บทที่ 49
ตัวตนของท่านลุงจ้าว
ชายชราแย้มยิ้มดวงตาเปี่ยมเมตตาแม้จะซ่อนประกายความเฉียบคมเอาไว้ลึกสุดใจเขาก้มหน้ารับการคารวะของเถาเถาและไป๋ซือเหนียงด้วยความอ่อนโยน
“งดงาม ไม่ธรรมดา... เหมาะสมกับซื่อจื่อ”
วาจาสั้น ๆเพียงไม่กี่คำกลับสะท้อนน้ำหนักความเห็นจากบุรุษที่เคยผ่านร้อนหนาวของยุทธภพมานับไม่ถ้วน
จากนั้นชายชราก็ยกมือไพล่หลังอย่างเรียบง่ายพร้อมกับเอ่ยต่อ “เอาล่ะ ตาเฒ่าผู้นี้คงต้องขอตัวก่อนวันนี้ได้รับคำไหว้วานให้มาพาแม่หนูนี่กลับไป”
เพียงแค่ปรายตาไปทางคุณหนูตระกูลซูไม่แม้แต่จะขยับมือหรือตวาดใด ๆ ร่างสูงโปร่งของสตรีแสนซุกซนเมื่อครู่ก็ก้มหน้าน้อยๆ แล้วเดินตามหลังท่านลุงจ้าวไปอย่างเงียบงัน ราวกับลูกแมวที่ถูกจับจมูกได้
สีหน้าของซูเหม่ยหรูไม่ได้โกรธเคืองแต่แฝงไว้ด้วยความจำนนแบบที่ผู้ใหญ่ในตระกูลมักทำให้นางต้องรู้จัก “พ่ายแพ้” อยู่บ่อยครั้ง
เงาทั้งสองค่อย ๆเคลื่อนไปตามทางเดินใต้ร่มเงาต้นหลิวจนลับสายตาทิ้งไว้เพียงสายลมอ่อนที่พัดผ่านสายไม้ไผ่รอบสวนดอกไม้เงียบสงบเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ไป๋ซือเหนียงมองตามแผ่นหลังของสตรีผู้นั้นด้วยแววตาลึกซึ้งก่อนจะละสายตากลับมายังพระชายาที่นั่งอยู่ตรงข้าม
พระชายาราวกับคาดเดาความสงสัยของนางได้ก็แย้มยิ้มอ่อนโยนแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเรียบง่าย
“ท่านลุงจ้าว เป็นหนึ่งในผู้ดูแลใหญ่ของตระกูลซู...อืม...แต่สถานะของท่านลุงนั้นพิเศษนัก เป็นสหายสนิทของท่านพ่อข้า เพราะแบบนั้นแม้จะมิใช่สายเลือดแท้ แต่ภายในตระกูล กลับให้เกียรติเขาเสมือนหนึ่งผู้อาวุโส”
ไป๋ซือเหนียงพยักหน้ารับคำอย่างสงบมิได้เอ่ยถามต่อ
นางรู้ดีเรื่องบางเรื่องควรถนอมไว้ก่อน เมื่อเวลายังไม่เหมาะสมการถามมากไปอาจกระตุ้นความสงสัยและหากใครสักคนในเงามืดที่เฝ้าจับตามองนางอยู่รู้ตัว...ทุกอย่างที่วางแผนไว้คงพังครืนลงในพริบตา
เพราะฉะนั้น การเก็บข้อมูลจึงต้องอาศัย “ความแนบเนียน” และ “ความอดทน”
การเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงครั้งนี้ของไป๋ซือเหนียงไม่ได้มีเป้าหมายแค่การกลับมาในฐานะสตรีของซื่อจื่อเท่านั้น
ภายใต้ใบหน้าสงบนิ่ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความแค้นและคำถามที่รอการไขให้กระจ่าง
