# บทที่ 18 — เสียงเรียกจากหอหลอม
คืนก่อนพิธีมาถึงเร็วกว่าที่โม่เฉินอยากให้เป็
หลังปิดทางลับใต้กำแพงตะวันตก ฝ่ายกฎหมายไม่ได้ปล่อยให้ข่าวเื่ประตูหอหลอมแพร่ออกไปแม้แต่คำเดียว ศิษย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ถูกสั่งให้อยู่ในเขตเรือนโอสถชั่วคราว คนคุมคลังถูกเปลี่ยนกะ ส่วนคนจากจวนของป้าผู้าุโที่มีชื่อเชื่อมโยงกับเติ้งหานก็ถูกเรียกมาสอบทีละคน
ทุกอย่างดูเหมือนการปิดช่องโหว่ตามปกติ แต่โม่เฉินรู้ว่าคนสวมหน้ากากทองย่อมเดาได้แล้วว่าทางลับถูกพบ เขาไม่ใช่ศัตรูที่วางกับดักไว้จุดเดียวแล้วรอให้เหยื่อเดินเข้าชน เขาเป็คนที่ทิ้งทางให้เห็นพอประมาณ เพื่อบังคับให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าไม่มีทางเลือกอื่น
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยอยู่เหนือโต๊ะในห้องพัก ดวงตาอีโมจิบนหน้าต่างมองเขานิ่ง ๆ
“โฮสต์คิดมากเกินไป” ระบบเอ่ย “เมื่อศัตรูบอกวันนัดชัดเจน ก็แค่ไปก่อนเวลาแล้วทุบมันให้จบ”
โม่เฉินเช็ดคราบเืที่ปลายนิ้วของตนเองออก “คนที่อยากให้เรารีบ มักเตรียมสิ่งที่รับมือคนรีบไว้แล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น โฮสต์ก็จะไม่ไป?”
“ไป แต่จะไม่เดินตามจังหวะที่เขาเขียน”
ระบบทำปากโค้งเป็รอยยิ้ม “ฟังดูดี แต่แต้มชะตาของโฮสต์เหลือสิบแต้ม ความคิดระวังตัวไม่ได้ซื้อยันต์เพิ่มให้เ้า”
โม่เฉินไม่ตอบ เขารู้ดีว่าระบบพูดถูก การใช้ยันต์ตรึงตราช่วยเติ้งหานเป็การตัดสินใจที่คุ้มค่า แต่ก็ทำให้เขาไม่มีสิทธิ์ซื้อทางลัดอีกหลายอย่างในคืนนี้ ดังนั้นแผนต้องพึ่งข้อมูล คน และกฎของสถานที่มากกว่าพึ่งของจากร้าน
เช้าวันต่อมา เติ้งหานฟื้นจากไข้ตราประมาณครึ่งชั่วยามก่อนเสิ่นเยว่โหรวจะส่งคนมาเรียกโม่เฉิน เขาไปถึงเรือนโอสถพร้อมลั่วชิงเสวี่ย กลิ่นยาเข้มจนกลบกลิ่นกำยานเย็นที่ยังติดเสื้อของเติ้งหานไม่ได้หมด
คนเฝ้าประตูถูกมัดแขนไว้กับเตียงด้วยเชือกผนึกอ่อน ไม่ใช่เพื่อทรมาน แต่เพื่อกันตราที่หลับอยู่ในอกกระตุ้นเขาอีกครั้ง เสิ่นเยว่โหรววางถ้วยยาสีขุ่นลงข้างหมอน
“ตราหยุดกัดกินแล้ว” นางบอก “แต่ข้าแยกมันออกไม่ได้ มันฝังเส้นพลังเล็กมากไว้ในหัวใจ ถ้าเ้าของตราตายหรือคนคุมสั่งการ มันอาจทำงานต่อทันที”
