Ep 016 :: เอาคืนเล็ก ๆ กับการลอยแพ
“คุณชายรองอย่าพึ่งเข้าไปเลยขอรับ”
“อะไรกันพ่อบ้านเฉิน ข้าได้ยินว่าท่านพ่ออยู่บ้าน เช่นนั้นท่านก็น่าจะอยู่กับท่านแม่แล้วก็ปิงเอ๋อร์สิ หรือท่านพ่อไม่อยู่ที่เรือนไป๋อวี้”
“นายท่านอยู่ที่เรือน แต่ว่า...”
พ่อบ้านเฉินพยายามหยุดไม่ให้คุณชายที่พึ่งกลับมาถึงบ้านเข้าไปด้านใน เขาเรียบเรียงคำพูดในหัวไม่ถูกว่าควรจะพูดเช่นไรให้คุณชายไม่โกรธนายท่านผู้เป็บิดามากนัก
เขานั้นพยายามถ่วงเวลา แต่ว่าเขานั้นไม่สามารถทำได้ เมื่อเงาร่างสูงปราดเปรียวเดินฉับ ๆ ไปเพียงพริบตาก็ถึงอดีตเรือนนอนของฮูหยินใหญ่แล้ว
“อึกอักอะไรกัน พอเลย ข้าไปหาทุกคนดีกว่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ปิงเอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว!”
หยางหย่งสือ บุตรชายคนรองในวัยสิบหกปีกลับมายังจวนแม่ทัพด้วยรอยยิ้ม เขาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ร่างกายมีกล้ามเนื้อพอประมาณไม่แห้งและไม่ล่ำจนเกินไปสมภาพลักษณ์บัณฑิต เด็กชายในวันวานโตเป็หนุ่มในวันนี้ เขาอยากจะบอกกล่าวข่าวดีที่ตนเองได้รับแก่พ่อแม่พี่น้องโดยเร็วจนใบหน้าไม่อาจกลั้นยิ้มได้
แต่แล้วใบหน้ายิ้มแย้มก็พลันต้องหุบลง เมื่อบนโต๊ะในห้องโถงของเรือนไป๋อวี้ของมารดามีหญิงสาวหน้าตาชวนมองกับดรุณีที่น่าจะวัยพอ ๆ กับน้องสาวของเขาที่ไม่พบกันนานนั่งอยู่ แต่เขากลับไม่พบเจอเ้าของเรือนหรือน้องสาวที่น่าจะอยู่ที่นี่กับมารดา
...จะบอกว่าเป็แขกของมารดา ก็คงไม่ใช่ เมื่อบนโต๊ะมีเพียงบิดาที่นั่งอยู่กับพวกนางสองคน
“...พวกท่านเป็ใคร?”
“ท่านคงเป็พี่รอง น้องสาวนามว่าซือซือ ยินดีที่ได้พบเ้าค่ะพี่รอง”
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะลูกรอง”
คนแปลกหน้าทั้งสองเมื่อเห็นคุณชายของบ้านก็ฉีกยิ้มทักทายอย่างเป็มิตร
ทว่าเมื่อได้ยินคำพูดเ่าั้สีหน้าของหยางหย่งสือก็เปลี่ยนไป
สรรพนามเรียกที่คงไว้ซึ่งความเคารพยามพบคนไม่รู้จักของหยางหย่งสือถูกเปลี่ยนทันที น้ำเสียงในถ้อยคำแฝงอารมณ์เกรี้ยวกราดไว้เสียหลายส่วน เขาไม่จำเป็ต้องมีมารยาทกับคนพวกนี้
“พวกเ้ามีสิทธิ์อะไรมาเรียกข้าเช่นนั้น ข้ามีน้องสาวคนเดียว อีกทั้งยังมีมารดาเพียงผู้เดียว”
“...เ้าไม่อยู่บ้านเลยอาจจะไม่ทราบ แต่ว่าแม่...แม่เป็ภรรยาอย่างถูกต้องของท่านแม่ทัพเช่นกันนะ”
“ข้าก็เป็น้องสาวอย่างถูกต้องของท่านพี่เช่นกัน”
หยางหย่งสือขมวดคิ้วหนัก เขาเป็บัณฑิตมีเหตุและผลจึงพยายามไม่ใช่อารมณ์เป็ที่ตั้ง แต่ยามที่เขาเห็นใบหน้าของสองแม่ลูกคู่นี้ ท่าทางเจ็บช้ำราวกับไม่ได้รับความยุติธรรมที่ดูเสแสร้งนั่นกลับทำให้เขาโมโหหนักยิ่งกว่าเดิม แต่ไม่ทันจะได้เปิดปากพูดต่อว่าอะไร เสียงทุ้มทรงอำนาจที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ซิ่งซิวเป็อนุภรรยาของข้า และซือซือเป็น้องสาวของเ้า”
“...ท่านพ่อ!?”
