การเดินทางที่ไม่มีแผนที่ และสิ่งที่พบในที่ที่ไม่ได้ตั้งใจจะไป หรือเมื่อหมอที่เชื่อในเหตุผลเรียนรู้ว่า บางสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตไม่มีเหตุผลอธิบาย
ว่ากันว่า "นักเดินทางที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่คนที่รู้ทุกเส้นทาง แต่คือคนที่รู้ว่าเส้นทางที่ดีที่สุดบางครั้งคือเส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะพาไปที่ไหน
เพราะในการเดินทางที่ไม่มีจุดหมาย เ้าจะพบสิ่งที่ไม่ได้ตามหา ซึ่งมักจะเป็สิ่งที่จำเป็ที่สุดที่เ้าไม่รู้ว่า้ามาตลอด"
☽ อารัมภบทคำมั่นสัญญาในตอนเย็น☽
มีสัญญาบางอย่างที่ทำในตอนเย็นขณะดวงอาทิตย์กำลังตกดิน
บางสัญญาถูกลืมเมื่อรุ่งเช้ามาถึง
แต่บางสัญญาสัญญาที่ทำด้วยเสียงเบาๆ ในแสงสีทองอ่อน ระหว่างคนสองคนที่ไม่พูดอะไรโดยไม่ตั้งใจสัญญาแบบนั้นไม่เคยถูกลืม
อู๋ หลิงซาง จำได้ทุกคำ
"เดินทางด้วยกันไหม ไม่มีจุดหมายเฉพาะเจาะจง ไม่มีคนไข้ที่รอไม่มีคดีที่ต้องแก้ แค่เดินทางเพราะอยากเห็น"
และคำตอบของตัวเอง
"ได้"
ตอนที่พูดออกไปเขาเชื่อว่ามันจะเป็เื่ง่าย
แต่โลกนี้ไม่เคยทำให้สิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นได้ง่าย
สองสัปดาห์หลังจากกลับมาจากเฉินหลิวมีจดหมายสี่ฉบับ คดีสองคดี และคนไข้ที่้าการดูแลพิเศษอีกสามคน
สัปดาห์ที่สามก็ไม่ต่างกัน
สัปดาห์ที่สี่
"ท่านหมอ" เย่เซิ่นอวี๋ เข้ามาในห้องทำงานตอนบ่าย มือถือจดหมายที่เพิ่งมาถึงสองฉบับ
"อีกแล้ว" หลิงซางพูดโดยไม่หันจากงานที่กำลังทำ
"ข้าจะวางไว้บนโต๊ะ" เซิ่นอวี๋พูด วางจดหมายลง แล้วก็ยืนอยู่ที่กรอบประตูมองหลิงซางที่กำลังเขียนบันทึกอย่างตั้งใจ
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"สัปดาห์หน้า" หลิงซางพูดวางปากกาลง หันมา "ไม่รับจดหมายไม่รับคดีใหม่ ไม่รับคนไข้ที่ไม่ฉุกเฉิน"
เซิ่นอวี๋มองเขามองนาน
"ท่านหมอตัดสินใจไปแล้ว" เขาพูด ไม่ใช่คำถาม
"ข้าบอกสิ่งที่จะทำ ไม่ใช่ขอความเห็น" หลิงซางพูดเรียบๆ "เราออกเดินทางวันจันทร์ ไม่มีจุดหมาย ไม่มีภารกิจ"
รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเซิ่นอวี๋นั้นกว้างกว่าปกติกว้างพอที่จะถึงตา กว้างพอที่จะทำให้รู้ว่าไม่ใช่รอยยิ้มที่สร้างขึ้น
"ได้เลย" เขาพูดแล้วก็หันออกไปจากกรอบประตู
แต่หลิงซางเห็นว่าเขาเดินเร็วขึ้นเล็กน้อยในแบบที่คนที่ดีใจเดิน
☁ จันทร์วันออกเดินทาง☁
ฉางอัน รุ่งเช้าวันจันทร์ ต้นฤดูร้อน
ม้าสองตัวไม่ใช่สาม
หยูหลานบอกว่าเธอจะดูแลโรงหมอและขอให้ไม่ต้องเป็ห่วงเธอพูดด้วยน้ำเสียงที่บอกว่าเธอเข้าใจดีว่าการเดินทางครั้งนี้เป็ของสองคนไม่ใช่สาม
"ระวังตัวด้วยนะ" เธอบอก"ทั้งสองคน"
"เราจะระวัง" หลิงซางพูด
"ข้าจะดูแลท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดพร้อมกัน
หยูหลานมองทั้งสองมองสลับกัน แล้วก็พยักหน้า
"รู้" เธอพูดเรียบๆ "นั่นแหละคือเหตุผลที่ข้าไม่เป็ห่วง"
