ทางด้านเว่ยหานเจิ้งหลังทานข้าวเสร็จ ชายหนุ่มหิ้วตะกร้ามันเทศเดินไปตามเส้นทางลูกรังสายเล็ก มุ่งหน้าไปยังบ้านของซูเหวินไห่ บ้านของลุงซูตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากซอยใหญ่ เป็เรือนปูนชั้นเดียวสีอ่อนสะอาดตา มีรั้วไม้ทาสีขาวรอบบ้าน สนามหน้าบ้านปลูกดอกกุหลาบไว้อย่างเป็ระเบียบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยมากับลม
เว่ยหานเจิ้งเดินเข้าไปในลานหน้าบ้าน เห็นลุงซูกำลังนั่งจิบชาอยู่บนเก้าอี้หวายใต้ชายคา ด้านข้างมีชุดน้ำชาเคลือบอย่างดีวางอยู่บนโต๊ะไม้
“อ้าว อาเจิ้ง มาหาลุงเหรอ?” ลุงซูวางถ้วยชาลง หันมายิ้มต้อนรับด้วยสีหน้ายินดี
“แม่ผมให้เอานี่มาฝากครับ แม่บอกว่าเพิ่งขุดได้เมื่อวานนี้ครับ” เว่ยหานเจิ้งยื่นตะกร้ามันให้
ลุงซูหัวเราะเบา ๆ พลางรับตะกร้าไว้ในมือ “เฮ้อ… คราวหลังก็บอกแม่หลานเถอะว่าไม่ต้องลำบาก พวกหลานน่ะลำบากกว่าเราตั้งเยอะ”
เว่ยหานเจิ้งยิ้มบาง ๆ “แม่ตั้งใจจะเอามาฝากคุณลุงให้ได้ครับ”
ชายสูงวัยพยักหน้าเบา ๆ ขณะวางตะกร้าไว้ตรงมุมใต้ชายคา “ว่าแต่…หลานเจอหว่านเอ๋อร์ไหมวันนี้?”
เว่ยหานเจิ้งชะงักเล็กน้อย ก่อนตอบเรียบ ๆ “ยังครับ ผมเพิ่งออกจากบ้าน น่าจะสวนกันหรือเปล่าครับ”
ซูเหวินไห่พยักหน้ารับ ไม่ซักไซ้ต่อ เขาก้มลงเปิดตะกร้าที่ลูกชายของจ้าวซื่อหอบมาให้ ก่อนหยิบมันเทศออกมากองไว้ จากนั้นจึงหยิบถุงผ้าขาวบางขึ้นจากโต๊ะ ด้านในมีถั่วลิสงคั่วใหม่ ๆ สีสวยกับพุทราแห้งที่ยังส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ เขาหยิบถุงนั้นใส่ตะกร้าก่อนจะยื่นให้ชายหนุ่มตรงหน้า
“เอาไปฝากแม่ของหลานด้วย”
เว่ยหานเจิ้งรับของมาอย่างเงียบ ๆ เขาก้มศีรษะเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ “ขอบคุณครับลุงซู ผมขอตัวก่อนนะครับ เดี๋ยวอาเหลียงจะมารับไปร้านครับ”
ซูเหวินไห่พยักหน้า ไม่ได้รั้งไว้ เพียงแค่ส่งยิ้มตามหลังให้ ก่อนจะหันกลับไปเก็บชุดน้ำชาเงียบ ๆ
เว่ยหานเจิ้งหมุนตัวเดินออกจากบ้านพร้ะกร้าในมือ ก่อนจะหิ้วของกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาวางตะกร้าลงบนม้านั่งไม้หน้าครัว แล้วหันไปบอกผู้เป็แม่ด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ
“แม่ครับ...ลุงซูฝากของมาให้”
จ้าวซื่อพยักหน้ารับเบา ๆ เธอหยิบตะกร้าเข้าไปในครัวอย่างเงียบงัน เว่ยหานเจิ้งเดินออกมารอจางเหลียงมารับไปในเมืองด้วยกัน