หยางหย่งสือหันกลับไปถามอย่างไม่เชื่อหู เขามองคนทั้งสามสลับไปมาหลายครั้งก่อนจะแค่นเสียง ไม่คิดต่อปากต่อคำกับผู้เป็บิดา แม้ว่าจะไม่เข้าใจเหตุผลใด ๆ ของอีกฝ่ายเลยก็ตามแต่
“ท่านแม่กับปิงเอ๋อร์อยู่ที่ใด?”
“เรือนท้ายจวน”
คำตอบที่ได้รับทำเอาหย่งสือขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาใช้ดวงตาดุดันที่เหมือนกับบิดาแทบทุกส่วนกวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหยุดที่ใบหน้านิ่งขรึมของบิดาที่ไม่อาจเดาอารมณ์ความรู้สึกได้ ความรักที่เขามอบให้บิดาไม่ได้น้อยไปกว่ามารดาเลย แต่ในเวลานี้...
...เขาแค้นเคืองบิดาแทนมารดานัก!
“ข้าไม่ได้ไม่ยอมรับธรรมเนียมบุรุษมีสามภรรยาสี่อนุ...เพียงแต่...ข้าก็ไม่ยอมรับคนเหล่านี้”
“...”
“ข้ามีน้องสาวคนเดียวคือปิงเอ๋อร์ และมีมารดาคนเดียวคือท่านแม่...หงเหลียนฮวาแห่งจวนราชครู ไม่ใช่สตรีไร้หัวนอนปลายเท้าพวกนี้!”
หย่งสือหันหลังกลับออกจากเรือนไปโดยไม่แม้แต่จะแสดงความเคารพ ทั้งยังไม่คิดจะฟังคำตำหนิใด ๆ แต่ใครจะรู้ว่าหยางเอ่อคังก็ไม่คิดจะเรียกรั้งทัดทานใด จนสองแม่ลูกที่ถูกกล่าวหาว่าไร้หัวนอนปลายเท้าถึงกับต้องจิกเล็บเข้าไปในเนื้ออย่างรุนแรง
แม้จะเป็อนุ แต่โต้วซิ่งซิวก็คิดว่าตัวเองนั้นเป็ภรรยาคนหนึ่งของแม่ทัพใหญ่ เช่นเดียวกับซือซือที่คิดว่าตัวนางเองก็เป็บุตรสาวที่ถูกต้องของบิดาเช่นกัน แล้วไฉนพวกนางถึงถูกมองเป็แค่คนนอกหรือคนชั้นต่ำอยู่เรื่อยกัน!?
หยางเอ่อคังสืบเท้ามายืนข้าง ๆ โต้วซิ่งซิว กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลงแต่ก็ยังคงความเ็าไว้หลายส่วน ท่วงท่าสื่อถึงอำนาจบารไม่จางหายจนเหมือนเขากำลังกดพวกนางแม่ลูกเอาไว้กลาย ๆ
“อาการของเ้าหายแล้วหรือ?”
“ไม่เ้าค่ะ...ท่านพี่ ข้าทรมานเหลือเกิน”
โต้วซิ่งซิวไม่ได้รู้จักหยางเอ่อคังดี นางคิดไปเองว่านั่นเป็ภาพลักษณ์ของสามีที่เป็ถึงแม่ทัพ เขาคงเป็คนแข็งกระด้างที่เอาอกเอาใจสตรีไม่เก่ง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการเฉดหัวภรรยาเอกไปอย่างไม่ไยดี การที่เขายอมใช้น้ำเสียงอ่อนลงและดูแลนางเป็บางครั้งก็คือเขาให้ความสำคัญกับนางเหนือสตรีอื่นใดแล้ว
โต้วซิ่งซิวจึงไม่เคยรู้สึกตัวเลยว่าการแสดงออกนั้นของหยางเอ่อคังไม่ใช่ความรัก ไม่ใช่ความห่วงใย เขาไม่เคยให้สิ่งของใดหรือความรู้สึกใดที่เฉียดปลายเล็บกับสิ่งที่เคยให้หงเหลียนฮวา
...ไม่แม้แต่จะใกล้เคียง
“ท่านพี่...ถ้าหากข้าไม่หายเล่าเ้าคะ?”