เช้าวันนั้นฉางอันอยู่ในฤดูร้อนต้น อากาศอุ่นแต่ไม่ร้อนลมที่ยังมีความชื้นของฤดูใบไม้ผลิที่ยังไม่จากไปทั้งหมดต้นไม้ที่เขียวสดในทุกซอยทุกถนน
หลิงซางและเซิ่นอวี๋ขับม้าออกจากฉางอันโดยไม่มีแผนที่ไม่มีเส้นทางที่กำหนด ไม่มีชื่อเมืองที่ต้องไปถึงภายในวันนั้นหรือวันไหน
มีแค่ทิศทางทิศใต้ เพราะเซิ่นอวี๋บอกว่าทางใต้มีทะเลสาบที่เขาเคยได้ยินมาั้แ่เด็กและอยากเห็นสักครั้ง
"ท่านเคยไปไหม" หลิงซางถาม
"ไม่เคย" เซิ่นอวี๋ตอบ "แค่ได้ยินว่างาม"
"และถ้าไปแล้วไม่งาม"
"งั้นก็ได้รู้ว่าข่าวลือนั้นเกินจริง" เซิ่นอวี๋พูด "ก็ยังคุ้มที่ได้รู้"
หลิงซางคิดกับคำนั้นสักครู่จากนั้นก็พยักหน้า
"สมเหตุสมผล"
ชั่วยามแรกของการเดินทางผ่านไปเงียบๆ
ไม่ใช่ความเงียบที่ตึงเครียดหรือน่าอึดอัดแต่เป็ความเงียบของคนสองคนที่สบายใจพอที่จะไม่ต้องเติมทุกพื้นที่ว่างด้วยคำพูด
ฉางอันจางหายไปเื้ัถนนหินกว้างแคบลงกลายเป็ทางดินที่นุ่ม ต้นไม้ริมทางสูงขึ้น ร่มเงาเยอะขึ้น
ลมพัดพาความเย็นของที่ร่มมาแตะผิวหน้า
"เป็ยังไงบ้าง" เซิ่นอวี๋ถามเบาๆ
"อะไร"
"ความรู้สึกที่ออกเดินทางโดยไม่มีจุดหมาย"
หลิงซางคิดอยู่ครู่หนึ่งตอบในแบบที่ตรงและซื่อสัตย์ในแบบของเขา
"แปลก" เขาพูด "มือข้ายังอยากหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาเขียนว่าจะไปไหนและทำอะไร"
"แต่ยังไม่ได้หยิบ"
"ยังไม่ได้หยิบ"
"นั่นก็ถือว่าก้าวหน้าแล้ว" เซิ่นอวี๋พูด มุมปากขยับขึ้น
หลิงซางมองหน้าเขาจากนั้นก็หันกลับมองทางข้างหน้า
แต่มุมปากของเขาก็ขยับขึ้นเล็กน้อยด้วย
????หมู่บ้านระหว่างทางและขนมที่ไม่ได้วางแผน????
วันที่สองของการเดินทาง หมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำ
พวกเขาหยุดพักที่หมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีชื่อในแผนที่ใดๆ ที่หลิงซางเคยเห็น
หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายเล็กมีสะพานไม้ที่ดูเหมือนอาจพังได้ตลอดเวลาแต่ก็ยังอยู่มาหลายสิบปีบ้านสองสามสิบหลังที่มีผักสวนครัวปลูกหน้าบ้านทุกหลัง กลิ่นข้าวหุงลอยมาจากทุกทิศ
ตลาดเช้าที่ยังเปิดอยู่แม้จะเป็บ่ายแก่เพราะในหมู่บ้านนี้ตลาดเปิดตามใจเ้าของแผง ไม่มีเวลากำหนด
"ข้าอยากชิมขนมนั้น" เซิ่นอวี๋พูดชี้ไปที่แผงขนมเล็กๆ ที่วางถาดสีเหลืองทองไว้เต็มแผง
"ท่านชี้ไปที่สิบอย่างแล้ว" หลิงซางพูด
"ทั้งหมดดูน่ากิน" เซิ่นอวี๋พูดอย่างจริงจัง
"เราไม่มีถุงใหญ่พอที่จะใส่ขนมสิบอย่าง"
"งั้นก็เลือกสามอย่าง"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ที่กำลังมองขนมด้วยดวงตาที่เขาไม่ค่อยเห็นในเวลาอื่นดวงตาที่เปิดเผยและสนุกสนานในแบบของเด็กที่ไม่ต้องระวังตัว
เขาเดินเข้าไปที่แผงขนม
"สามอย่าง" เขาบอกเ้าของแผง
"อยากได้อะไรบ้าง"
หลิงซางมองขนมที่เรียงอยู่ทั้งหมดที่เขารู้จักสูตรยาแต่ไม่ค่อยได้กิน
"ท่านเลือกเอง" เขาหันไปบอกเซิ่นอวี๋
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอให้ข้าเลือก?"
