองเนตร์เกี่ยวอันใดด้วย เหตุการณ์มารเงาอาละวาดก่อนหน้านี้อีกฝ่ายไม่เห็นโผล่หัวมา ในตอนนี้มารเงาตายแล้ว หัวหน้ามือปราบซูก็ตายแล้วเหตุใดอีกฝ่ายมาแย่งเอาคดีนี้ไปเล่า?”
ได้ยินคำถามของสวีหยาง จางไป๋ก็เผยรอยยิ้มเยาะก่อนจะเอ่ย “จะอันใดเล่ากองเนตร์ผู้สูงส่งเกรงว่าคงจะสูญเสียผลประโยชน์บางอย่าง เลยทำให้ต้องแย่งคดีนี้ไปทำเอง และอีกอย่างหัวหน้ามือปราบซูก็เป็สายรองแห่งตระกูลซู”
“เ้าก็น่าจะรู้ดีว่าตระกูลซูรับใช้กองเนตร์มาตั้งนานแล้ว เพราะแบบนั้นข้าคิดว่าเื่ของมารเงาในครั้งนี้ไม่ธรรมดา..”
พูดจนถึงตอนนี้จางไป๋ก็ไม่เอ่ยต่อ แต่สวีหยางไม่ใช่คนโง่ เขาพอจะคาดเดาได้ว่าจางไป๋หมายถึงอะไร
หลังจากที่เดินทางมาถึงโลกใบนี้ สวีหยางใช้เวลาหลายเดือนทำความเข้าใจกับโลกใบนี้ ทั้งดินแดนของราชวงศ์ต้าเหยียนและเมืองที่เขาอาศัยอยู่อย่างเมืองไป๋สือ
แน่นอนว่าคนที่เคยให้ความรู้กับเขามากที่สุดย่อมเป็พี่ใหญ่จางที่นั่งอยู่ด้านหน้า นี่ทำให้สวีหยางพอจะรู้เกี่ยวกับเื่ของขุมกำลังใหญ่ในเมืองแห่งนี้บ้าง
เมืองไป๋สือแม้จะพูดว่าเป็เมืองขนาดกลางค่อนไปทางเล็กในมณฑลชิงหลาน แต่ว่าประชากรภายในเมืองรวมกับประชากรของหมู่บ้านน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณรอบๆเมือง สามารถนับได้ว่ามีประชากรนับล้านคนแน่นอนว่าเป็จำนวนเยอะมาก
และสำหรับขั้วอำนาจที่ปกครองเมืองไป๋สืออยู่ ดูแลอำเภอเมืองแห่งนี้แทนราชสำนักก็คือจวนเ้าเมือง แต่ที่จริงแล้วมันก็ไม่ได้มีแค่นั้น
เริ่มจากอำนาจของทางการก่อนเป็อันดับแรก อำนาจของทางการที่ปกครองเมืองไป๋สือและเมืองต่างๆภายในราชวงศ์ต้าเหยียนสามารถแบ่งออกได้เป็สามฝ่าย
หนึ่งคือจวนเ้าเมือง สองคือกองทัพพิทักษ์เมือง สามคือกองเนตร์
ส่วนกองมือปราบไม่นับ! เพราะที่จริงสำหรับกองมือปราบก็เป็เพียงแค่ขุมอำนาจที่รับคำสั่งใต้จวนเ้าเมืองเท่านั้น
ต่อไปมาพูดถึงอันดับแรกของขั้วอำนาจ นั่นน็คือจวนเ้าเมือง แน่นอนว่าเ้าเมืองที่ถูกแต่งตั้งโดยราชสำนักส่วนใหญ่จะเป็ขุมอำนาจฝ่ายบุ๋นในราชสำนัก มีหน้าที่ดูแลบริหารเมืองแล้วก็จัดเก็บภาษี
ขั้วอำนาจที่สองของเมือง นั่นก็คือกองทัพพิทักษ์เมือง ผู้นำของกองทัพพิทักษ์เมืองคือแม่ทัพที่ถูกแต่งตั้งโดยราชสำนัก แน่นอนว่าแม่ทำพวกนี้ต้องเป็แม่ทัพของฝ่ายบู๊ มีกองกำลังใต้บังคับบัญชาควบคุมกำลังพลคอยดูแลรักษาปกป้องเมืองจากสัตว์อสูรหรือศัตรูที่บุกรุก
สามารถพูดได้ว่าทั้งสองฝ่ายเป็เหมือนกับการค้านอำนาจกันระหว่างบุ๋นและบู๊
แต่กองกำลังที่สามที่รับหน้าที่จากราชสำนักค่อนข้างพิเศษ ภายในเมืองไป๋สือและเมืองต่างๆเรียกกองกำลังนี้ว่ากองเนตร์
กองเนตร์มีสถานะค่อนข้างพิเศษ ตรงที่หน้าที่ของพวกเขาคือการรับหน้าที่จัดการเกี่ยวกับเื่ของผู้บำเพ็ญ หรือก็คือจัดการเกี่ยวกับเื่ของเหล่าเซียนในสายตาของชาวบ้านโดยเฉพาะ
สำหรับกองเนตร์ที่รับหน้าที่จัดการกับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ ภายในนั้นคนที่จัดการเื่ต่างๆย่อมต้องมีผู้ฝึกตนอยู่เช่นเดียวกัน เพราะแบบนั้นในสายตาของทุกคนภายในเมืองไป๋สือกองเนตร์ ก็เป็เหมือนกับสถานที่ที่มีเซียนสถิตอยู่
อาจจะเป็เพราะว่าสถานที่แห่งนั้นมีผู้ฝึกตนอยู่ ผู้คนภายในกองเนตร์ที่สังกัดอยู่ภายในนั้นแต่ละคนจึงดวงตามองสูงไม่เห็นหัวใคร มีท่าทางเย่อหยิ่งทะนงตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ภายในเมือง นั่นจึงทำให้สถานที่แห่งนั้นคล้ายว่าเหมือนจะถูกตัดขาดจากผู้คนภายในเมืองไปโดยปริยาย จึงทำให้กองเนตร์ในสายตาของชาวบ้านธรรมดาจึงดูลึกลับมากขึ้นไปอีก
เพราะแบบนั้นสวีหยางจึงแสดงความประหลาดใจออกมา ที่เห็นว่ากองเนตร์กับจะมาจัดการคดีของมารเงาด้วยตนเอง
ไม่ว่ามองอย่างไรถ้าพวกเย่อหยิ่งไม่เห็นผู้ใดในสายตาพวกนั้น การที่มาจัดการเื่นี้ด้วยตนเองเพียงแค่นี้ก็มองเห็นได้ถึงความผิดปกติแล้ว