โต้วซิ่งซิวว่าทั้งน้ำตา นางพยายามช้อนตาออดอ้อนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็สามีของตน หากแต่สีหน้าของหยางเอ่อคังแทบจะไม่เปลี่ยนไป จนบุตรสาวต้องช่วยพูด
“ท่านแม่ทนอาการเช่นนี้มานานแล้ว ท่านพ่อแม้แต่ท่านหมอในเมืองก็รักษาไม่หาย ท่านลองเรียกหมอหลวงให้ท่านแม่ได้หรือไม่เ้าคะ?”
“ไม่มีโรคใดรักษาไม่ได้หรอก นี่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาที่ท่านหมอบอกเลย เ้าก็รอดูต่อไปก่อนเถิด การรักษาก็ไม่ต่างจากการรบ ต้องใช้เวลาและใจเย็นรอผลลัพธ์” หยางเอ่อคังโบกมือปัด ๆ “ข้ามีงานขอตัวก่อน ดูแลตัวเองดี ๆ เข้าใจหรือไม่”
“...เ้าค่ะ”
สองแม่ลูกรับคำเสียงอ่อน มองดูแผ่นหลังของบิดาและสามีเดินออกไปจากเรือน ก่อนที่โต้วซิ่งซิวจะกรีดร้องแล้วถกกระโปรงขึ้นสูงอย่างไม่ใส่ใจมารยาท
“คัน!!! โอ๊ย!! ทั้งเจ็บทั้งแสบ!!”
มือบางกรีดเรียวขาขาวที่เต็มไปด้วยตุ่มแดงอย่างบ้าคลั่ง ตุ่มแดงที่พุพองลามไปทั่วขาทั้งสองข้างของนางจนไม่มีที่ใดว่างเว้นจากรอยแดงอัปลักษณ์และรอยแผลจากการเกา ตุ่มน้ำใสปริแตกจากแรงกรีดจนเป็แผลถลอกเืซิบ ๆ บางที่ก็เป็รอยน้ำเหลืองเหนียว ๆ
ผื่นแดงเหล่านี้นางเป็มาั้แ่สองเดือนก่อนจนบัดนี้ก็ยังไม่หาย ซ้ำร้ายมันยังลุกลามจากปลายเท้าขึ้นสูงถึงขาอ่อนของนางอีกต่างหาก
ซือซือเห็นท่อนขางามของมารดามีสภาพน่ากลัวก็ถึงกับลุกหนีไม่กล้าเข้าใกล้ ฝ่ามือเล็กยกขึ้นปิดปากกลั้นเสียงกรีดร้อง
“ทะ...ท่านแม่...มือของท่าน”
“!!!”
โต้วซิ่งซิวยกมือของตัวเองขึ้นมองตามคำกล่าวของลูกสาว สายตาพลันเบิกโพลงเมื่อตุ่มแดงแบบเดียวกับที่ท่อนขาผุดขึ้นมาตรงข้อมือขาวทั้งสองข้างลามขึ้นบนท่อนแขนเรียวของนางเช่นกัน
สาวใช้ตามมุมห้องไม่ได้ชอบอนุกับคุณหนูรองเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเวลานี้อนุมีอาการประหลาดที่แม้ท่านหมอจะรับประกันว่าสามารถหายขาด แต่ก็บอกไม่ได้เต็มร้อยว่าคนอื่นจะไม่ติดอาการนี้ไปด้วย บรรดาสาวใช้จึงไม่มีใครอยากเข้าใกล้อนุโต้วเลยแม้แต่คนเดียว
มือทั้งสองข้างของโต้วซิ่งซิวสั่นไหว ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง นางยกมือขึ้นกุมศีรษะก่อนจะกรีดร้องด้วยความบ้าคลั่งยามนึกถึงสภาพของตัวเองมีแต่ตุ่มแดงขึ้นทั่วตัวไม่เว้นแม้แต่ใบหน้า
“กรี๊ดดดดดดดด!!!”