ไม่นานนัก เสียงจักรยานเก่า ๆ ดังขึ้นหน้ารั้วบ้าน จางเหลียงปั่นมาจอดตรงหน้าบ้านพอดี ชายหนุ่มเ้าของรอยยิ้มซื่อ ๆ ตบเบาะซ้อนท้ายเบา ๆ เป็สัญญาณ
เว่ยหานเจิ้งไม่ได้พูดอะไร เขาก้าวขึ้นไปนั่งอย่างเคยชิน จักรยานสองล้อเคลื่อนตัวออกไปบนถนนดินแดง ก่อนที่ภาพของพวกเขาจะเลือนหายไปในเส้นทางที่มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง…
ทางด้านหลินซือเยว่เมื่อเห็นว่าทุกคนออกจากบ้านไปหมดแล้วเธอก็ได้โอกาสทันที
‘วันนี้แหละ… ฉันต้องได้คำชมจากคุณย่าให้ได้’ เธอพึมพำเบาๆ ก่อนจะหันสายตาไปยังมุมหนึ่งของลานบ้าน
คุณย่าเว่ยกำลังก้มลงยกตะกร้าหวายใบใหญ่ที่ใส่ผักสดหลายชนิดเตรียมจะนำไปขายที่ลานหมู่บ้านเหมือนทุกเช้า หลินซือเยว่รีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที
“คุณย่าคะ เดี๋ยวหนูช่วยถือของให้ค่ะ ตะกร้าหนักแบบนี้ยกคนเดียวไม่ไหวหรอก เดี๋ยวหลังยอกเอานะคะ”
คุณย่าเว่ยเหลือบตาขึ้นมามองเธอ นิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนชั่งใจ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรในที่สุด
“งั้น… ก็แล้วแต่หล่อนก็แล้วกัน”
หลินซือเยว่อมยิ้มให้หญิงชราก่อนรับตะกร้ามาถืออย่างเบามือแล้วเดินเคียงไปข้างคุณย่าเว่ยไปอย่างเงียบ ๆ พอไปถึงลานตลาดเล็ก ๆ ที่หมู่บ้านจัดไว้ให้ชาวบ้านมาขายของ ทุกคนต่างทยอยมาตั้งแผงกันเต็มไปหมด เสียงจอแจของคนซื้อ คนขายดังฟุ้งไปทั่ว
คุณย่าเว่ยเหลือบมองหลานสะใภ้อย่างไม่อยากเชื่อสายตา หลินซือเยว่ที่เคยเอาแต่ใจและไม่เคยสนใจใคร กลับยินดีเดินมาส่งและช่วยถือของด้วยตัวเอง
น้ำเสียงของหญิงชราที่เปล่งออกมาจึงเจือด้วยทั้งความประหลาดใจและความพึงพอใจปะปนกัน
“ขอบใจนะ”
คำพูดนั้นอาจจะสั้น แห้ง แต่สำหรับหลินซือเยว่ในตอนนี้ มันคือคำชมที่มีค่าที่สุดของวันเลยก็ว่าได้
“ติ๊ง คุณย่าของพระเอกชมเชย +10 คะแนนความสัมพันธ์กับย่าเว่ย ภารกิจย่อย: ได้รับคำชมจากย่าของพระเอก 3 ครั้ง สำเร็จ (3/3)”
ปลดล็อกของรางวัล: กล่องเครื่องปรุงสำเร็จรูป x1 ชิ้น ใช้สำหรับปรุงอาหารให้อร่อยระดับภัตตาคาร โดยไม่มีวันหมด
เสียงระบบดังขึ้นในหัว หลินซือเยว่เผลอยิ้มกว้างโดยไม่ได้ทันคิด รอยยิ้มสดใสจนคนรอบข้างแถวนั้นหันมามอง ย่าเว่ยหรี่ตาแล้วพูดขึ้นเสียงเรียบ
“ฮึ… แค่ฉันชมคำเดียว หล่อนถึงกับยิ้มหน้าบานเชียวหรือ?”