"ท่านรู้จักรสชาติที่ชอบ ข้าไม่รู้จัก" หลิงซางพูดตรง "เลือกสิ่งที่ท่านคิดว่าข้าจะชอบ"
ความท้าทายนั้นเบาๆแต่เซิ่นอวี๋รับมันอย่างจริงจัง เขามองขนมทั้งแผง พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็เลือก
ขนมเปี๊ยะไส้งาดำหวานน้อย กลิ่นหอม
ขนมถั่วกวนที่กรอบนอกนุ่มใน
และขนมผิงที่มีลวดลายดอกบ๊วยแกะสลักบนหน้า
พวกเขานั่งที่ขอบสะพานไม้ขาห้อยลงมาเหนือน้ำที่ไหลเบาๆ กินขนมในตอนบ่าย
"ท่านหมอชอบไหม" เซิ่นอวี๋ถามเมื่อเห็นหลิงซางกินขนมเปี๊ยะงาดำ
"ดี" หลิงซางพูดแล้วก็หยุด แล้วก็พูดต่อ "ดีกว่าที่คิด"
"ข้ารู้ว่าท่านหมอไม่ชอบหวานมาก นั่นคือเหตุผลที่เลือกอันนั้น"
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋มองในแบบที่เขามองเมื่อประเมินบางสิ่ง
"ท่านสังเกตจากอะไร"
"ข้าสังเกตมาตลอดที่รู้จักกัน" เซิ่นอวี๋พูดเรียบๆ "ท่านไม่ค่อยหยิบขนมหวาน กินชาโดยไม่ใส่น้ำตาลเลือกของคาวก่อนของหวานเสมอ"
"ท่านสังเกตเื่ที่ข้าไม่ได้พูดถึงเลย"
"ข้าสังเกตเื่ที่ท่านไม่ได้พูดถึงมาตลอด" เซิ่นอวี๋พูด เสียงที่เบาลงเล็กน้อยจากคำพูดก่อนหน้า
หลิงซางนั่งกับคำนั้นมองลงไปที่น้ำที่ไหลผ่านใต้สะพาน
เขาคิดในใจ"คนนี้"
แล้วก็ยื่นขนมถั่วกวนให้เซิ่นอวี๋
"ชิม" เขาพูด
เซิ่นอวี๋รับมากัดชิม ดวงตาขยายออกเล็กน้อย
"อร่อยมาก"
"ข้ารู้" หลิงซางพูด
"ท่านหมอรู้ได้ยังไง ท่านบอกว่าไม่รู้รสชาติที่ชอบ"
"ข้าดูจากสีและเนื้อัั" หลิงซางพูด "ถั่วดี น้ำตาลสมดุล เนื้อแน่นพอดี"
เซิ่นอวี๋มองเขา
"ท่านหมอวิเคราะห์ขนม"
"ข้าวิเคราะห์ทุกอย่าง" หลิงซางพูดตรง "นั่นเป็นิสัยที่เปลี่ยนยาก"
"ข้าชอบนิสัยนั้น" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
พวกเขานั่งอยู่ที่สะพานนานกว่าที่คิด
ไม่มีเหตุผลจะรีบไปไม่มีที่ต้องถึงก่อนค่ำ เพียงแค่นั่ง ดูน้ำไหล ฟังเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ไกลๆกลิ่นอาหารเย็นที่เริ่มปรุงในบ้านใกล้ๆ
หลิงซางสังเกตเห็นสิ่งหนึ่งในตัวเองความคิดที่ปกติวิ่งเร็วตลอดเวลาในหัว วางแผน ประเมิน จดจำ เตรียมการ วันนี้มันช้าลง
ไม่ได้หยุดแต่ช้าลง
เหมือนเครื่องยนต์ที่ยังทำงานอยู่แต่ไม่ต้องเร่งเต็มกำลัง
เขาคิดในใจ
"อ้อ อย่างนั้นเองหรือ"
นี่คือความรู้สึกที่เซิ่นอวี๋พูดถึงสิ่งที่ได้จากการเดินทางโดยไม่มีจุดหมาย
ไม่ใช่การหยุดคิดแต่เป็การคิดโดยไม่ต้องรีบ
????วันที่สามและทะเลสาบที่ตามหา????