ผู้ใดกันแน่...ที่อยู่เบื้องหลังการล้อมสังหาร “ไป๋ซือเหนียง”กับ “ไป๋เสวี่ย”
ผู้ใด...ที่วางแผนล่มสลายตระกูลพ่อค้าใหญ่อย่างตระกูลไป๋เมื่อสิบปีก่อน
นางต้องการความจริง ต้องการคำตอบและต้องการแก้แค้น
…
ยามราตรีแผ่คลุมทั่วนครหลวงเหยียนจิงแสงตะวันลับขอบฟ้าไปนานแล้วแต่ชีวิตในเมืองหลวงยังคงเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางแสงโคมไฟนับหมื่นดวงบนถนนสายหลักแสงไฟจากโคมแดงแขวนเรียงรายส่องสะท้อนพื้นหินขัดสะอาดใสราวกระจกเสียงเกี้ยวเร่ เสียงร้านค้าเร่ขายอาหารยามค่ำดังแว่วคลอเบาๆทว่าบรรยากาศกลับไม่วุ่นวาย หากเต็มไปด้วยความเป็นระเบียบสะท้อนถึงนครหลวงที่ถูกดูแลอย่างเข้มงวดและรุ่งเรือง
ในเรือนเมฆาขาวซึ่งตั้งอยู่ในเขตด้านในของจวนเหยียนหลงอ๋องบรรยากาศกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง รอบด้านเงียบสงบมีเพียงเสียงลมเย็นยามค่ำคืนพัดต้องยอดไผ่ที่ปลูกเรียงรายอยู่นอกเรือนส่งเสียงกระซิบเบา ๆ ราวกับกำลังกล่อมให้ทุกสิ่งคลายใจ
ภายในห้องอาหารของเรือนเมฆาขาวมีโต๊ะกลมขนาดเล็กตั้งอยู่กลางห้องพื้นไม้ขัดสะอาดสะท้อนแสงตะเกียงน้ำมันอันอบอุ่นที่แขวนอยู่เหนือศีรษะบนโต๊ะจัดวางอาหารเรียบง่ายแต่พิถีพิถันสี่ห้าอย่าง ได้แก่ "เนื้อปลานึ่งซอสเต้าเจี้ยว","เต้าหู้ตุ๋นเห็ดหอม", "ผักปวยเล้งผัดน้ำมันงา"และ "ซุปซี่โครงตุ๋นรากบัว" กลิ่นหอมลอยฟุ้งปะปนกับไอร้อนจาง ๆ ทำให้ภายในห้องอบอุ่นขึ้นถนัด
บนเก้าอี้ด้านข้างไป๋ซือเหนียงนั่งเรียบสงบในชุดเรียบหรูสีฟ้าคราม นางกำลังใช้ตะเกียบคีบผักวางใส่ถ้วยของตนอย่างไม่เร่งรีบข้างกายนั้นมีเถาเถา เด็กหญิงตัวน้อยวัยห้าขวบ ที่นั่งตัวตรงอย่างตั้งใจหากดวงตากลมโตกลับไม่อาจละสายตาไปจากอาหารบนโต๊ะได้แม้แต่น้อย
มือเล็ก ๆของเถาเถายึดขอบโต๊ะไว้แน่น ใบหน้าขาวนวลเอียงเล็กน้อยอย่างตื่นตาตื่นใจ ริมฝีปากน้อยเผยอเล็กน้อยก่อนที่ลิ้นน้อยๆ จะแลบออกมาเลียปากแบบไม่รู้ตัว “เอือก…” เสียงกลืนน้ำลายเบา ๆดังออกมาจากคออย่างน่ารักจนไป๋ซือเหนียงที่เห็นเข้าก็อดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้
“ทนไม่ไหวแล้วหรือ?” นางเอ่ยถามพลางยิ้มบางดวงตาคู่งามทอดมองลูกสาวด้วยสายตาอ่อนโยน
เถาเถาหันมามองนาง ส่ายหน้าแรง ๆอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเอ่ยเสียงใสเจื้อยแจ้ว “ต้องรอท่านพ่อก่อนเจ้าค่ะ!”
