นั่งรถม้าแค่ครึ่งค่อนวันซือฉุยก็ออกอาการอ่อนเปลี้ยเสียแรงทำอย่างกับตนเป็ต้นไม้ที่ใกล้เฉาตายอย่างไรอย่างนั้นเคราะห์ดีที่ป้อมปราการหัวเมืองซานลู่หรือที่รู้จักกันดีในนามเมืองม้าไม่ได้อยู่ไกลจากเมืองหลวงมากนักมิเช่นนั้นซือฉุยคงได้กลายเป็ต้นไม้ที่เฉาตายจริง ๆ แน่นอน
พอรู้ว่าข้างหน้าเป็ประตูเมืองหลวงซือฉุยที่นอนกลิ้งไปกลิ้งมาอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่ในพื้นกระโจมก็เกิดอาการกระตือรือร้นขึ้นมาดื้อ ๆนางอยากััความครึกครื้นของเมืองหลวงจนตัวสั่นตอนนี้ซือฉุยเอาแต่ทำหัวผลุบโผล่ออกมานอกกรอบหน้าต่างอย่างพิรี้พิไร
ท่าทางสู่รู้ของนางชวนให้เจ๋อหร่านจำต้องส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
“ด้วยนิสัยที่เหมือนม้าดีดกะโหลกเช่นนี้อันเฉิงเ้าคิดว่าเด็กเล็กอย่างนางจะโตได้สักแค่ไหนกันเชียว”
เจ๋อหร่านเป็กังวลว่าเด็กหญิงที่นายท่านเหวินเก็บกลับมาด้วยจะหล่นลงจากบานหน้าต่าง นักฆ่าหนุ่มจึงต้องออกปากติเตียนแต่ขณะเดียวกันก็มันเขี้ยวในความซุกซนของนางยิ่งนัก
"ดูสิ....ร่างกายอ้วนจ้ำม่ำ จะเดินจะเหินแต่ละทีพุงพลุ้ยก็กระเพื่อมไปหมดสังขารเป็อย่างนี้ยังไม่รู้จักเจียมตัวอีก ขืนตกลงมาแข้งขาหักตาย จะโทษใครได้เว้นแต่ตัวนางเอง!"
“พี่ใหญ่ ท่านเองก็อย่าจ้องแต่จะขบกัดนางนักเลยด้วยวัยและสภาพความเป็อยู่ที่ดักดานในต่างแดนย่อมเป็เื่ธรรมดาที่นางจะซุกซนและอยากรู้อยากเห็น”
ยังดีที่พี่ชายคนหล่อขุยอันเฉิงยังรู้จักเข้าข้างซือฉุยไม่เหมือนท่านอาจ้วนที่เอาแต่บ่นเช้าบ่นเย็นวันละสามเวลาหลังอาหาร นอกจากนี้ยังเอาแต่ท่องกฎระเบียบอะไรก็ไม่ทราบให้ซือฉุยฟังอันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ได้ เชื่อหรือไม่ว่าซือฉุยจำได้แค่สามข้อเท่านั้นที่เหลืออย่าได้ฝันว่าจะจดจำอยู่ในสมองน้อย ๆ ของซือฉุย
ส่วนกฎระเบียบสามข้อที่ซือฉุยจำได้ขึ้นใจก็ใช่ว่าจะต่างกันมากนัก
ข้อหนึ่งห้ามขัดคำสั่งท่านพ่อ
ข้อสองห้ามทำให้ท่านพ่อไม่พอใจ
ข้อสามถ้าจำกฎข้ออื่น ๆ ไม่ได้ก็ให้ซือฉุยท่องกฎข้อหนึ่งกับข้อสองให้ขึ้นใจ!