“...ท่านแม่”
“ตามหมอ!! ตามหมอมาให้ข้า!! เดี๋ยวนี้!!!”
ซือซือรีบวิ่งออกนอกเรือนสั่งให้คนไปตามท่านหมอให้มารดา ส่วนตัวเองนั้นขอถอยหนีไม่เข้าเรือนไป๋อวี้อีกเลยเพราะกลัวติดอาการประหลาดเช่นนี้ของมารดา ไม่ต่างจากสาวใช้ที่คอยรับใช้คนอื่น ๆ ที่พากันเกี่ยงงาน
โดยเสียงกรีดร้องโหยหวนของโต้วซิ่งซิวยังดังออกจากเรือนเป็พัก ๆ และไม่มีทีท่าจะหยุดลง
“กรี๊ดดดดดดดดดดด!!!”
...
หารู้ไม่ว่าเสียงกรีดร้องที่สร้างความสยองให้แก่คนในจวนแม่ทัพนั้น สร้างรอยยิ้มยินดีให้แก่คุณหนูตัวจริงของจวนแม่ทัพที่คอยฟังข่าวอยู่มากมายเพียงไร
หากไม่ไปแตะต้องรอยตุ่มเป็ผื่นนั่นก็จะหายไปในเวลาไม่นาน ยิ่งได้ยารักษาควบคู่แป๊บเดียวก็หาย แต่เฟิ่งปิงเป็คนให้สุ่ยหลิวไปติดสินบนท่านหมอให้ปล่อยหายเองตามธรรมชาติ โดยใช้ข้ออ้างว่าอยากเอาคืนเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ฮูหยินใหญ่ที่ถูกกลั่นแกล้ง
ซึ่งข่าวลือที่ว่าท่านแม่ทัพรักและให้ท้ายอนุ รวมถึงเื่ที่อนุกลั่นแกล้งฮูหยินเอก ที่เฟิ่งปิงสั่งให้คนปล่อยข่าวลือเองนั้นได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
ซึ่งไม่ต้องคิดเลยว่าท่านหมอเห็นใจหงเหลียนฮวาและคุณหนูใหญ่ที่ไม่ได้รับความเป็ธรรมถึงเพียงใด ท่านหมอจึงให้ความร่วมมืออย่างดี โดยให้ยารักษาที่ทำให้อาการผื่นเห่อลามได้ง่ายกว่าเดิมเพียงแค่ัั ให้เทียบยาที่มีฤทธิ์ทำให้แสบร้อนและยิ่งคันเท่านั้น ให้โต้วซิ่งซิวต้องทนทุกข์กับการคันไปสองเดือนเต็มก่อนจะมารักษาให้แบบจริง ๆ จัง
...ยิ่งกว่าที่นาง้าเสียอีก...
อาการนี้ตราบใดที่ยิ่งเกายิ่งถูมันก็จะยิ่งลุกลาม แม้ตุ่มเ่าั้ไม่ได้อันตรายต่อสุขภาพ แต่อันตรายต่อความงามเนื่องจากรอยแผลจากการเกาจะคงอยู่ไปอีกนาน หากเป็ใต้ร่มผ้าก็นับว่าแย่แล้ว แล้วถ้าอนุโต้วทำให้ตุ่มเ่าั้ลามไปบนใบหน้าเล่า...?
นั่นคือการเอาคืนเล็ก ๆ ให้มารดาของหยางเฟิ่งปิง
สำหรับยุคสมัยนี้ ไม่มีสิ่งใดทำให้สตรีชอกช้ำไปยิ่งกว่าการทำลายความงามที่ตนภูมิใจ
...แต่อนุโต้วก็หาใช่คนงามอะไรอยู่แล้ว การล้างแค้นเล็ก ๆ ของนางนี้คงไม่ทำให้อนุโต้วอับอายจนฆ่าตัวตายไปก่อนเวลาอันควรหรอกกระมัง~
“ท่านแม่ ปิงเอ๋อร์”
หยางหย่งสือวิ่งเข้าหามารดาและน้องสาวที่ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปีด้วยความดีใจ สลัดความรู้สึกแค้นเคืองบิดาไว้เื้ัก่อนจะพุ่งเข้าโอบกอดคนที่รัก จะถามเื่ราวอันใดไว้ทีหลัง ขอกอดน้องน้อยให้ชื่นใจก่อน!