หญิงสาวหุบยิ้มแทบไม่ทัน รีบตอบเสียงเบาอย่างอ้อน ๆ “ก็หนูดีใจนี่ค่ะ คำชมของคุณย่าชมหาได้ยากยิ่งกว่าทองเสียอีก”
คุณย่าเว่ยหัวเราะในลำคอเบา ๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ สีหน้าดูคล้ายพึงใจเล็กน้อยแม้จะพยายามเก็บอาการก็ตาม
หลินซือเยว่ยกมือขึ้นแตะข้อมือตัวเองเบา ๆ ััได้ถึงไออุ่นจากกล่องเครื่องปรุงที่ระบบส่งเข้าคลังเสบียงแล้ว
‘ภารกิจแรกของวัน… สำเร็จไปด้วยดี ต่อไปก็เหลือแต่ภารกิจทำให้เว่ยหานเจิ้งประหลาดใจเท่านั้น’
เธอกระตุกยิ้มมุมปากนิด ๆ ในใจเตรียมแผนการต่อไปอย่างเงียบงัน เธอต้องออกไปดูสถานการณ์ที่ร้านของเว่ยหานเจิ้งเสียหน่อยแล้ว เพื่อไปสอดส่องดูหน้ายัยซูหว่านเอ๋อร์เสียหน่อย ว่ายัยนางเอกจะหน้าตาเป็อย่างไรบ้าง
ร่างบางเดินไปตามถนนดินเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นลูกรังขณะเดินเข้าไปในเมือง
‘โอ๊ยเหนื่อย เกิดมาไม่เคยเดินไกลขนาดนี้เลย ครั้งหน้าฉันต้องซื้อจักรยานให้ได้ เวลาเข้ามาเมืองแต่ละทีจะได้ไม่เมื่อยขา’ เธอครุ่นคิดวางแผนในใจ
ทันทีที่มาถึงในเมือง ความอึกทึกครึกโครมของผู้คนก็ตีเข้าหูทันที เสียงพูดคุย และเสียงเรียกลูกค้าดังสลับกันไปมา สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าเล็ก ๆ ที่เรียงรายอย่างเป็ระเบียบ สินค้าหลากหลายวางโชว์อยู่หน้าร้าน ราวกับแข่งขันกันเรียกร้องความสนใจจากผู้ผ่านทาง
เธอเดินทอดสายตาไปเรื่อย ๆ ไม่นานนัก ก็สะดุดกับร้านขายผ้าเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ดูใหม่สะอาดกว่าร้านอื่น ป้ายไม้ด้านหน้าสลักคำว่า “ร้านผ้าเจิ้งหาน” อย่างเรียบง่าย แต่ดูมีรสนิยม
ด้านในร้าน เว่ยหานเจิ้งกำลังยืนอยู่หลังโต๊ะไม้เก่า ๆ สีหน้าเคร่งเครียด ขณะจัดเรียงม้วนผ้าที่เพิ่งมาส่งลงบนชั้นวาง ข้าง ๆ เขา จางเหลียง เพื่อนสนิทของเขากำลังช่วยขนของอย่างขะมักเขม้น
ทันใดนั้น… เสียงหวานใสก็ดังขึ้นจากทางหน้าร้าน
“พี่เจิ้ง”
หลินซือเยว่สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนรีบเบี่ยงตัวหลบหลังแผงขายผักใกล้ ๆ สายตาเธอจับจ้องไปยังต้นเสียงอย่างรวดเร็ว
ร่างของหญิงสาวในชุดเดรสผ้าฝ้ายสีครีมสะอาดสะอ้าน ยืนอยู่ภายใต้แสงแดดอ่อนยามเช้า ผิวขาวนวลดูเปล่งประกาย ร่างบางในท่วงท่าที่สุภาพอ่อนโยนจนดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาดแบบจีนโบราณ
มือเรียวถือตะกร้าหวายสานอย่างประณีต มีผ้าคลุมลายดอกเล็ก ๆ ปิดไว้เรียบร้อย เดาได้ไม่ยากว่าภายในคงเป็ของกินที่ยัยนางเอกทำเองด้วยความตั้งใจ
แม้จะยังมองไม่เห็นใบหน้า แต่แค่ภาพด้านหลังก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่านี่แหละ...ซูหว่านเอ๋อร์นางเอกของเื่นี้
‘เธอนี่มัน...อ่อนโยนจนน่าหมั่นไส้จริง ๆ’ หลินซือเยว่กัดฟันแน่นในใจ พลางเบ้ปากเบา ๆ อย่างอดไม่ได้
“หว่านเอ๋อร์ มาทำอะไรที่นี่?”