“เขาให้ข้อมูลเพิ่มไหม” เจียงอวี้หลานถาม
เติ้งหานพยักหน้าอย่างลำบาก “เมื่อคืนข้านึกออกอีกอย่าง ตอนนำกล่องกำยานไปส่ง ข้าเห็นคนสวมหน้ากากทองในกระจก ไม่เห็นตัวจริง เขาสั่งให้สตรีชุดขาวนำ ‘กุญแจที่ตอบรับเื’ ไปเตรียมที่หอหลอม นางตอบว่า...ผู้ถือกระบี่ยังไม่มา”
ลั่วชิงเสวี่ยมองปิ่นกระบี่ที่เก็บอยู่ในแขนเสื้อ สีหน้าของนางไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วกำผ้าแน่นกว่าเดิม
“กุญแจที่ตอบรับเืคืออะไร” โม่เฉินถาม
“ข้าไม่รู้” เติ้งหานตอบ “แต่หลังจากนั้นมีคนส่งของมา เป็หลอดแก้วขนาดนิ้วมือ ข้างในมีเืสีทองจาง ๆ พวกมันไม่ให้ข้าแตะ”
คำให้การนี้ทำให้คำว่าเืของผู้เปิดทางมีน้ำหนักมากขึ้น ชายหน้ากากทองอาจไม่้าเืของโม่เฉินเพียงเพื่อเปิดผนึก เขาอาจกำลังทำกุญแจสำรอง หรือกำลังหาวิธีบังคับร่างที่มีสายเืบางอย่างให้ตอบรับ
ป้าผู้าุโเข้ามาในห้องในเวลาเดียวกัน นางรับแผ่นคำให้การจากเจียงอวี้หลานแล้วอ่านจนจบโดยไม่พูดอะไร สีหน้าสงบนิ่งของนางทำให้คนในห้องเงียบกว่าเดิม
“คืนนี้เราจะเปิดหอหลอม” นางตัดสินใจ “แต่ไม่ใช้กำลังคนมากเกินไป คนของฝ่ายกฎหมายสามคนจะรักษาทางลับ ฝ่ายคุ้มกันสี่คนตั้งวงผนึกที่แอ่งน้ำแห้ง เจียงอวี้หลานเป็ผู้ตัดสินใจหน้างาน”
นางมองลั่วชิงเสวี่ย “เ้าเข้าไปในฐานะผู้ถือปิ่น แต่ต้องอยู่กลางวงคุ้มกัน ห้ามแตะประตูหินหากยังไม่มีคำสั่ง”
จากนั้นสายตานางย้ายมาที่โม่เฉิน “ส่วนเ้าอยู่ด้านนอกวง”
โม่เฉินคาดไว้แล้ว แต่ก็ยังถาม “หากประตูต้องตอบรับเืของข้า”
“ก็ยิ่งห้ามเ้าแตะมัน” ป้าผู้าุโตอบ “การรู้ว่าศัตรู้าอะไร ไม่ได้แปลว่าต้องยื่นสิ่งนั้นให้เขา”
คำตอบนั้นตรงไปตรงมาจนเขาไม่มีเหตุผลจะโต้เถียง ลั่วชิงเสวี่ยหันมามองเขาเหมือนรอดูว่าเขาจะดื้อหรือไม่
“ข้าจะอยู่ในตำแหน่งที่ตกลง” โม่เฉินกล่าว
“ดี” ป้าผู้าุโพูด “ครั้งนี้อย่าให้ข้าต้องลากเ้ากลับ”
ก่อนแยกย้าย เสิ่นเยว่โหรวมอบกลิ่นยาผงลงบนข้อมือทุกคน “ผงนี้ไม่ซ่อนปราณ แต่จะต้านกลิ่นกำยานเย็นได้ระยะหนึ่ง ถ้าเม็ดสีเขียวบนสายข้อมือกลายเป็ดำ ให้ถอยทันที ไม่ว่ากำลังเห็นอะไรอยู่”
โม่เฉินมองเม็ดโอสถเม็ดเล็กที่นางผูกให้ “เ้าทำได้แค่ไหน”