“พี่รอง!”
เฟิ่งปิงโยนผ้าเช็ดหน้าที่กำลังปักทิ้ง วิ่งโผเข้ากอดพี่ชายคนรองด้วยความคิดถึง โดยเื้ัมีมารดาที่กำลังมองสองพี่น้องโอบกอดกันด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
โดยที่หย่งสือไม่ทันรู้ตัว เฟิ่งปิงก็แอบลูบคลำร่างกายได้สัดส่วนกล้ามเนื้อแต่พองามเสียเต็มประดา
“อ๊า ปิงเอ๋อร์พี่รองคิดถึงเ้าจริง ๆ”
“ข้าก็คิดถึงพี่รองเ้าค่ะ”
“ปิงเอ๋อร์ของพี่รอง เ้าโตขึ้นเยอะเลยน้า”
หย่งสือว่าพลางอุ้มร่างน้องสาวหมุนไปหมุนมา เฟิ่งปิงหัวเราะคิกคักก่อนจะเอ่ยปากตอบ
“พี่รองไปร่ำเรียนเสียตั้งนาน ข้าก็ต้องโตขึ้นเป็เื่ธรรมดา อีกทั้งข้ายังงดงามขึ้นมากอีกด้วยใช่หรือไม่”
หยางหย่งสือชะงักกึก ก่อนจะจับจ้องใบหน้างามของน้องสาวอย่างพินิจพิเคราะห์ ความงามพิลาสบอบบางอ่อนหวานของมารดาผสมรวมเข้ากับความคมเข้มดุดันของบิดาอย่างลงตัว หย่งสือนิ่งค้างไปเป็นานก่อนจะะเิเสียงออกมาด้วยทีท่าบอบช้ำ
“...ปิงเอ๋อร์ของพี่จะงามเกินไปแล้ว!”
“พี่รอง?”
“ไม่ได้ ๆ หากมีชายใดมาสู่ขอเ้าจะทำเยี่ยงใด พี่ไม่ยอมเด็ดขาด-! อุ๊ก!”
หงเหลียนฮวาเดินมาเขกมะเหงกให้ลูกชายคนรองที่ออกอาการละเมอเพ้อพกไปไกลเสียเต็มแรง จนหย่งสือต้องแสร้งทรุดลงกับพื้นแล้วส่งเสียงครางเจ็บหวังเรียกความเห็นใจ
“ทำท่าเกินไปแล้วหย่งสือ”
“...ฮือ ท่านแม่ ข้าเจ็บจริง ๆ น้า”
“หึ คิดถึงแต่น้องสาว เ้าไม่คิดถึงแม่บ้างหรือ?”
“โอ้- ที่แท้ท่านแม่ก็แง่งอนข้า” หยางหย่งสือส่งยิ้มเ้าเล่ห์ก่อนจะรีบโผเข้ากอดมารดาทันทีที่ท่านแม่คนสวยทำท่าจะเขกมะเหงกเขาอีกครั้ง “ข้าก็คิดถึงท่านแม่ที่สุดเลยนะขอรับ”
หงเหลียนฮวาโอบกอดบุตรชายจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เติบโตขึ้นมากด้วยความพออกพอใจ ก่อนจะจับจูงให้บุตรชายนั่งลงเล่าเื่ราวในส่วนที่ไม่ได้พบเจอ
“ไม่ส่งจดหมายกลับมาเสียเป็ปี ๆ เป็อย่างไรบ้าง?”
“ลูกคนรองของท่านแม่ทั้งที มีหรือจะไม่ประสบความสำเร็จ ข้าเป็จู้เหรินแล้วนะขอรับ”
“จริงหรือ!?”