เสียงทุ้มของเว่ยหานเจิ้งดังขึ้น เป็โทนปกติ…แต่ในหูของหลินซือเยว่ กลับได้ยินแววความอ่อนโยนบางอย่างแทรกอยู่ในถ้อยคำนั้น
ถ้าไม่ใช่ความรัก… ก็อาจเป็ความเอ็นดู
“พอดีฉันผ่านมาแถวนี้ค่ะ แล้วก็… ได้ยินว่าพี่เจิ้งเปิดร้านใหม่ ฉันเลยทำขนมไข่กับชาสมุนไพรมาให้ค่ะ… พี่เจิ้งทำงานหนักแบบนี้ ต้องบำรุงเยอะๆ นะคะ” ซูหว่านเอ๋อร์พูดเสียงหวาน ดวงตาเป็ประกายด้วยความชื่นชมปนห่วงใย
เธอยื่นตะกร้าใบเล็กยื่นให้ชายหนุ่ม เว่ยหานเจิ้งรับมันมาด้วยท่าทางเก้อกระดากเล็กน้อย ก่อนจะหยิบขนมไข่หอมกรุ่นและขวดชาสมุนไพรที่ยังอุ่นออกมา แล้วค่อย ๆ ยื่นตะกร้าเปล่าคืนให้หญิงสาว
“ขอบคุณมาก หว่านเอ๋อร์… ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้”
“ไม่ลำบากเลยค่ะ ฉันตั้งใจทำให้จริง ๆ ค่ะ” เธอส่ายหน้าน้อย ๆ พร้อมรอยยิ้มละไม
“นี่เป็ชาที่แม่ฉันเพิ่งเก็บใบมาทำเมื่อวานค่ะ ดื่มแล้วจะรู้สึกผ่อนคลาย แก้อ่อนเพลียได้ดีมาก... พี่เจิ้งทำงานหนัก ต้องดูแลตัวเองเยอะๆ นะคะ”
ประโยคสุดท้ายนั้น เธอพูดเบากว่าเดิมเล็กน้อย และสายตาที่เงยขึ้นมองเขา ก็เต็มไปด้วยแววอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด
จากนั้นเธอก็ทอดสายตาไปยังร้าน ก่อนจะกล่าวอย่างจริงใจปนชื่นชม
“ร้านของพี่เจิ้งดูสะอาด เป็ระเบียบจังเลยค่ะ ดูออกเลยว่าตั้งใจมาก ฉันดีใจแทนคุณป้าเลยนะคะ ที่มีลูกชายขยันแบบนี้…”
ประโยคเรียบ ๆ ที่ฟังดูไร้พิษภัย แต่ในสายตาหลินเสวี่ยอวิ๋นที่ยืนแอบฟังอยู่หลังแผงผัก มันคือ บทบรรเลงของแม่นางดอกบัวขาวระดับเซียนชัดๆ
‘อื้อฮือ… อ่อยเนียน ๆ แบบที่ผู้ชายไม่รู้ตัว แต่ผู้หญิงเขารู้หมดย่ะ ปากหวานยิ่งกว่าน้ำผึ้งเดือนห้า สายตานี่แทบจะจับมือกันไปจัดงานวิวาห์ได้เลย’
ทันทีที่ซูหว่านเอ๋อร์หันหน้ามาทางร้าน ขณะเดินดูของในร้านด้วยรอยยิ้มหวานละมุน หัวใจของหลินเสวี่ยอวิ๋นก็คล้ายสะดุดลงกลางอากาศดวงตาของเธอเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะรีบหลบหลังแผงผักอีกรอบ