“พอให้คนไม่ตายเพราะดมสิ่งที่ไม่ควรดม” เสิ่นเยว่โหรวตอบ “ส่วนถ้าเ้าคิดจะลองของแปลกด้วยตัวเอง ข้าทำยาขมพอให้เ้าจำรสได้ทั้งปี”
“ข้าจะพยายามไม่สร้างงานให้หมอ” เขายิ้มบาง ๆ
นางจ้องเขา “ข้าจะจำคำนี้ไว้”
เมื่อฟ้ามืดลง ทีมจึงเข้าสู่ทางลับอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีการใช้คบเพลิง แผ่นหินเรืองแสงสีอ่อนถูกฝังตามพื้นเป็ระยะ แสงของมันน้อยพอไม่ให้เห็นจากปากทาง แต่พอให้มองรอยกับดักได้
ขั้นที่สิบสี่ยังอยู่ตรงเดิม แผ่นเหล็กใต้ขอบหินถูกฝ่ายกฎหมายตรึงไว้แล้ว เจียงอวี้หลานเป็คนผ่านก่อน ตามด้วยลั่วชิงเสวี่ย โม่เฉินเดินลำดับที่สาม เขาไม่ก้าวพ้นรอยแดงที่กำหนดไว้แม้ก้าวเดียว
ทุกคนมาถึงแอ่งน้ำแห้งอย่างปลอดภัย ทางขวาซึ่งเป็บ่อเงาถูกปิดด้วยแผ่นยันต์สีขาวสามชั้น ส่วนประตูครึ่งพังด้านซ้ายถูกเปิดค้างอยู่เหมือนรอพวกเขา
ลั่วชิงเสวี่ยหยุดหน้าเศษกระเบื้องเตาหลอม นางหยิบปิ่นกระบี่ออกมาอีกครั้ง แสงเงินจากลายดอกบัวไม่ใช่แค่สั่นเหมือนเมื่อคืน แต่ไหลเป็เส้นเล็กไปยังประตูครึ่งพัง
“มันกำลังชี้ทาง” ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคนหนึ่งพึมพำ
“อย่าเรียกมันว่าชี้ทาง” โม่เฉินบอก “เราไม่รู้ว่ามันกำลังชวนไป หรือกำลังเตือนให้หนี”
เจียงอวี้หลานพยักหน้า “ทุกคนยึดวงผนึก ถ้ามีอะไรออกมาจากข้างใน ให้ปิดประตูก่อน สอบสวนทีหลัง”
ห้องด้านในไม่ใช่หอหลอมใหญ่ตามที่โม่เฉินจินตนาการ มันเป็เพียงทางเดินแคบยาวไปสุดสายตา ผนังสองข้างมีร่องเตาหลอมขนาดเล็กเรียงอยู่ แต่ทุกเตาดับสนิท บนพื้นมีรอยลากของหนักและเศษผ้าสีขาวขาดติดอยู่กับตะปูหิน
เสิ่นเยว่โหรวใช้คีมคีบเศษผ้านั้นขึ้นมาดู “ผ้าชนิดเดียวกับที่พบในลานกระบี่”
“สตรีชุดขาวอยู่ที่นี่เมื่อคืน” เจียงอวี้หลานกล่าว
“หรือจงใจทิ้งไว้ให้เราคิดเช่นนั้น” โม่เฉินเสริม
ข้างหน้าเป็ประตูหินสูงกว่าสองคน บนบานประตูมีรูปดอกบัวห้ากลีบ แต่กลีบหนึ่งแตกหายไปแล้ว รอยแตกตรงกลางประตูเป็ช่องแคบพอให้แสงสีเทาซึมออกมา
ลั่วชิงเสวี่ยยังไม่ทันเข้าใกล้ ปิ่นกระบี่ในมือนางก็ลอยขึ้นเองครึ่งคืบ แสงสีเงินขยายเป็วงเล็ก กระทบผนังจนฝุ่นร่วงลงมา
เสียงเดิมดังขึ้นจากหลังประตู ชัดกว่าเมื่อคืน แต่ไม่ได้เป็เสียงกระซิบอีกแล้ว