ท่านแม่แย้มยิ้มด้วยความยินดีในความสำเร็จของบุตรชายคนรอง อายุเพียงสิบหกปีก็สอบได้ตำแหน่งจู้เหรินแล้ว อย่างไรเสียอนาคตก็ยังไปได้อีกไกล (จู้เหริน* เป็ชื่อเรียกของผู้สอบผ่านระดับกลางของการสอบเข้ารับราชการสมัยโบราณ*)
“ที่พี่รองไม่ส่งข่าวมาเสียตั้งนานก็เพราะ้าจะทำให้พวกเราใสินะเ้าคะ”
ในฐานะน้องสาวเอง เฟิ่งปิงก็ยินดีในความสำเร็จของพี่ชาย
นางไม่ชมชอบการเข้ารับราชการ อีกทั้งในสมัยโบราณประเมินค่าสตรีต่ำกว่าบุรุษ แม้ว่าจะเก่งกาจแค่ไหนก็ถูกมองว่าด้อยกว่า มิเช่นนั้นเฟิ่งปิงเองก็คงจะลองไปสอบดูบ้างเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรก็ตามตัวนางก็ชมชอบการค้าขาย เป็ผู้อยู่เื้ัรับทรัพย์เนาะ ๆ มากกว่า
…
สามแม่ลูกนั่งคุยกันอย่างออกรสออกชาติ ระบายความคิดถึงและยินดีด้วยการพูดคุยั้แ่เช้าจรดเย็นอย่างอบอุ่น จนกระทั่งหย่งสือที่อัดอั้นเื่เมื่อตอนเช้าที่ตนเองพบเจอต้องพูดออกมาด้วยความสับสน
“ท่านพ่อมี...ภรรยาใหม่กับน้องสาวให้ข้า...จริง ๆ หรือท่านแม่?”
“...เ้าคงได้พบพวกนางแล้วสิ”
“...ขอรับ”
ใบหน้างามของหงเหลียนฮวายังคงรอยยิ้มน้อย ๆ ไว้ หากแต่เป็รอยยิ้มที่มีความชอกช้ำแอบแฝงอยู่ จนหย่งสือรู้สึกได้และเ็ปตาม
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ แม่กับปิงเอ๋อร์เชื่อว่าบิดาเ้าต้องมีเหตุผลที่ทำเช่นนี้”
“อีกทั้งข้าไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะเอาอนุโต้วคนนั้นมาเป็ภรรยาจริง ๆ หรอกเ้าค่ะ ไม่เห็นว่าเด็กนั่นจะมีสิ่งใดเหมือนท่านพ่อแม้แต่อย่างเดียว ข้าน่ะไม่รับอนุโต้วเป็แม่ ไม่รับยัยเด็กนั่นเป็น้องสาวด้วย”
ประโยคแรกเฟิ่งปิงกล่าวอย่างเนิบช้า ส่วน่ท้ายกล่าวแฝงแรงอารมณ์เข้าไปไม่น้อย แต่แล้วนางก็ยกยิ้มเ้าเล่ห์...
“แต่พี่รอง พี่รู้อะไรหรือไม่คืออย่างนี้นะ...”
นางเปิดปากเล่าเื่ที่ท่านแม่ต้องเผชิญจากอนุและบิดาเสียละเอียดยิบ โดยไม่สนใจท่าทีทักท้วงไม่ให้เล่าของมารดาแม้แต่นิด
นางยังเล่ารวมถึงคำกล่าวที่น้องสาวตัวดีเคยกล่าวกับนางด้วย แต่ในทั้งหมดนั่นนางไม่เล่าว่านางโต้กลับหรือเอาคืนอย่างไรแม้แต่ประโยคเดียว คล้ายจะเป็ผู้ถูกกระทำโดยสมบูรณ์...
...
“ท่านพ่อทำเช่นนี้กับท่านแม่และปิงเอ๋อร์ได้อย่างไร!?”
“...”
“ไม่ว่าท่านพ่อจะมีเหตุผลอันใดข้าก็ไม่ยอมรับหรอก! ไม่-ให้-อภัย!!”
“...หย่งสือ”
หยางหย่งสือไม่สนใจท่าทีห้ามปรามของมารดา หันไปหาน้องสาวเพื่อถามหาแนวร่วม
“นี่พี่ใหญ่รู้เื่หรือยังปิงเอ๋อร์?”
“น่าจะยังนะเ้าคะ ไม่งั้นป่านนี้พี่ใหญ่คงทิ้งงานทุกอย่างเพื่อกลับจวนแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“เราต้องส่งข่าวหาพี่ใหญ่ ส่วน่นี้...จนกว่าท่านพ่อจะจบเื่ราวที่ก่อขึ้นได้...”
“...”