“เจ๋อหร่าน ดูเหมือนว่างานเลี้ยงเด็กจะไม่เหมาะกับเ้าสักเท่าไหร่”
เหวินวั่งซูที่ควบอาชาเหยาะๆ อยู่ด้านหน้าลอบฟังคนข้างหลังสนทนากันตลอดทาง ก็รู้สึกว่ามันดูมีชีวิตชีวาไปอีกแบบในทางกลับกันแต่เดิมเหวินวั่งซูมักออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในต่างแดนพร้อมกันกับจ้วนเจ๋อหร่านแค่สองคนเท่านั้นน้อยนักน้อยหนาที่จะพาคนนอกติดตามมาด้วย
หากเป็เมื่อก่อนบทสนทนาของผู้บัญชาการหนุ่มกับนักฆ่าคนสนิทแทบนับประโยคได้ คงเป็เพราะทั้งคู่มีนิสัยเงียบขรึมคล้ายๆ กัน บทสนทนาจึงเกิดขึ้นเฉพาะยามมีเื่สำคัญต้องรายงานเท่านั้นเหวินวั่งซูเองไม่ใช่คนที่ชอบความครึกครื้นอะไรจึงไม่ได้รู้สึกว่านี่คือจุดด้อยในความสัมพันธ์
แต่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ทำให้วั่งซูฉุกคิดขึ้นมาได้ว่านานเกินไปแล้วที่ชีวิตของเขาติดอยู่ในวังวนอันน่าเบื่อหน่ายเ่าั้ั้แ่สตรีนางนั้นล้มหายตายจากความสนุกสุขสันต์ในชีวิตของวั่งซูก็พลอยฟ้าพลอยฝนถูกกลืนหายไปด้วย
หากย้อนเวลากลับไปได้เหวินวั่งซูคนนี้จะไม่ยอมให้มีการครองราชย์ของลั่วมู่หยางถีเด็ดขาด!
“เฟิงเฮย... ซือฉุยขอนั่งบนหลังของเ้าได้หรือไม่!”
จู่ ๆความสนใจของเด็กหญิงก็พุ่งเป้าไปหาเ้าเฟิงเฮยเพราะนางไม่สนใจสิ่งที่พวกผู้ใหญ่คุยกันอยู่แล้วและที่น่าแปลกไปกว่าน้ำเสียงใสแจ๋วของนาง นั่นก็คือเ้าเฟิงเฮยดันหยุดเท้าลงดื้อ ๆจากที่แต่เดิมมันย้ำเหยียบเหยาะๆ ตามจังหวะเชือกรั้งบังเหียน มิหนำซ้ำมันยังเอี้ยวใบหน้ากลับมามองแล้วส่งเสียง'โฮก' ระงมอยู่ในลำคอคล้ายสื่อสารและตอบรับคำขอของซือฉุย
เื่อันน่าอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าทุกคนปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้สร้างความตื่นตะลึงให้กับบุรุษทั้งสามเป็อย่างมากแต่ความอัศจรรย์ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นใครจะไปคาดคิดว่า...เพียงเด็กอ้วนนามว่าซือฉุยกวักมือเรียกเ้าม้าศึกสีน้ำตาลอ่อนอย่างเฟิงเฮยจะเดินวกกลับมาหยุดยืนข้างกระโจมรถม้าอย่างว่าง่าย
“ดีนี่เฟิงเฮย!ไม่เท่าไหร่เ้าก็เปลี่ยนไปเชื่อฟังนางแล้ว”
เหวินวั่งซูใช้ฝ่ามือฟาดต้นคอเบาๆ เพื่อตำหนิม้าคู่ใจ ตอนนี้เองนิ้วมือเล็ก ๆที่แต่เดิมเกาะหนึบอยู่ข้างกรอบหน้าต่าง พอเห็นว่าเ้าเฟิงเฮยประกบอยู่ใกล้ ๆซือฉุยไม่รอช้าที่จะคลายนิ้วมือออกจากจุดเหนี่ยวรั้งแล้วปล่อยให้ร่างอ้วนของตัวเองหล่นลงไปบนหลังของสหายตัวใหญ่
“อันเฉิง!เ้าเห็นอย่างที่ข้าเห็นหรือไม่”
เจ๋อหร่านกะพริบตาถี่ ๆอย่างไม่อยากเชื่อ เพราะแบบนี้จึงต้องเอ่ยปากถามคนข้างกายอย่างขุยอันเฉิงแต่แล้วคำพูดโต้ตอบของเ้าหนุ่มนั่นก็ยิ่งทำให้เจ๋อหร่านสับสนและเสียอาการ
“ท่านไม่ได้ตาฝาดแน่ข้าเองก็เห็นทุกอย่างไม่ได้ต่างไปจากท่าน”