“ผู้ถือกระบี่แห่งสกุลลั่ว จงตอบว่าเ้ามาที่นี่เพื่อรับคืน...หรือเพื่อทำลาย”
ศิษย์ฝ่ายกฎหมายสองคนยกอาวุธทันที เจียงอวี้หลานยกมือห้ามไว้ก่อน นางหันไปถามลั่วชิงเสวี่ย “มันหมายถึงอะไร”
“ข้าไม่รู้” ลั่วชิงเสวี่ยตอบตรง ๆ “ปิ่นนี้เป็ของมารดาข้า นางไม่เคยบอกว่ามันเกี่ยวข้องกับหอหลอม หรือมีคำว่า ‘รับคืน’ อยู่ในเื่ใด”
คำตอบนั้นไม่ได้ทำให้นางอ่อนแอในสายตาโม่เฉิน ตรงกันข้าม นางไม่พยายามแต่งเื่เพื่อให้ทุกคนเชื่อมั่น และการยอมรับว่าไม่รู้ทำให้ตัดสินใจได้ปลอดภัยกว่า
“อย่าตอบ” เขาบอกนาง
“เหตุใด”
“เพราะมันถามให้เลือกเพียงสองทาง ทั้งที่เราไม่รู้แม้แต่สิ่งที่กำลังจะรับคืนหรือทำลาย”
หน้าต่างระบบโผล่ตรงมุมสายตา ดวงตาอีโมจิขยับเหมือนกำลังปรบมือช้า ๆ “โฮสต์เรียนรู้เร็ว คำถามบังคับเลือกเป็ของโปรดของคนอยากให้ผู้อื่นรับผิดแทน”
ระบบเงียบไปครู่หนึ่งก่อนแจ้งด้วยน้ำเสียงจริงจังกว่าเดิม “ตรวจพบร่องรอยค่าชะตาระดับสูงด้านหลังประตู แต่ไม่สามารถระบุตัวตนได้ วัตถุหรือบุคคลนั้นอยู่ในสภาพถูกผนึก”
โม่เฉินไม่บอกข้อความนั้นกับทุกคน เขาเพียงเฝ้ามองประตูหิน ความรู้ใหม่ยืนยันว่าในนี้ไม่ใช่แค่สถานที่ประกอบพิธีของชายหน้ากากทอง มีบางสิ่งที่มีชะตาสูงถูกขังอยู่ และศัตรูกำลังพยายามใช้มัน
เจียงอวี้หลานสั่งให้วางแผ่นตรวจผนึกสามชิ้นรอบประตู แผ่นแรกแสดงเส้นพลังสีดำที่ไหลออกจากด้านใน แผ่นที่สองแตกทันทีที่แตะพื้น ส่วนแผ่นสุดท้ายขึ้นลายอักขระเพียงคำเดียว: **รอ**
“กับดัก?” ศิษย์ฝ่ายกฎหมายถาม
“อาจเป็คำสั่งของผนึกเดิม” เจียงอวี้หลานตอบ “แต่มันไม่ใช่เหตุผลให้เราเชื่อฟัง”
นางหันมาหาโม่เฉิน “เ้าสังเกตอะไรอีก”
เขาชี้ไปยังร่องลึกใต้ประตู “รอยลากของหนักหยุดอยู่หน้าประตู ไม่ผ่านเข้าไป แปลว่าสิ่งที่พวกมันย้ายเมื่อคืนไม่ได้อยู่ข้างใน หรือไม่ก็พวกมันเข้าไม่ได้เหมือนเรา”
ลั่วชิงเสวี่ยก้มมองรอยนั้น “แล้วเสียงเรียกข้า?”
“อาจเป็กุญแจที่ศัตรูยังเปิดไม่ได้” โม่เฉินกล่าว “เขาจึง้าให้เ้ามา”
ทันทีที่คำพูดจบลง เสียงแตกดังจากด้านหลัง ทุกคนหันกลับไปพร้อมกัน แผ่นยันต์ที่ปิดทางบ่อเงาเกิดรอยดำแทรกจากด้านใน ไม่ใช่มีใครฉีกยันต์จากภายนอก แต่เงาที่กองอยู่ในบ่อกำลังไหลย้อนขึ้นมาเอง
เจียงอวี้หลานะโ “ถอยเข้าวง!”