วันที่สามของการเดินทางทะเลสาบจิ้งหลง
ทะเลสาบที่เซิ่นอวี๋ได้ยินมาั้แ่เด็กนั้นปรากฏขึ้นหลังเนินเขาเล็กๆ ในตอนบ่ายของวันที่สาม
ทะเลสาบจิ้งหลง
ชื่อที่แปลว่า"ัใส" ตั้งชื่อตามสีของน้ำที่ใสจนเห็นก้นลึกหลายวาและในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส น้ำนั้นสะท้อนสีฟ้าครามจนดูเหมือนมีท้องฟ้าอยู่ใต้พื้นน้ำ
เซิ่นอวี๋หยุดม้าเมื่อเห็นทะเลสาบ
นั่งนิ่งอยู่สักครู่มองสิ่งที่จินตนาการมาตลอดแต่ไม่เคยเห็น
"งามไหม" หลิงซางถามเบาๆ
"งามกว่าที่คิด" เซิ่นอวี๋พูดเสียงที่แปลกออกไปเล็กน้อย
หลิงซางมองเซิ่นอวี๋ไม่ใช่ทะเลสาบ
สังเกตเห็นบางสิ่งในใบหน้าที่ปกติอ่านยากนั้นความสุขเล็กๆ ที่เรียบง่าย ที่ได้เห็นสิ่งที่อยากเห็นมานานที่ความจริงสวยงามกว่าความฝัน
หลิงซางคิดในใจโดยไม่รู้ตัว
"ขณะนี้ดีมาก"
พวกเขาตั้งค่ายที่ขอบทะเลสาบห่างจากน้ำพอที่จะมองเห็น ใต้ต้นไม้ที่กางกิ่งก้านเป็หลังคาธรรมชาติ
เซิ่นอวี๋ผูกม้าเก็บอุปกรณ์ เตรียมไฟสำหรับทำอาหาร
หลิงซางออกไปหาน้ำจากลำธารเล็กๆที่ไหลลงทะเลสาบ
เมื่อกลับมาเซิ่นอวี๋กำลังจุดไฟอยู่ แสงส้มอ่อนๆ ของไฟกระทบใบหน้าของเขาผมที่ปกติมัดเรียบตอนนี้พลิ้วเล็กน้อยตามลมท่าทางสงบในแบบที่หลิงซางสังเกตเห็นว่าเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆั้แ่ทุกอย่างจบลง
"ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง" หลิงซางถาม วางหม้อลง
"อะไรนะ"
"กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น" หลิงซางพูด เสียงที่ตรงแต่อ่อนโยน "อสูร ร่องรอย จิ้วเซียน ทั้งหมด ท่านรู้สึกอย่างไรตอนนี้"
เซิ่นอวี๋มองไฟที่กำลังติด
"เบาขึ้น" เขาตอบหลังจากคิด"เหมือนวางบางสิ่งที่แบกมานานลงข้าไม่รู้ว่ามันหนักขนาดไหนจนกระทั่งไม่ต้องแบกมันอีกแล้ว"
"มีสิ่งที่ยังหนักอยู่ไหม"
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"บางสิ่ง" เขาพูด "แต่เป็ความหนักที่ต่างออกไป หนักในแบบที่ไม่อยากวาง"
"หนักอะไร"
"ความห่วงใย" เซิ่นอวี๋พูดตรงๆมองหลิงซาง "ห่วงใยคนที่ข้าใส่ใจเป็ความหนักที่ต่างจากความกลัว มันไม่ทำให้อ่อนแอ มันทำให้ระวังมากขึ้น"
หลิงซางฟัง
"ข้ารู้สึกแบบนั้นด้วย" เขาพูดเงียบๆ
ไฟที่กำลังลุกนั้นสว่างขึ้นเล็กน้อยเมื่อลมพัดเข้ามาทำให้แสงส้มอบอุ่นแผ่ออกไปรอบๆ ทั้งสองคน
????คืนริมทะเลสาบและดาวที่เต็มฟ้า????