“ข้าคิดว่า!นางต้องเป็ปีศาจจำแลงมาแน่ ๆ ข้านึกสงสัยั้แ่ตอนที่นางกินอาหารแล้วเ้าไม่เห็นหรือว่า...นางกินอาหารหมดเกลี้ยงไม่เผื่อแผ่ใครทำอย่างกับว่า...ในร่างกายของนางมีผีสิบตนสิงสถิตอยู่ก็ไม่ปาน”
เจ๋อหร่านพูดกับอันเฉิงยาวเป็กระพรวนแต่แล้วเจ๋อหร่านจำต้องหน้าหงายเมื่อััได้ว่าไม่มีใครยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับตน
“พี่ใหญ่อย่าหาว่าข้าสอน ที่พวกเราเห็น...มันเรียกว่าพร์ต่างหากซือฉุยน่ารักน่าชังออกปานนั้น นางจะเป็ปีศาจได้อย่างไรกัน”
ว่าไว้เท่านี้อันเฉิงก็ควบอาชาตามนายท่านเหวินไปติดๆ ขืนตีตัวขนานไปพร้อม ๆ กับพี่ใหญ่จ้วน เกรงว่ากว่าจะเข้าเขตเมืองหลวงคงได้หูดับกันพอดี
ถ้าไม่ติดว่าเห็นแก่หน้าพี่ใหญ่จ้วนในฐานะนักฆ่าคนสนิทของนายท่านเหวินขุยอันเฉิงคนนี้คงได้เปรียบเปรยไปว่าจ้วนเจ๋อหร่านผู้นี้ทำตัวเหมือนสุนัขหวงเ้าของครั้นเห็นเ้านายหันไปเอ็นดูสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ ก็เลยแยกเขี้ยวยิ่งฟันข่มขู่ไปทั่วพอทำอะไรไม่ได้ก็เอาแต่เห่าหอนอยู่อย่างนั้น
ขณะเดียวกันนี้เ้าเฟิงเฮยห้อตะบันพาสองพ่อลูกกำมะลอมาหยุดยืนหน้าประตูเมืองโดยที่เหวินวั่งซูไม่จำเป็ต้องออกคำสั่ง มันเป็ม้าที่ฉลาด รู้ความ และแสนรู้กว่าม้าทั่วไปถึงว่าทำไมได้กลายมาเป็ม้าศึกของเหวินวั่งซู!
“เปิดประตูเมืองต้อนรับผู้บัญชาการเหวิน”
เสียงยาวยืดของทหารหน่วยคัดกรองดังแจ้งเหตุอยู่บนกำแพงสูงจากนั้นเสียงแตรสังวาลดังกึกก้องจากหอคอยทิศประจิมนี่เป็สัญญาณบ่งบอกแก่ชาวเมืองว่า ขุนนางใหญ่ของราชสำนักกลับมาถึงแล้วถึงจะมีอำนาจล้นมือแต่ในทางกลับกันวั่งซูเองก็เคารพกฎบ้านเมืองเสมอ
ครั้นทหารเปิดประตูเมืองแล้ววั่งซูก็ยังไม่ยอมผ่านหน่วยคัดกรองเสียทีเดียวเขายังอุตส่าห์คว้าป้ายคำสั่งประจำสังกัดขึ้นมาแสดงต่อเ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติตามกฎระเบียบเพื่อเป็เยี่ยงอย่าง
ทันทีที่ผ่านด่านประตูเข้ามาเหยียบแผ่นดินจิ้งโจวอย่างแท้จริงดวงตากลมโตของเด็กหญิงวัยสี่ขวบก็เบิกกว้างไปทั่วอาณาบริเวณนางไม่เคยเห็นสถานที่ที่ครึกครื้นขนาดนี้มาก่อน มุมนั้นมีเวทีงิ้วจัดแสดงอยู่ส่วนอีกฟากฝั่งเป็ย่านการค้าขนาดใหญ่ทว่าตลอดสองข้างทางนี้ประปรายไปด้วยแผงลอยขนาดเล็ก
ผู้คนส่วนใหญ่แต่งตัวดูดีมีราคาเครื่องหัวตลอดจนอาภรณ์ที่นุ่งห่มหาได้มีรอยปะชุนเหมือนคนในหมู่บ้านที่ซือฉุยจากมาเห็นอย่างนี้แล้วนับว่าเมืองหลวงแห่งนี้เจริญหูเจริญตาทีเดียว
เอ๋!ตรงนั้นมีเด็กหนึ่งกลุ่มกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันสนุกสนาน มันน่าสนใจมากซือฉุยอยากไปเล่นกับพวกเขา
แต่แล้วความหวังของเด็กหญิงจำต้องดับสลายฉับพลันเมื่อคนคุมอาชาที่อยู่ติดกับแผ่นหลังของนาง ออกปากกระซิบผ่านใบหูเบา ๆทำราวกับว่าล่วงรู้ในสิ่งที่นางกำลังครุ่นคิด
“พวกนั้นเป็คนจากบ้านเด็กกำพร้าหรือว่าเ้าอยากไปอยู่ที่นั่น?”