ศิษย์ฝ่ายกฎหมายสองคนขยับปิดแนว แต่เงาดำนั้นไม่ได้พุ่งใส่คน มันรวมตัวเป็รูปร่างของนกสีดำเล็กกว่าฝ่ามือ บนขาของมันมีหลอดแก้วสีทองแขวนอยู่
นกเงาบินมาหยุดเหนือแอ่งน้ำแห้ง แล้วหลอดแก้วก็แตกเอง เืสีทองไม่ตกลงพื้น กลับกลายเป็ตัวอักษรลอยกลางอากาศทีละบรรทัด
**หากอยากให้หมอโอสถปลอดภัย**
**พาปิ่นกระบี่มาที่ประตูหอหลอมเพียงลำพัง**
**ก่อนกลีบสุดท้ายปิดลง**
ตัวอักษรสลายเป็ควันเย็นทันที นกเงาแตกออกเป็เศษดำและไหลกลับเข้าบ่อราวกับไม่เคยมีอยู่
เสิ่นเยว่โหรวจับสายข้อมือตนเองแน่น แต่ไม่ได้ถอย นางมองลั่วชิงเสวี่ยก่อนจะหันมาทางโม่เฉิน “มันรู้ว่าเราอยู่ที่นี่”
“ไม่ใช่แค่นั้น” โม่เฉินตอบ ขณะมองเศษหลอดแก้วบนพื้น “มันรู้ว่าเราเลือกไม่ยอมใช้เติ้งหานเป็เหยื่อ และรู้ว่าเ้าเป็คนเดียวที่ถอนตราให้เขาได้”
หมายความว่ามีคนส่งข่าวให้ศัตรูจากภายในสำนัก หรือมีวิธีสอดแนมที่พวกเขายังหาไม่เจอ
เจียงอวี้หลานเก็บเศษแก้วด้วยผ้าผนึก “เป้าหมายของมันคือปิ่น ไม่ใช่เสิ่นเยว่โหรว หาก้าฆ่านาง มันทำได้ั้แ่ส่งนกเข้ามา แต่ใช้คำขู่เพื่อบังคับการตัดสินใจของเรา”
“และมันอยากให้ลั่วชิงเสวี่ยไปคนเดียว” โม่เฉินกล่าว
ลั่วชิงเสวี่ยกำปิ่นกระบี่จนข้อนิ้วขาว “ข้าจะไม่ไปคนเดียว”
“ดี” เขาตอบทันที “เพราะคนที่เชิญด้วยการขู่ ไม่ได้้าคำตอบ เขา้าคนที่เดินเข้าไปในกรงเอง”
ประตูหินด้านหน้าเงียบลงแล้ว แต่ปิ่นในมือลั่วชิงเสวี่ยยังส่องแสงละเอียด แสงนั้นไม่ใช่คำตอบ และไม่ใช่คำสั่ง มันเป็เพียงหลักฐานว่าทั้งหอหลอมและศัตรูต่างกำลังรอการเลือกของนาง
โม่เฉินมองแผนที่นำส่งที่เจียงอวี้หลานถืออยู่ แล้วเชื่อมสิ่งที่รู้เข้าด้วยกัน: ศัตรูย้ายคัมภีร์ออกจากหอหลอม ทิ้งประตูไว้เพื่อดึงผู้ถือปิ่นเข้ามา ใช้คำขู่เพื่อแยกเสิ่นเยว่โหรว และยังมีบ่อเงาเป็ช่องส่งสาร
ถ้าอย่างนั้น จุดที่ศัตรู้าให้พวกเขาไป อาจไม่ใช่จุดที่พิธีจะเกิดจริง
“อย่าเพิ่งตอบคำขู่” เขาบอกทุกคน “คืนนี้เราถอยและเปลี่ยนคนคุมเรือนโอสถทั้งหมด พรุ่งนี้ก่อนพิธี เราจะตามเส้นทางที่คัมภีร์ถูกย้ายออกไป ไม่ใช่ตามประตูที่มันอยากให้เราเปิด”
เจียงอวี้หลานสบตาเขา ก่อนพยักหน้าช้า ๆ “กลับไปวางแผนใหม่”
ขณะที่ทุกคนเริ่มถอย เสียงจากหลังประตูหินดังขึ้นอีกครั้ง เบาจนเกือบกลืนไปกับเสียงฝีเท้า
“ผู้ถือกระบี่...อย่าเชื่อเงาบนบ่อ”
ครั้งนี้ไม่มีใครตอบ แต่โม่เฉินรู้แล้วว่าเหตุการณ์พรุ่งนี้จะไม่ใช่แค่การหยุดพิธี
พวกเขาต้องหาว่าใครกำลังโกหกอยู่ระหว่างเสียงจากผนึก กับชายหน้ากากทอง ก่อนที่คำขู่จะกลายเป็ศพจริง ๆ