ใบหน้าของหญิงสาวที่ปรากฏต่อหน้าเธออย่างเต็มตา... นั้นคือใบหน้าที่เธอไม่มีวันลืมได้ตลอดชีวิต
‘ไป๋เยวี่ย...’ หญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็เพื่อนรักของเธอ ก่อนจะทรยศหักหลังเธออย่างเืเย็นที่สุด ทั้งแย่งคนรัก ทั้งเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเธอจนพังพินาศ
แม้รายละเอียดเล็ก ๆ จะต่างกันนิดหน่อย เื่เครื่องแต่งกายและทรงผม แต่โครงหน้า รอยยิ้ม และดวงตาคู่นั้น…เหมือนกันอย่างกับถูกพิมพ์จากบล็อกเดียวกัน
‘นี่มันอะไรกัน…ไป๋เยวี่ย ก็คือซูหว่านเอ๋อร์ นางเอกของนิยายเื่นี้อย่างนั้นหรือ?’
เปลวไฟในอกของเธอปะทุขึ้นอีกครั้ง เดิมทีเธอตั้งใจจะวางแผนเงียบ ๆ ค่อย ๆ รวบรวมหลักฐานแล้วขอหย่าอย่างแเี แต่ตอนนี้... เธอเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ว่ายังควรปล่อยให้เกมดำเนินไปตามบทเดิม หรือควรจะเป็ฝ่ายลุกขึ้นมาพลิกกระดานด้วยมือตัวเอง
‘จะแย่งสามีฉันอย่างนั้นเหรอ… ชาติที่แล้วฉันยอมให้ก็แกก็จริง แต่ชาตินี้… แกอย่าหวังไปเลยไป๋เยวี่ย’
ดวงตาของหลินซือเยว่ทอประกายกร้าว ความลังเลจางหายแทนที่ด้วยเจตนาแน่วแน่
‘ถ้านี่คือฉากเปิดตัวของพระเอกกับนางเอก... งั้นฉันจะสวมบทนางร้ายให้สุดทางเอง’

คือยัยน้องกะจะแวะมาดูเฉย ๆ ค่ะ เก็บหลักฐานแล้วหย่า
นางแอบดูยัยนางเอกอ่อยผัวถึงแอบมองบนใส่
‘อื้อฮือ… ยัยนางเอกคนนี้ร้ายกาจอ่อยเนียน ๆ แบบที่ผู้ชายไม่รู้ตัวด้วย’
ตอนแรกกะจะเบ้ปากแล้วเดินหนี แต่พอยัยน้องเห็นหน้ายัยนางเอกชัด ๆ
เท่านั้นแหละ...อึ้งแดกค่ะคุณ เพราะหน้ายัยนางเอก = อดีตเพื่อนรักตัวดีที่เคยหักหลัง
ดันโผล่มาในร่างนางเอกนิยายเฉย จากที่กะจะหย่ากลายเป็ลังเลค่ะ
เพราะนี่มันไม่ใช่แค่แย่งผัวแล้ว แต่มันคือ “ศึกแห่งศักดิ์ศรี”
มาลุ้นกันค่ะว่าน้องจะจัดการนายนางเอก กับผัวตัวเองยังไง