คืนแรกที่ทะเลสาบจิ้งหลง
ท้องฟ้าโปร่งใสจนเห็นดาวได้ทุกดวงไม่มีเมฆ ไม่มีหมอก แสงจันทร์เสี้ยวที่ไม่สว่างพอที่จะบดบังดาว
น้ำในทะเลสาบสะท้อนท้องฟ้าจนดูเหมือนมีจักรวาลสองใบอยู่ในที่เดียวใบหนึ่งเบื้องบน ใบหนึ่งเบื้องล่างและระหว่างสองจักรวาลนั้นมีคนสองคนนั่งอยู่ริมน้ำ
เซิ่นอวี๋เอนหลังพิงหินแบนที่ขอบน้ำมองดาวด้วยดวงตาที่ไม่กะพริบ
หลิงซางนั่งข้างๆเข่ากอดชิดอก มือวางบนกุ้ยหยูดอกหิมะตามนิสัยแต่ครั้งนี้ไม่ได้ปล่อยพลังออกมาเพื่อสำรวจอะไรแค่ััมันไว้เพราะให้ความรู้สึกคุ้นเคย
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นหลังจากความเงียบยาว
"อะไร"
"ถ้าข้าถามบางสิ่ง ท่านจะตอบตรงๆ ไหม"
"ข้าตอบทุกอย่างตรงๆ อยู่แล้ว" หลิงซางพูด
"จริง" เซิ่นอวี๋พูดยอมรับ"งั้นข้าถามท่านหมอคิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปไหมั้แ่พบข้า"
หลิงซางคิดอยู่นานคิดจริงๆ ไม่ใช่แค่หาคำพูด
"เปลี่ยน" เขาพูดในที่สุด"ข้าเริ่มสังเกตสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับการแพทย์มากขึ้นสังเกตรสชาติขนม สังเกตว่าท้องฟ้าตอนนี้สวยงาม สังเกตว่าการนั่งเฉยๆโดยไม่ทำอะไรนั้นไม่ใช่การเสียเวลา"
"ก่อนหน้านั้นไม่สังเกต?"
"ก่อนหน้านั้น สิ่งเ่าั้ไม่มีค่าพอที่จะสังเกต" หลิงซางพูด
"และตอนนี้มีค่า"
"ตอนนี้มีค่า" หลิงซางยืนยันแล้วก็หันมามองเซิ่นอวี๋ "เพราะมีคนที่ทำให้รู้ว่าสิ่งเ่าั้มีค่า"
เซิ่นอวี๋มองเขา
ในแสงดาวที่ไม่มีแสงเทียนบดบังดวงตาสีน้ำตาลเข้มนั้นชัดเจนและเปิดเผย
"ข้าดีใจที่ได้เป็คนนั้น" เขาพูดเบาๆ
หลิงซางไม่ตอบแต่มือที่วางบนกุ้ยหยูนั้นขยับออกมาเล็กน้อย วางลงบนหินระหว่างสองคน
เซิ่นอวี๋มองมือนั้นจากนั้นก็วางมือของตัวเองลงข้างๆ นิ้วมือแตะกันเบาๆ
ทั้งสองไม่พูดอะไรอีก
ดาวส่องแสงทะเลสาบสะท้อน ลมพัดเบา
และในความเงียบที่สมบูรณ์นั้นมีบางสิ่งที่พูดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่ต้องใช้คำ
????รุ่งเช้าและสิ่งที่หลิงซางทำ????