คำพูดที่เด็ดเดี่ยวแต่ยังคงความไร้เดียงสาทำให้ไป๋ซือเหนียงยิ้มออกมากว้างขึ้นอีกเล็กน้อย นางพยักหน้าเบา ๆอย่างพึงพอใจในใจ ความอบอุ่นและความสงบแผ่คลุมภายในห้องอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้ท่ามกลางแสงโคมอ่อน ๆ ที่สาดส่องลงมาบนโต๊ะอาหาร
บรรยากาศภายในห้องอาหารของเรือนเมฆาขาวอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ค่อย ๆ แผ่ซ่านออกจากหัวใจของครอบครัวเล็ก ๆ หนึ่งครอบครัว
ประตูไม้ถูกเลื่อนเปิดออกพร้อมกับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาบุรุษในชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดสะอ้านก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มละมุนร่างสูงสง่าของเขายามอยู่ใต้แสงตะเกียงยิ่งดูอบอุ่นนัก แผ่นอกกว้างมือทั้งสองไขว้หลังอย่างไม่ถือตัว ดวงตาคมลึกหันไปมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะด้วยแววตาอ่อนโยน
“โอ้… เถาเถารอพ่ออยู่หรือ?” น้ำเสียงของเหยียนไป๋เฉินที่เอ่ยออกมาทำเอาเด็กน้อยเบิกตากว้างด้วยความดีใจ
“ท่านพ่อ!” เสียงใส ๆดังลั่นพร้อมกับที่ร่างเล็กกระโดดลงจากเก้าอี้ เท้าเล็ก ๆเปลือยเปล่าเหยียบพื้นไม้ดังกึก ๆ วิ่งตรงเข้าไปหาบิดาอย่างไม่ลังเล
เหยียนไป๋เฉินย่อกายลงมือทั้งสองรับร่างน้อยที่โถมเข้ามาอย่างพอดิบพอดี แรงกระแทกเบา ๆจากน้ำหนักของเด็กน้อยไม่ได้ทำให้เขาโอนเอนแม้แต่น้อยกลับยิ่งทำให้เขาหัวเราะออกมาเบา ๆ พลางโอบรัดเถาเถาแน่น ๆ เอาไว้ในอ้อมแขน
เขาโน้มใบหน้าลงมาสบตากลมโตคู่นั้นใบหน้าของเถาเถาเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใสดวงแก้มทั้งสองแดงระเรื่อเพราะความตื่นเต้น “หลายวันที่กลับมานครหลวงมีเรื่องมากมายให้ต้องจัดการ…บิดาปล่อยให้เถาเถาอยู่คนเดียว บิดาผิดไปแล้ว” เขากระซิบเสียงแผ่ว
เถาเถาส่ายหน้าเล็ก ๆ อย่างเข้าใจเสียงเล็ก ๆ เอ่ยตอบอย่างไม่ถือโทษ “เถาเถาเข้าใจ…”ได้ยินเช่นนั้นเหยียนไป๋เฉินถึงกับหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาทอแววอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม “โอ้? เถาเถาเข้าใจด้วยหรือ? อืม… เป็นเด็กดีเสียจริง”
เด็กน้อยยิ้มกว้างทันทีใบหน้ากลมฉายความภูมิใจอย่างชัดเจน มือเล็ก ๆ โอบรอบคอบิดาแน่น ก่อนจะถูกเหยียนไป๋เฉินอุ้มพากลับมาที่โต๊ะอาหาร
“เอาล่ะ ๆ มากินข้าวได้แล้ว” ไป๋ซือเหนียงที่นั่งรออยู่กล่าวขึ้นเสียงนุ่มพลางยกถ้วยข้าวของลูกสาววางลงตรงหน้านาง