“ท่านแม่พวกเราไปอยู่จวนราชครูกันสักระยะเถอะนะ ถ้ายังอยู่ที่นี่ข้าต้องไม่พอใจจนสักวันต้องเผลอซัดสองแม่ลูกคู่นั้นแน่ ๆ เลย ดีไม่ดีข้าต้องเข้าไปถามหาความจริงจากบิดาแน่นอน”
หยางหย่งสือทำท่าออดอ้อนเหมือนตอนสมัยเด็ก เขาจริงจังในคำกล่าวของตนเองมากทีเดียวว่าถ้าหากพบเจอสองแม่ลูกคู่นั้นอีก เขาต้องเผลอพุ่งเข้าไปซัดจนหงายหมอบไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็เพียงสตรีและเด็กสาวเป็แน่ ซึ่งแม้ว่าเขาจะมุ่งมั่นเป็ขุนนาง แต่ก็ใช่ว่าเขาจะละเลยการฝึกยุทธ์ที่บิดาฝึกฝนให้ั้แ่เล็ก
...สองแม่ลูกคู่นั้นโดนเขาอัดสักทีก็คงตายคาที่ได้เลยทีเดียว
เขาหันไปส่งสายตาให้น้องสาวสุดที่รักว่าให้สนับสนุนความคิดของตน เฟิ่งปิงเพียงแค่เห็นแววตาเป็ประกายของพี่ชายก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งถ้ามันดีต่อมารดานางก็พร้อมสนับสนุนแน่นอน
“...ท่านแม่ ข้าเห็นด้วยกับพี่รองนะ”
“ท่านแม่...”
หงเหลียนฮวามองสายตาวอนขอของลูก ๆ ทั้งสอง แล้วก็ได้แต่ยินยอม แม้ตัวนางนั้นจะอยากอยู่ใกล้ ๆ สามีแม้จะต้องทุกข์ทรมานเองก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วสำหรับนางอย่างไรเสียลูกก็สำคัญกว่า อีกทั้งหากนางกลับไปเยี่ยมบ้านบ้างก็คงไม่เลว
“...เอางั้นก็ได้”
“เฮ!!”
สองพี่น้องหันไปตีมือกันดังป้าบยามท่านแม่ยอมโอนอ่อน โดยในหัวของหย่งสือน่ะหรือ...ก็ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนนักหรอก... แผนอะไรของบิดาก็ให้บิดาจัดการไป จนกว่าจะจบเื่เขาจะลากท่านแม่และน้องสาวไปที่อื่น
ปล่อยท่านลอยแพอยู่คนเดียวในจวนที่มีอสรพิษสองตัวที่เชื้อเชิญมาเอาเองเถอะ!!
...
“แต่เอาจริง ๆ แม่ก็คิดจะเอาคืนบิดาเ้าหลังจบเื่อยู่แล้ว หย่งสือไม่ต้องห่วงหรอก”
รอยยิ้มหวานของมารดาทำให้หยางหย่งสือชะงักค้าง กลับกลายเป็ว่าเขาต้องห่วงว่าบิดาจะตามง้อท่านแม่อย่างไรซะงั้น ซึ่งน้องสาวผู้น่ารักก็ส่งยิ้มแห้ง ๆ มาให้ สื่อว่าสิ่งใดที่เขาคิดอยู่นั้นถูกต้องทุกประการ ช่วยภาวนาให้ท่านพ่อหลังเสร็จเื่ดีกว่า
“...ฮะ...ฮ่า ๆ”
วังหลวง
หยางเอ่อคังนั่งอยู่หน้าร่างโปร่งที่ประทับบนบัลลังก์ัในระนาบเดียวกัน สื่อถึงมิตรภาพและความเท่าเทียมอันเป็เมตตาอันล้นเหลือที่อีกฝ่ายมอบให้
วรกายล้ำค่าอันสูงศักดิ์เหนือใครในแผ่นดินอยู่ในชุดสีเหลืองทองอร่ามปักลายัห้าเล็บ พระหัตถ์วางหมากสีขาวลงบนกระดานหมากที่อยู่ด้านหน้าสลับกับการวางหมากดำของท่านแม่ทัพเป็ระยะ ก่อนที่พระโอษฐ์จะแย้มรอยยิ้มบางเมื่อเห็นสีหน้าอดกลั้นของอีกฝ่าย
“มีอะไรจะกล่าวกับเจิ้นหรือ ท่านแม่ทัพผู้พิชิตจตุรทิศ”