รุ่งเช้า
หลิงซางตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นตามนิสัย
เขาลุกขึ้นเงียบๆไม่ปลุกเซิ่นอวี๋ที่ยังนอนหลับอยู่ เดินไปที่ขอบน้ำนั่งลงบนหินเดิมที่นั่งเมื่อคืน
ท้องฟ้าสีครามเข้มกำลังค่อยๆเปลี่ยนเป็สีทองแดงที่ขอบฟ้าแสงแรกของวันที่ยังไม่สว่างเต็มที่ส่องลงมาบนน้ำทะเลสาบ ทำให้ผิวน้ำดูเหมือนโลหะเงินที่ใครบางคนทำให้เป็คลื่นเบาๆ
หลิงซางนั่งดูสิ่งนี้
ไม่ได้คิดอะไรเป็พิเศษไม่ได้วางแผน ไม่ได้จดบันทึก แค่นั่งดู
และรู้สึกว่ามันงาม
ความรู้สึกนั้นเรียบง่ายมากแต่ก็ล้ำลึกมากในเวลาเดียวกัน
เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเปิดหน้าว่าง จับปากกา
แต่แทนที่จะเขียนแผนการหรือบันทึกทางการแพทย์เขาเขียนสิ่งที่ไม่เคยเขียนมาก่อน
"แสงเช้าส่องทะเลสาบ ท้องฟ้าไร้เมฆพันลี้ ข้างกายมีคนหนึ่งในใจมีความอบอุ่น ขณะนี้ พอแล้ว"
เขาดูอยู่กับสิ่งที่เขียนไปนานสักครู่
จากนั้นก็ปิดสมุดวางลง
"อ้อ อย่างนี้เองหรือ"
"ท่านหมอตื่นเช้า"
เสียงของเซิ่นอวี๋ดังขึ้นจากข้างหลังหลิงซางหันมา เห็นเซิ่นอวี๋เดินมาพร้อมเสื้อคลุมที่สวมรีบๆ ผมที่ยังไม่ได้มัดถือถ้วยชาสองใบที่ชงมาจากอุปกรณ์ที่เก็บไว้ในกระเป๋า
"ตื่นตามปกติ" หลิงซางพูด
"ข้าตื่นแล้วท่านไม่อยู่" เซิ่นอวี๋นั่งลงข้างๆ ยื่นชาให้ "รู้ว่าต้องมาที่นี่"
"รู้ได้ยังไง"
"เพราะถ้าข้าตื่นแล้วท่านหมอไม่อยู่ ท่านต้องอยู่ที่ที่มองเห็นน้ำ" เซิ่นอวี๋พูดเรียบๆ
หลิงซางมองเขา
"ท่านสังเกตข้าเยอะมาก"
"ข้าสังเกตสิ่งที่สำคัญ" เซิ่นอวี๋พูด รับชาคืนมาดื่ม มองออกไปที่ทะเลสาบ "น้ำสวยมากตอนเช้า"
"ใช่"
"ท่านหมอรู้สึกอย่างไร ที่เห็นสิ่งนี้"
หลิงซางคิดอยู่ครู่ตอบในแบบที่เขาเขียนไว้ในสมุดบันทึก
"พอ" เขาพูด
เซิ่นอวี๋หันมามองเขา
"พอในความหมายที่ว่า—"
"พอในความหมายที่ว่า ถ้าวันนี้เป็วันสุดท้ายของการเดินทางข้าก็ไม่รู้สึกว่าขาดอะไร" หลิงซางพูด"ข้าได้เห็นสิ่งที่งาม ได้นั่งอยู่ในที่ที่สงบและมีคนที่ดีอยู่ข้างๆ นั่นพอ"
เซิ่นอวี๋นั่งอยู่กับคำนั้น
เขาคิดในใจเหมือนที่หลิงซางเคยพูดถึงคำพูดของเขา
แต่แทนที่จะพูดออกมาเซิ่นอวี๋แค่มองทะเลสาบต่อ ดื่มชา และนั่งเคียงกับหลิงซางในแสงเช้าที่ค่อยๆสว่างขึ้น
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
♥️น้ำค้างในตอนเช้า ♥️
"น้ำค้างที่เกาะบนใบหญ้าในตอนเช้า ไม่ได้มาจากฟ้า ไม่ได้มาจากดิน
มันมาจากอากาศที่เย็นลงในตอนกลางคืน และอบอุ่นขึ้นในตอนเช้า มันเกิดขึ้นเพราะความแตกต่างสองอย่างพบกันในเวลาที่ถูกต้อง
ความรักที่แท้จริงก็เช่นกัน ไม่ได้มาจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มาจากความพยายามเพียงอย่างเดียว
มันมาจากคนสองคน ที่ต่างกันพอที่จะเรียนรู้จากกัน และเหมือนกันพอที่จะยืนอยู่ข้างๆกัน ในเวลาที่ถูกต้อง
ซึ่งเวลาที่ถูกต้องนั้น ไม่ได้กำหนดโดยใคร นอกจากสองคนที่เลือกกัน"
♥️"ชาตินี้มีเธออยู่เคียงกาย จะกลัวอะไรพายุหิมะ ในใจมีรักทุกอุปสรรคก็เบาลง" ♥️
...สุสาส์นราคะ....