ซือฉุยรีบส่ายหัวทุยหลัดๆ ทำเอาหน้าม้าแตก นางผ่อนเสียงเล็ก ๆ ผ่านลำคอที่ตีบตัน บอกกับท่านพ่อว่าซือฉุยอยากเป็เพียงบุตรสาวของท่านพ่อกับท่านแม่เท่านั้น…
เด็กหญิงกับผู้บัญชาการใหญ่นั่งบนหลังเฟิงเฮยด้วยกันพักหนึ่งกระทั่งออกห่างจากประตูเมืองได้เพียงหกจั้ง มิวายได้ยินเสียงแมลงจัญไรเอาแต่พูดเื่ไร้แก่นสารชวนให้เหวินวั่งซูหงุดหงิดจนต้องกัดกรามสู้!
เสียงซุบซิบเ่าั้เป็มลพิษยิ่งนักอุตส่าห์ปรายตาชมเมืองไปพร้อม ๆ กับซือฉุยจอมซนอย่างสราญใจไหนเลยจะอยากมาเสียบรรยากาศเพียงเพราะคำวิจารณ์ของคนไม่รู้ความพวกนี้
“ตายจริงนั่นม้าศึกของผู้บัญชาการเหวินเชียวนะ อาศัยวาสนาใดกัน ขอทานตัวน้อย ๆอย่างนางถึงได้นั่งบนอานด้วยสีหน้าแจ่มระรื่น”
“ใคร ๆก็บอกว่าใต้เท้าเหวินเ็าและหยาบกระด้างไม่มีทางที่จะเก็บเด็กขอทานไปเลี้ยงเอาบุญแน่นอน”
“เหอะอย่าถามหาเื่บุญเลย พวกเ้ายังจำรัชศกมู่หลัวปีที่หกได้หรือไม่ว่ากันว่านักรบหน้ากากผีในเกราะดำที่ปลิดชีพลั่วมู่หยางถีคือผู้บัญชาการเหวินผู้นี้นี่แหละเข่นฆ่าคนมาก็มาก เ้าคิดว่าคนผู้นั้นยังจะได้บุญอีกหรือ”
“เพ้ย! ตาเฒ่านี่ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดให้มันมาก ประเดี๋ยวทั้งเ้าและพวกข้าก็ได้ตายยกครัวกันหมดซะหรอก”
“ยุคนี้คนสกุลเหวินใหญ่โตคับฟ้าแม้แต่ม่อจิ่นเหยียนผู้เป็กษัตริย์ของแว่นแคว้นคนปัจจุบันยังต้องรักษาไมตรีต่อเหวินวั่งซูผู้นี้ดังนั้นพวกเ้าทั้งหลายจะพูดอะไรก็ให้ระวังปากให้ดี”
เพียงแต่เ้าเฟิงเฮยหยุดเท้าแล้วหยัดยืนนิ่งๆ แววตาดำขลับสะท้อนเงารัตติกาลของขุนนางหนุ่มก็จดจ้องไปยังกลุ่มสุนัขช่างวิจารณ์อย่างคาดขึงเพียงเท่านี้ทั้งคนหัวขาวหัวดำจำต้องหดหัวเข้าบ้านบ้างก็แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง...
มีอย่างที่ไหนสาระแนมานินทาขุนนางใหญ่ในระยะเผาขนไม่ถูกคาดโทษเฆี่ยนเจ็ดสิบหนก็บุญโขแล้ว!